อ่านให้จุใจ รักแบบ Y ฉบับเทพเจ้าฝั่งเอเชีย!


อ่านให้จุใจ รักแบบ Y ฉบับเทพเจ้าฝั่งเอเชีย


 

สวัสดีค่ะน้องๆ ชาวไรเตอร์ทุกคน กลับมาพบกับพี่น้ำผึ้งอีกแล้วนะคะ ครั้งที่แล้วพี่ได้พาน้องๆ ไปเปิดตำนานกลุ่มวายหรือ LGBT ที่มีมาตั้งแต่ยุคโบร่ำโบราณของฝั่งยุโรปและแอฟริกาไปแล้วในบทความ5 เรื่องวายๆ ที่มาจากใจเทพเจ้าฝั่งตะวันตกวันนี้พี่น้ำผึ้งเลยมาตามสัญญาอีกครั้งด้วยการนำตำนานกลุ่มวายของเทพเจ้าฝั่งเอเชียมาเล่าให้น้องๆ ฟัง เรียกได้ว่าแต่ละเรื่องนั้นแซ่บไม่แพ้ฝั่งยุโรป

อ๊ะ... แต่ก่อนที่จะพาน้องๆ ไปตะลุยตำนาน พี่ขอทวนความจำเกี่ยวกับLGBTกันสักนิด เผื่อใครที่ไม่รู้จักหรือจำไม่ได้จะได้ร้องอ๋อ ไม่งงระหว่างอ่านค่ะ สำหรับกลุ่ม LGBT นั้นคือกลุ่มเพศทางเลือกหรือบุคคลที่มีรสนิยมความชื่นชอบเพศเดียวกันค่ะ พูดง่ายๆ ก็คือชาวสีรุ้ง กลุ่มเกย์ เลสเบี้ยน เสือไบนั่นเอง
 
เอาล่ะค่ะ ทวนความจำกันเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาเปิดตำนานวายของเทพเจ้าฝั่งเอเชียสักที จะมีประเทศอะไรบ้างนั้น มีไทยด้วยรึเปล่า เลื่อนลงมาอ่านเลยจ้า


 


ตำนานตัดแขนเสื้อ
(via: baike.com)


 

ตำนานจีน

แม้สังคมจีนจะไม่เปิดกว้างในเรื่องของเพศทางเลือก แต่กลับมีตำนานพื้นบ้านหลายเรื่องของจีนที่เล่าเกี่ยวกับรักร่วมเพศ ไม่ว่าจะเป็นปุถุชนคนธรรมดา เทพเจ้า หรือแม้กระทั่งในบันทึกประวัติศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่นบรรดาจักรพรรดิในอดีต นอกจากจะชอบสะสมผู้หญิงเป็นสนมแล้ว ยังสะสมผู้ชายเป็นสนมด้วยเช่นกัน

ตำนานเคยกล่าวว่าฮ่องเต้อ้ายแห่งราชวงศ์ฮั่นมีคู่รักคู่นอนที่เป็นเพศเดียวกัน และยังกลายเป็นตำนานรัก “ตัดแขนเสื้อ” อีกด้วย เรื่องมีอยู่ว่าเช้าวันหนึ่งพระองค์ตื่นจากบรรทมและพบว่าคนรักของเขานอนทับแขนเสื้อท่านอยู่ แต่พระองค์ไม่อยากรบกวนเวลานอนของเขา ท่านจึงยอมตัดแขนเสื้อตัวเองเพื่อให้คนรักนอนหลับต่อไป โรแมนติกได้อีก
 

เบ๋า เทียน หวู่ (Wu Tien Bao)

เทพเจ้ากระต่ายองค์นี้เองก็เป็น LGBT นะจ๊ะน้องๆ มีเรื่องเล่าว่าสมัยราชวงศ์ชิง เทพเจ้ากระต่ายเคยเกิดเป็นคนที่ชื่อเบ๋า เทียน หวู่ มาก่อน เขาตกหลุมรักผู้ตรวจการหนุ่มที่หล่อมากๆๆ แล้วก็คอยตามเขาไปทั่วไม่ให้คลาดสายตา แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ถูกผู้การหนุ่มจับได้ซะอย่างนั้น เลยถูกเฆี่ยนตีจนตาย พอตายไปก็เลยกลายเป็นเทพกระต่ายเพื่อดูแลความสัมพันธ์ของกลุ่มเพศที่สามค่ะ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็นกระต่าย นั่นเป็นเพราะว่ากระต่ายคือสัญลักษณ์แห่งความรักอันสมบูรณ์มั่นคงนั่นเองค่ะ

น้องๆ คะ มีหลายวัดในจีนเลยนะคะที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เบ๋า เทียน หวู่ แล้วบรรดาคู่รักเกย์ก็มักจะไปไหว้ขอพร แต่ก็อีกนั่นแหละ ท้ายสุดแล้ววัดเหล่านั้นก็ถูกทำลายลงจนหมดสิ้น แต่อย่าเพิ่งสิ้นหวังไปเลยนะคะ เพราะยังมีเหลืออยู่อีก 1 ที่ในไต้หวันชื่อวัดเว่ยหมิงค่ะ ใครอยากไปขอพรเรื่องความรักได้ไม่ว่ากัน กระซิบก่อนว่าศักดิ์สิทธิ์พอๆ กับพระตรีมูรติที่ไทยเลยจ้า


 

อาณาจักรผู้หญิง

อย่าคิดว่าจะมีแค่เมืองไทยอย่างเดียวนะคะที่มีเมืองลับแล ที่จีนเองก็มีอะไรประมาณนี้เหมือนกัน เมืองนี้เหมือนเมืองลับแลที่ไทยเลยค่ะเพราะมีแต่ผู้หญิง แต่ที่ต่างจากไทยก็คงเป็นเพราะทางเข้าเมืองที่ต้องเข้าผ่านพายุซึ่งกำลังหมุนรุนแรง นอกจากนี้ภายในเมือง ผู้หญิงยังมีความสัมพันธ์กันเองและตั้งท้องด้วยวิธีการที่ออกไปนอนนอกบ้านให้ลมพัดสัมผัสร่างกายพวกเขาหรือไม่ก็ไปอาบน้ำในน้ำพุค่ะ ส่วนลูกที่คลอดมาถ้าเป็นผู้ชายก็จะถูกฆ่าตายก่อนอายุ 3 ขวบ โหดได้อีก สมกับเป็นอาณาจักรผู้หญิงจริงๆ เลย ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย แม้เมืองลับแลจะมีแต่ผู้หญิง แต่บรรดาแม่หม้ายนั้นก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงด้วยกันนะคะ

 


มังกรในตำนานจีน
(via: pinterest.com)


 

ซีอาน (Xian)

ซีอานในที่นี้ไม่ใช่ชื่อเมืองยอดฮิตในจีนนะจ๊ะ แต่เป็นกลุ่มสปิริต (วิญญาณของสัตว์หรือคน) ที่เป็นความเชื่อของลัทธิเต๋าต่างหาก เจ้าซีอานเนี่ยมักจะกลายมาเป็นคนรักของมนุษย์และมีแนวโน้มว่าจะเลือกคู่ที่เป็นเพศเดียวกัน! ซึ่งจริงๆ ก็คือจะเลือกแต่ผู้ชายนั่นเอง ซีอานมักจะอาศัยอยู่กับคนรักของเขาเป็นเวลานานหลายปี และเมื่อไหร่ที่ใกล้ถึงเวลากลับโลกของตัวเอง เหล่าซีอานก็มักจะไปขอร้องกับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ว่า “อยู่ต่อเลยได้มั้ย อย่าปล่อยให้ตัวฉันไป” #งานสิงโตนำโชคก็มา ซึ่งท่านราชาก็เปิดไฟเขียวโลดจ้า ประมาณว่าจะอยู่ไปอีกกี่ชาติก็อยู่ไปเถอะ

แต่ก็ยังมีสปิริตจำพวกหนึ่งที่แต่ต่างจากวิญญาณสัตว์อื่นๆ นั่นคือมังกร มังกรจะชื่นชอบชายแก่มากกว่าชายหนุ่มค่ะ ตำนานบอกว่าเหล่ามังกรมักจะชอบมองหาชายแก่ๆ ตอนที่เกิดรุ้งกินน้ำ จากนั้นจะลักพาตัว (หรือไม่ก็แปลงกาย) มามีสัมพันธ์ลึกซึ่งด้วย แน่นอนว่ามังกรก็คือผู้ชาย! ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในตำนานชื่อดังเรื่อง “ชาวนากับมังกร” ค่ะ เพราะชาวนาวัย 60 ปีผู้โชคร้ายชื่อ “หม่า” ได้ตกเป็นของมังกรหนุ่มเฉย

เฮ้อ ก็แปลกดีเนอะ แต่พอลองคิดตามอีกทีพี่น้ำผึ้งเดาว่าคำว่า "ชาวสีรุ้ง" อาจจะมาพร้อมกับตำนานนี้ก็ได้นะคะ แล้วน้องๆ ล่ะคิดว่ายังไง?

 

คนรักที่กลับชาติมาเกิด

ที่จีนมีความเชื่อที่ว่า ถ้าหากเราเกิดชาตินี้เป็นผู้หญิง ชาติหน้าเราจะเกิดเป็นผู้ชาย ทำนองเดียวกัน คนที่เกิดเป็นผู้ชาย พอชาติถัดไปก็จะเกิดเป็นผู้หญิง แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องความรักมันไม่เข้าใครออกใครค่ะ มีตำนานหนึ่งที่เกี่ยวกับความเชื่อนี้ มันชื่อว่า “วิญญาณจิ้งจอกกับบัณฑิต”

เรื่องมีอยู่ว่าบัณฑิตหนุ่มวัย 60 กว่าปี (ไม่น่าหนุ่มแล้วมั้งเนี่ย) ยังโสดยังซิงและไม่เคยหวั่นไหวกับสตรีงามคนไหนเลยสักคน แต่แล้ววันหนึ่งกลับมีชายชุดดำเข้ามาในบ้านและขอมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งด้วย!!!

งงล่ะสิน้องๆ เปิดมาก็สายวายแล้ว ใช่ค่ะ ความจริงแล้วชายชุดดำนั้นเป็นอดีตสามีของบัณฑิตเมื่อชาติที่แล้วจ้า ส่วนบัณฑิตเมื่อชาติที่แล้วเกิดเป็นผู้หญิงและเป็นภรรยาของเขา สองคนนี้รักกันมากกกกกเลยสาบานว่าจะรักกันตลอดไป ไม่ว่าชาติไหนภพไหนก็ขอได้รักกัน #พีคได้อีก จำคำสาบานนี้ไว้ให้ดีๆ นะ แล้วมาอ่านต่อกันเลย

 


ตัวอย่างบัณฑิตสมัยก่อน
(via: pinterest.com)


 

อยู่มาวันหนึ่งกลับเกิดสงครามขึ้น ภรรยาวัยละอ่อนถูกพวกกบฏจับไป เธอโดนข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนท้ายสุดแล้วเธอจะฆ่าตัวตายเพื่อหนีจากชีวิตอันโหดร้ายนี้ ขณะที่ฝั่งสามีก็ไม่รู้อะไรเลย ผันตัวเข้าร่วมเป็นพวกเดียวกับกลุ่มกบฏแล้วก่อกบฏ แต่ท้ายสุดล้วก็ตายอย่างอนาถ

หลังจากตายไป จักรพรรดิแห่งโลกหลังความตาย (หรืออีกนัยคือพระยายมราชของไทยเรานั่นเองจ้า) ได้ส่งภรรยาไปเกิดเป็นผู้ชาย ขณะที่ทางสามีถูกส่งให้ไปเกิดเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์เพราะว่าก่อกบฏกับพระราชา แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ สามียังมั่นคงกับความรักที่มีต่อภรรยา เขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นมนุษย์ ซึ่งมันก็ได้ผลเพราะเจ้าจิ้งจอกพบวิธีเล่นเล่ห์แปรธาตุ จากนั้นเขาจึงกลายเป็นมนุษย์และออกตามหาภรรยาในโลกมนุษย์

 


วิญญาณจิ้งจอก
(via: pinterest.com)



เมื่อบัณฑิตฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ เขาก็ระลึกชาติได้ทันที! แต่เขาไม่ได้ยอมตกเป็นของจิ้งจอก (ที่ตอนนี้เป็นชายชุดดำนะ) ซะเดี๋ยวนั้นหรอกนะ เพราะเขาเกิดคำถามว่ามันจะเป็นไปได้ยังไงก็ในเมื่อเราทั้งคู่ต่างเป็นชาย?

“นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก ตราบใดที่เราสองคนต่างรักกัน มันไม่ใช่ปัญหาเลยต่อให้เราเป็นชายทั้งคู่ หรือเป็นชายหญิง เพราะยังไงเราสองคน ต่างฝ่ายต่างก็รักกันอยู่ดี” จิ้งจอกบอกพร้อมกับขยับรอยยิ้ม แน่นอนว่าบัณฑิตดีใจมากที่ได้ยินอย่างนั้น เขาจึงยอมตกลงอีกฝ่ายแต่โดยดี โรแมนติกสุดๆ ไปเลยล่ะ

ไงล่ะ อึ้งล่ะสิ แต่พี่ก็เห็นด้วยนะคะ เรื่องความรักมันเป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องของเพศสักหน่อย แน่นอนว่าบัณฑิตเองก็เห็นด้วย คืนนั้นก็เลยรักกันเนาะ ฮ่าๆ

 


เทพเจ้าชินุและเทพเจ้าอามะ
(via: irishcentral.com)
 

 

ตำนานญี่ปุ่น

จบจากจีนแล้วขอเขยิบมาฝั่งดินแดนอาทิตย์อุทัยบ้าง สำหรับตำนานญี่ปุ่นพื้นเมืองส่วนใหญ่นั้นมักเกี่ยวข้องกับลัทธิชินโต ซึ่งเป็นศาสนาพื้นบ้านที่ยังคงมีอยู่ในญี่ปุ่น แน่นอนว่าเรื่องราวของชาวสีรุ้งเองก็มีอยู่อย่างชัดเจนในตำนานญี่ปุ่นค่ะ ซึ่งพี่ขอยกตัวอย่างมาเพียงแค่ 2 เรื่องนะคะ ตามมาดูกันเลย

เทพเจ้าชินุ และ เทพเจ้าอามะ

สำหรับเทพเจ้าชินุและเทพเจ้าอามะเป็นเทพรับใช้เทพเจ้าผู้สร้างสูงสุดอย่างอมาเตระสุ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเทพเจ้าหนุ่มทั้งสองเป็นผู้ให้กำเนิดชาวสีรุ้งในโลก! ท่านเทพเป็นคู่รักสุดหวานแหวว แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเทพอามะจากโลกนี้ไปเพราะอาการป่วย เทพชินุเสียใจมากๆ เลยค่ะ ถึงขนาดฆ่าตัวตายตามเลยทีเดียว เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก

 

เทพีอมาเตระสุ และ เทพธิดาอเมโนะ อูซูเมะ

เราอาจจะคุ้นหูว่าเทพแห่งดวงอาทิตย์มักเป็นผู้ชาย แต่สำหรับความเชื่อฝั่งญี่ปุ่นแล้วนั้นตรงกันข้ามค่ะ เพราะเทพีอมาเตระสุคือเทพีแห่งสุริยัน เทพีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกสวรรค์ ท่านมีเทพน้องชายคือซูซาโนะโอะ เทพแห่งสายลม

อยู่มาวันหนึ่งนึงเทพีอมาเตระสุทะเลาะกับเทพน้องชายและโกรธมาก ท่านจึงหนีลงไปอยู่ในถ้ำบนโลกมนุษย์ ปีศาจเลยได้โอกาสเข้ามาก่อกวนสรวงสวรรค์ เหล่าทวยเทพเห็นท่าไม่ค่อยดี รับมือไม่ค่อยได้จึงไปกราบขอร้องอัญเชิญให้เทพีเสด็จกลับขึ้นไป แต่เทพีไม่ยอมค่ะ เหล่าทวยเทพเลยโน้มน้าวท่านเทพีด้วยการบรรเลงเพลงอย่างสนุกสนาน ขณะนั้นเอง “เทพธิดาอเมโนะ อูซูเมะ” ก็ระบำเปลื้องผ้าทีละชิ้น สร้างความพึงพอใจให้แก่เทพีเป็นอย่างมาก พระองค์จึงยอมเสด็จกลับสรวงสวรรค์แต่โดยดีค่ะ

นั่นสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่เทพีผู้ยิ่งใหญ่ในความเชื่อของญี่ปุ่นยังมองว่าการรักและชื่นชมเพศเดียวกันเป็นเรื่องปกติเลยค่ะ แถมเทพธิดาอเมโนะ อูซูเมะยังทำให้เทพีอมาเตระสุพึงพอใจ ยินยอมเสด็จกลับสู่สวรรค์ดังเดิมเลย

 


กิลกาเมซและเอ็นคิดู
(via: spiritofthescripture.com)


 

ตำนานเมโสโปเตเมีย

หลายคนต้องคุ้นหูอารยธรรมเมโสโปเตเมียจากวิชาสังคมศึกษาแน่นอน เราทุกคนรู้ว่านี่คือแหล่งอารยธรรมแรกของโลก กำเนิดอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำไทกิส-ยูเฟรติสเมื่อประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสตศักราช ถ้าใครยังไม่ร้องอ๋อ น้องๆ คุ้นหู “บาบิโลเนีย” มั้ยคะ? นั่นแหละค่ะคือบริเวณแหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

ทั้งหมดคือสิ่งที่วิชาสังคมศึกษาสอนเรา แต่สิ่งหนึ่งที่วิชานี้ไม่ได้พูดไว้คือ... ส่วนมากแล้วเทพเจ้ามักเป็นเพศที่สามจ้า
 

กิลกาเมซ และ เอ็นคิดู

กิลกาเมซเป็นกษัตริย์ในตำนานแห่งนครอุรุค อาณาจักรบาบิโลน (ส่วนหนึ่งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย) พระมารดาเป็นเทพี ส่วนพระบิดาเป็นมนุษย์ กิลกาเมซเป็นกษัตริย์ที่หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องกามารมณ์ วันๆ เอาแต่หลับนอนกับหญิงสาวไม่เลือกหน้า จะโสดหรือไม่โสดก็ไม่สน แถมเวลาหนุ่มสาวคู่ไหนแต่งงาน พระองค์ก็มักจะไปขอหลับนอนกับเจ้าสาวในคืนแรกของวันแต่งงานด้วยจ้า งานนี้แม้เบื้องหน้าชาวบ้านยอมจำนนเพราะเกรงกลัวในบารมีกษัตริย์ครึ่งเทพ แต่เบื้องหลังต่างพาไปอ้อนวอนขอพรจากเทพเจ้า

เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทนพฤติกรรมนี้ไม่ไหวเลยสร้าง “เอ็นคิดู” ด้วยการใส่ความป่าเถื่อนของสัตว์ป่า 12 ชนิดเพื่อให้เขาทรงพลังพอที่จะจัดการกับกิลกาเมซได้ และส่งลงไปยังโลกมนุษย์ แน่นอนว่าหลังจากที่ได้เจอกัน (และปะทะกัน) กิลกาเมซประทับใจในความแข็งแกร่งและทรงพลังของเอ็นคิดูมาก สองคนนี้เลยกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน

 


กษัตริย์กิลกาเมซ
(via: spiritofthescripture.com)


 

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็สนิทกันมากๆๆ เอ็นคิดูคอยให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ จนกิลกาเมซเลิกนิสัยแย่ๆ แล้วกลับตัวกลับใจกลายเป็นกษัตริย์ที่ดี รักและทำเพื่อประชาชนมากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึกของกิลกาเมซที่มีต่อเอ็นคิดูนั้นมากเกินกว่าเพื่อน เขารักและแคร์เอ็นคิดูมาก แต่แล้ววันหนึ่งเอ็นคิดูก็ป่วยหนักและเสียชีวิตลง โอ้โห นาทีนั้นกิลกาเมซร้องไห้หนักมากปานใจจะขาด เขาเก็บศพของเอ็นคิดูเอาไว้จนหนอนเริ่มชอนไชจึงยอมเผาศพค่ะ

นอกจากนี้ในตำนาน “มหากาพย์กิลกาเมซ” ยังได้พูดถึงความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งระหว่างสองหนุ่มด้วยการกอดจูบและมีบางครั้งที่มีอะไรกันด้วยค่ะ 

 

เป็นอย่างไรบ้างคะกับเรื่องที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากในวันนี้ จะเห็นได้ว่าความรักระหว่างเพศเดียวกันไม่ได้เพิ่งมามีเอาซะช่วงนี้ แต่จริงๆ แล้วมันมีนานมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลอีกต่างหาก หรือแม้แต่ในตำนานเทพเจ้าเองก็พูดถึง นับว่าเป็นเรื่องดีมากๆ เลยนะคะที่ปัจจุบันนี้เปิดกว้างให้แก่กลุ่ม LGBT มากขึ้นค่ะ แล้วน้องๆ ล่ะคะ คิดเห็นว่ายังไงบ้าง อย่าลืมเล่าให้พี่น้ำผึ้งฟังด้วยนะคะ 


 

พี่น้ำผึ้ง :)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://saints.queerchurch.info/?page_id=491
http://onetwothree.net/writing/discourse-%E2%80%9Clove-between-men%E2%80%9D-interwar-japan-iwata%E2%80%99s-history-homo
https://en.wikipedia.org/wiki/Epic_of_Gilgamesh
https://en.wikipedia.org/wiki/Enkidu

Homosexualities By Stephen O. Murray
Chan, Leo Tak-hung. The Discourse on Foxes and Ghosts. Hong Kong: The Chinese University Press, 1998.

Chang, Kwongchi. The Bronze Age of China. Hong Kong: The Chinese University Press, 1982.
Samshasha (Xiaomingxiong). History of Homosexuality in China. Rev. ed. Hong Kong: Pink Triangle Press, 1997.
Zeitlin, Judith T. Historian of the Strange. Stanford, Calif.: Stanford University Press, 1993.

 

Deep Sound แสดงความรู้สึก
พี่น้ำผึ้ง
พี่น้ำผึ้ง - Columnist นักเขียนที่ชอบส่งต่อพลังบวกให้ทุกคน

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

กำลังโหลด

7 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ฝนตกในคืนที่พระจันทร์สว่าง Member 6 พ.ย. 60 23:57 น. 7

เฮียกิล...และโซ่ของเฮีย นึกภาพเป็นver.fate อืม นึกภาพSMเลยนะนั่น สมมุติโซ่มันของเอ็นคิดูแล้วมันจะใช้ทำอะไร^^ เฮียไม่ได้รุกสินะกิลซัง

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด