สวีดัดและสวัสดีชาวเด็กดีทุกคนค่ะ ยังมีใครจำความประทับใจแรกเมื่อได้ก้าวเท้าเข้าไปในห้องครัวได้บ้างไหมคะ ถ้าถามพี่ซูมล่ะก็ พี่นี่จำได้แม่นไม่มีลืมเลยค่ะว่าเวลาตัวเองหิวทีไรเป็นต้องเดินไปเกาะตรงประตูครัว แล้วถามแม่ว่ามื้อนี้มีอะไรกินบ้าง จากนั้นพอถามเสร็จคุณแม่สุดที่รักก็จะร่ายรายชื่อเมนูออกมาราวกับคำนวณมาเป็นอย่างดีเรียบร้อยว่า อาหารมื้อนี้จะต้องถูกปากลูกสาวตัวอ้วนพี ผู้รักการกินเป็นชีวิตจิตใจชนิดเติมข้าวไม่เคยต่ำกว่าสองจานแน่นอน จนทำให้ตอนนี้พี่ก็รู้สึกว่าห้องครัวนี่มันจักรวาลของอาหารในบ้านชัดๆ ไม่ว่าจะมาทีไรก็มีของกินตลอดทุกที อินฟินีตี้ฟู้ดแลนด์มากๆ เลยว่าไหมคะ
และนั่นเป็นที่มาของหนังสือที่พี่นำมาฝากน้องๆ ในวันนี้ค่ะ หนังสือชื่อหอมกลิ่นอาหารที่ข้างในว่าด้วยความเรียงกึ่งวรรณกรรม12 เรื่องราวอย่าง “THE DINING UNIVERSE จักรวาลควันขโมง” จากปลายปากกาของอรุณวตรี รัตนธารี ของสำนักพิมพ์แซลมอน หนังสือเล่มไม่ใหญ่ ขนาดกำลังพอเหมาะ พกพาสะดวกไปอ่านทุกที่ทุกเวลา
ขนาดน่ารักน่าเอ็นดูและน่าหยิบจ่ายเงินกลับบ้านสุดๆ
แล้วในเล่มนี้เล่าถึงอะไร หนังสือเล่มนี้เล่าถึงเรื่องราวจักรวาลเล็กๆ เต็มไปด้วยควันไฟขมุกขมัวของห้องครัวผ่านความสัมพันธ์ระหว่างหลานสาวกับคุณย่าฮิปสเตอร์สุดเฟี้ยวผู้อินดี้ไม่เป็นสองรองใคร แถมยังชอบลงรายละเอียดของอาหารบนจานดั่งศิลปินตวัดฝีแปรงบนผืนผ้าใบ แซมด้วยเคล็ดลับปลายจวักแทรกอยู่ตามทุกอณูตลอดเรื่องราวทั้ง12 เรียกว่าไม่อ่านเพลินอย่างเดียวแต่ได้ความรู้ใหม่ เพิ่มทักษะให้ทำอาหารอีกต่างหาก ครบทั้งความสนุกครบทั้งสาระเลยทีเดียว
ข้างในมีภาพประกอบสวยๆ ด้วยนะ
ดังนั้นหลังจากได้ลองอ่านพี่จึงคิดว่าถ้าให้เปรียบจักรวาลควันโขมงเป็นชีวิตคนเรา มันคงเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ครบถ้วนทุกรสชาติบนจานอาหาร มีทั้งเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน คละเคล้าคลุกรวมกันจนกลายเป็นความกลมกล่อมนุ่มนวลละมุนละไม ชวนผู้อ่านให้ลองนำเรื่องราวในวันวานเหล่านั้นมาปัดฝุ่นเสียใหม่ เพื่อรู้ว่าท่ามกลางความเร่งรีบที่ทุกวินาทีของชีวิตต้องแข่งขันกับเวลาบนโลกใบนี้ ยังเคยมีความเรียบง่าย ปราณีตและงดงามหลบตัวอยู่ ณ มุมใดมุมหนึ่งของลิ้นชักความทรงจำของเรา
ด้วยเหตุนี้ “THE DINING UNIVERSE จักรวาลควันโขมง” จึงเป็นหนังสือสำหรับทุกเพศทุกวัย เหมาะสำหรับนำไปฝากครั้งไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ก็ได้ หรือจะซื้อไปเป็นของขวัญวันเกิดก็รับรองว่าคนรับต้องยิ้มแก้มปริก็ดี ที่สำคัญถ้าหยิบมาอ่านตอนกลางคืนคงจะได้ฟิลลิ่งมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยมาก อาจเกิดความหิวหยิบหนังสือออกจากบ้านขับรถออกไปหาอะไรอร่อยๆ รับประทานชัวร์ และไม่แน่ว่าความบังเอิญที่ได้ออกจากบ้านไปเพราะหนังสือเล่มนี้ อาจนำมาซึ่งประสบการณ์แปลกใหม่ที่อาจหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วก็เป็นได้นะคะ ;)
สุดท้ายก่อนจะจากกันไปในคอลัมน์นี้ พี่มีกิจกรรมดีๆ ให้ชาวเด็กดีร่วมสนุกลุ้นรางวัลเป็นหนังสือ
"THE DINING UNIVERSE จักรวาลควันโขมง” จำนวน 5 รางวัลค่ะ
(ขอบคุณสนพ. แซลมอน มา ณ ที่นี้ด้วย)
โดยกติกานั้นง่ายแสนง่ายเพียงแค่
“เล่าเหตุการณ์ประทับใจจากห้องครัว
หรือบนโต๊ะอาหารกับคนพิเศษที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีไม่เคยลืม”
เริ่มเล่นตั้งแต่ตอนนี้วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม 2560
และจะประกาศผลในวันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2560
พร้อมแล้วก็เมนต์กันด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ
เล่าดี จัดเต็ม โดนใจพี่ๆ ทีมไรเตอร์ รับหนังสือไปนั่งอ่านนอนอ่านที่บ้านให้สำราญใจกันไปเลยค่า
ประกาศผลรายชื่อผู้โชคดีค่า
ได้แก่
Divertimento
RMadison
TerisZa
mvovvnvvav
mbth96 (จะออกไปแตะขอบฟ้า)
ค่า
สามารถส่งที่อยู่สำหรับยืนยันตัวตนเพื่อจัดส่งของรางวัลได้ที่
E-mail : writer@dek-d.com
ก่อนวันที่ 20 กรกฏาคม พ.ศ.2560 เท่านั้นนะจ๊ะ
ถ้าสนใจติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากทางสำนักพิมพ์แซลมอนคลิกที่รูปข้างล่างเลยค่า







17 ความคิดเห็น
เข้าเรื่องเลยดีกว่าค่ะ มันก็จะคิดถึงตอนอยู่มัธยมคือเราได้กินอาหารฝีมือแม่ทุกวันเลย ได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกมื้อ และทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เราก็จะเข้าครัวทำอาหารเช้ากับแม่ทุกวัน แล้วเราดันทำอะไรไม่เป็นเลย แม่ต้องสอนให้ใหม่หมด ทั้งการหั่นผัก ล้างผัก หั่นเนื้อ ทอดไข่ การปลุกอาหาร มันเป็นสูตรลับเฉพาะของแม่ด้วย ซึ่งตอนนี้ก็ยังคิดว่าฝีมือแม่อร่อยที่สุดในโลกเลย แต่ส่วนใหญ่ที่เข้าครัวหน้าที่ของเราคือปลอกกระเทียม ชอบค่ะหน้าที่นี้มันง่ายสุดแล้วสำหรับเรา ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของแม่ อิอิ ได้นั่งดูแม่ทำอาหาร ปลุกอาหาร แล้วก็ได้กลิ่นหอมชวนให้น้ำลายไหลบ่งบอกว่าอาหารใกล้เสร็จแล้ว มันก็จะฟินมากๆ เลยล่ะ แล้วก็ตักใส่จานมานั่งทานกันสองคน กินไปดูโทรทัศน์ไปคุยกันไป มันมีความสุขทุกครั้งที่นึกถึง อยากกลับบ้านไปให้แม่ทำกับข้าวให้กินอีกจัง
คุณย่าชอบทำอาหารให้กินค่ะ ทุกวันเวลาเลิกเรียนก็จะเห็นคุณย่ากับข้าวอยู่ แล้วกับข้าวทุกอย่างที่คุณย่าทำอร่อยมากค่ะบ้างครั้งก็จะไปช่วยคุณย่าทำแต่คุณย่าก็ทำอร่อยกว่าอยู่ดี อาหารส่วนมากที่คุณย่าทำให้ทานบ่อยๆก็จะมี ข้าวไข่เจียว ผัดกระเพรา ต้มจืดเต้าหู้ น้ำพริกปลาทูกับชะอม แกงไก่ ของหวานก็มี บัวลอยไข่หวาน ลอดช่องน้ำกระทิ ทับทิมกรอบค่ะ เป็นอาหารที่ดูธรรมแต่รสชาติอร่อยมากค่ะ เวลาได้ทานก็จะรู้สึกมีความสุขจนอยากจะให้เป็นอย่างนี้ไปตลอดเลยค่ะ
มันนานมาก นานจริงๆ ในตอนที่ยังอายุเยาว์มีน้องสาวเล็กๆอยู่หนึ่งคน กำลังเจื้อยแจ้ว ครอบครัวเรานั่งกินข้าวเย็นใต้แสงตะเกียงที่มีนำ้พริกอะไรซักอย่างจำไม่ได้ แต่พระเอกคือปลาทูตัวน้อยสองตัว พ่อแกะปลาให้น้อง ส่วนแม่ก็แกะอีกตัวให้เรา แล้วทั้งสองท่านก็แบ่งหัวปลาทูกินด้วยกัน ตอนนั้นเองที่น้องก็ถามว่าทำไมแม่ไม่ซื้อปลามากินคนละตัวละ แม่กับพ่อบอกกับเราสองคนว่าพ่อกับแม่ไม่ค่อยชอบกินปลาทู ซึ่งเรากัาน้องก็เชื่ออย่างง่ายๆในตอนนั้น แต่ตอนนี้เรามีลูกแล้วและก็แกะปลาให้ลูกกินเหมือนกัน ถึงจะสามารถซื้อปลาทูได้หลายๆตัว แต่ถึงตอนนี้เรากับน้องก็เชื่อว่าไม่มีปลาทูตัวไหนอร่อยที่สุด เท่าตัวที่ พ่อกับแม่แกะให้เราได้เลย---คิดถึงจริงๆ
ความประทับใจเกิดขึ้นตอนเด็กๆเลย อายุประมาณ 7 8 ขวบ ตอนนั้นกำลังเล่นขายของอยู่ นั่งเล่นขายข้าวแกง จู่ๆได้กลิ่นอะไรไม่รู้มาแตะจมูก คือแบบหอมมากบวกกับความที่หิวโหย ใช่มันใช่ มันต้องเป็นของกินแน่ๆ ว่าแล้วไม่รอช้ารีบวิ่งตามกลิ่นไป เข้าไปในครัว เห็นแม่ทำกับข้าว เราก็ไปด้อมๆมองๆ แล้วถามแม่ว่าเสร็จเมื่อไหร่ หิวข้าวแล้ว แม่ก็บอกช่วยแม่หน่อย แม่ก็อุ้มเราขึ้นมานั่งบนเคาเตอร์ทำครัว โอ้ววววววว ผัดผักอะไรช่างน่ากินเยี่ยงนี้ สีสันสวยงาม เขียวๆ เหลืองๆ ส้มๆ คัลเลอร์ฟูลสุดๆ ว่าแล้วไม่รอช้า รีบคว้าช้อนแล้วตักเลย เสร็จแล้วก็เอาเข้าปาก OMG! ร้อนปากจ้าาาา แม่ก็หัวเราะ หึหึ รีบกินอะไรเบอนั้น เราก็หัวเราะตาม หิวไม่ทันคิด หิวไม่ดูตาม้าตาเรือ สรุปสุดท้ายไม่ได้ช่วยอะไรเลย รอกินอย่างเดียว
รู้สึกว่าความประทับใจเกิดได้ทุกๆวันเลย ตั้งแต่เด็กๆบ้านเราเป็นร้านขายของ ทุกๆคนในบ้านต้องทำงานและไม่ค่อยได้พักซึ่งเราเป็นเด็กน้อยคนเดียวในบ้านที่อยากจะช่วยแบ่งเบางาน เพราะเป็นคนชอบกินด้วยเลยแอบตามย่า แม่ และพ่อ(บ้านเราทำกับข้าวทั้งบ้าน)เข้าครัว คอยสังเกตว่าใครทำกับข้าวอะไร ซึ่งแต่ละคนจะทำเมนูที่ตัวเองชอบมาแบ่งคนอื่นๆเสมอ พอโตขึ้นก็อาศัยการสังเกตตอนเด็กๆแล้วก็เคล็ดลับของแต่ละคนในบ้าน มาทำเมนูโปรดให้ทุกคนกิน บ้านเราไม่ค่อยได้นั่งล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้าเหมือนบ้านอื่นๆ เลยมักจะตักกับข้าวอย่างละนิดละหน่อยรวมกันไปนั่งกินหน้าร้าน มันรู้สึกดีที่ได้ทำของโปรดให้พวกเขานะเพราะทุกคนทำงานมาเหนื่อยๆ การได้กินของที่ชอบก็เป็นความสุขเล็กๆที่ทุกคนมีร่วมกันนะ
ความประทับใจเกิดขึ้นทุกสุดสัปดาห์เลยค่ะ เราเรียนอยู่โรงเรียนประจำ กลับบ้านเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ แล้วเวลากลับบ้านแม่ก็จะทำของที่ชอบไว้ให้เสมอ เย็นวันศุกร์กลับบ้านมาหิวๆ ถึงบ้านก็กินข้าวพร้อมกันทั้งครอบครัว บางทีแม่ทำอาหารที่ชอบมากๆ ก็จะกินหลายๆจาน จนกินไปกินมาข้าวหมดค่ะ แล้วเช้าวันหยุดเราก็จะตื่นมาช่วยแม่ทำกับข้าวบ้าง แม่ก็จะให้ช่วยหั่นผัก ซอยผัก(ที่บางทีก็ใหญ่เกินไปจนแม่บอกว่าให้ซอย ซอยใหญ่ขนาดนั้นจะให้แทงคอคนกินหรือไง) แต่มันให้ความรู้สึกว่าเป็นการใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัวนะ
เป็นตอนที่กำลังล้างจานกับพี่สาวค่ะ เราเล่นฟองกับพี่ เลอะไปทั่วอ่างล้างจานเลย แต่สนุกมากจริงๆ เคยทำแบบนี้แค่ครั้งเดียว โดนแม่มองแรงใส่ค่ะแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรมากมาย 555555 ส่วนถ้าเป็นบนโต๊ะอาหาร เราว่าทุกมื้อมันพิเศษหมดค่ะ แต่ก่อนเจอหน้าพ่อกับแม่กับพี่กันทุกวัน ทานข้าวด้วยกันทุกเย็น เป็นช่วงที่แลกเปลี่ยนชีวิตแต่ละวันของทุกคนจริงๆค่ะ แล้วบทสนทนาแต่ละครั้งก็ไม่เคยเหมือนกันเลย พอเราย้ายมาอยู่คนละที่กับพ่อแม่ นานๆทีเจอกัน มื้ออาหารที่เคยเป็นเรื่องปกติเคยชินกลับพิเศษมากๆจนบางทีเราแอบร้องไห้ไปด้วย กินข้าวไปด้วย นี่ก็เคยสงสัยนะคะว่าทำไมแม่ต้องรอพ่อกลับมากินตลอดด้วยบางทีรอเป็นชั่วโมง ไปๆมาๆก็คิดได้ว่าถ้าเป็นเรา กลับมาเจออาหารเต็มโต๊ะก็คงดูน่ากินมากกว่าเจอคนอื่นกินอิ่มกันหมดแล้ว(อันนี้ดูไม่ค่อยเกี่ยว 5555) ยิ่งถ้ามื้อไหนแม่เรามาหาแล้วพากันไปกินหน้าทีวีมีหนังมันส์ๆดูนะ ความอร่อยx100 เลย พิมพ์ไปก็คิดถึงพี่ด้วย พี่เราสายกินมาก มีแต่เมนูอร่อยๆในหัว ชอบเวลาอยู่ด้วยกันครบทั้งครอบครัวมากเลยค่ะ
หลายครอบครัวอาจจะเป็นคุณแม่ที่รับหน้าที่ในห้องครัว เเต่เรื่องประทับใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากคุณพ่อของเราเป็นคนชอบทำอาหารค่ะ เเละเราก็เป็นเด็กที่ต้องมาเรียนไกลบ้านตลอดตั้งเเต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเเล้ว(พูดไปก็รู้สึกแก่จังเลยที่เรียนจบเเล้วค่ะ แหะๆ) นานๆ ทีถึงจะได้กลับบ้าน ทุกครั้งที่เรากลับไปบ้านได้นั่งทานอาหารฝีมือพ่อ กับคุณแม่และน้องสาวอีกหนึ่งคน แม้ว่าบางวันจะเป็นแค่กะหล่ำปลีผัดน้ำปลากับไข่เจียวชะอมทอดก็ตาม สำหรับเรากลับรู้สึกว่าอาหารธรรมดาฝีมือพ่อได้เปลี่ยนบรรยากาศทำให้โต๊ะอาหารมื้อนั้นมันพิเศษกว่าการนั่งเเกะก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวจากร้านอาหารตามสั่งกินคนเดียวในหอพักอีกค่ะ ส่วนเหตุการณ์พิเศษที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่นึกถึงเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ค่ะ ด้วยความที่เป็นเด็กไกลบ้านมาตลอด เป็นอีกครั้งที่เราต้องโยกย้านมาทำงานที่กรุงเทพ เราเปรยๆ กับคุณพ่อว่าอยากกินเอ็นไก่ทอด เพราะที่อื่นขายเป็นขีด และมีราคาแพง พ่อของเราไม่ได้ตอบรับอะไรค่ะ ท่านเพียงเเค่เงียบรับฟังแต่มื้อเย็นวันนั้นพ่อก็เดินมาถามเราเงียบๆ ว่า อยากกินแล้วซื้อเอ็นไก่มารึยัง ซื้อแป้งมารึยัง ถ้าพ่อทำพรุ่งนี้ก็ไม่ทันเพราะรถทัวร์ออกเเต่เช้าใช่มั้ย เพียงไม่กี่คำถามสั้นๆ แล้วพ่อเราก็เดินไปหยิบเอ็นไก่ที่ซื้อมาไว้ในตู้เย็นตอนไหนก็ไม่รู้ ออกมาทำเอ็นไก่ทอดให้เราทานค่ะ นั่นเป็นอาหารฝีมือพ่อมื้อสุดท้ายทีเราได้กินก่อนจากบ้านมาไกลอีกครั้ง เเม้ว่าพ่อจะเป็นคนพูดไม่เก่ง เเต่ท่านก็มักจะมีการแสดงออกบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกไม่เหงาเมื่อต้องจากบ้านมาไกลอีกครั้งเลยค่ะ ^___^
การได้ทานข้าวกับคนในครอบครัวก็ถือว่าพิเศษอยู่แล้ว แต่ถ้าจะนับมื้อที่พิเศษนอกเหนือไปจากทานกับคนที่บ้าน ก็คงเป็นมื้อที่ไปทานกับแฟนและเพื่อนค่ะ
เป็นตอนมอปลายเเละวันเกิดเราพอดี หลังเรียนพิเศษเสร็จเราก็ไปหาอะไรกินในห้างกับแฟนและเพื่อน คือทั้งวันไม่มีใครอวยพรหรือให้ของขวัญเลย เราก็นึกว่าต้องลืมแน่ๆ แต่ก็อดน้อยใจไม่ได้ว่าไม่เห็นแจ้งเตือนในเฟซบุ๊คหรือไง ร้านที่เราไปจะเป็นร้านที่มีทั้งอาหารและขนม เราจะชอบกินฮันนี่โทสและสเต๊กของร้านนั้นมาก แฟนสั่งให้เราก็ค่อยอารมณ์ดีว่ายังจำได้นะว่าชอบกินอะไร แต่พอกินไปสักพัก แฟนก็ออกไปเข้าห้องน้ำ เรากับเพื่อนก็คุยกันไปเรื่อยๆ แล้วแฟนเราก็กลับเข้ามาในร้านพร้อมเค้กไอศกรีม แล้วเพื่อนกับแฟนก็แฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้ ตกใจมาก อายด้วย แต่มีความสุขมากค่ะ
คิดถึงช่วงเวลานั้นเวลาที่ทุกๆคนในบ้านช่วยกันทำอาหาร แย่งกันจะทำนู่นทำนี่ มีทั้งสนุกและความวุ่นวายเต็มไปหมด(เป็นภาพที่ประทับใจมากๆ)หลังจากนั้นทุกๆคนในบ้านร่วมรับประทานอาหารพร้อมๆกัน ในบ้านหลังนั้นครั้งนั้นมีทั้งเสียงหัวเราะ รื่นเริงและสนุกนาน
อยากกลับไปครั้งนั้น คงไม่มีอีกแล้วสินะที่จะได้เห็นภาพนั้นอีกครั้ง ไม่มีอีกแล้ว......
ตอน ม.1ครั้งแรกที่แอบฝึกทำอาหารตามที่เคยเห็นแม่ทำ
ที่ผ่านมาเราจะเป็นแผนกกินอย่างเดียวแต่วันนั้นเกิดอยากจะทำให้แม่กินอาหารฝีมือเรา
ก็นะ เท่าที่เห็นการทำอาหารก็ไม่ได้ยากอะไร แค่ตั้งกระทะ เปิดเตา ผัดๆ ทอดๆ แป๊ปเดียวก็ได้แล้ว
เมนูที่ทำก็ง่ายๆ ไข่เจียวกุ้งสับ แต่ถ้าให้ดีต้องกินอาหารให้ครบห้าหมู่ แต่เราก็ขี้เกียจทำเมนูเพิ่มเลยว่าจะใส่ผักเข้าไปในไข่เจียวด้วยเลย เท่าที่เคยเห็นผักที่แม่ใช้เจียวไข่ก็มีมะเขือเทศ แต่เราไม่ชอบกินมะเขือเทศ เลยหั่นคะน้าใส่แทน(เมนูคะน้าที่แม่ทำอร่อยมาก) ถึงคะน้าที่เราหั่นจะหน้าตาไม่สวยแต่ออกมาอร่อยก็พอแล้ว ใส่เกลือหน่อยจะได้ไม่ขาดไอโอดีน หยอดเครื่องปรุงอันนั้นนิด อันนี้หน่อย แล้วก็เจียวด้วยไฟปานกลาง พอเหลืองก็ยกขึ้นโต๊ะได้ ทำเสร็จพอดีกับเวลาที่แม่จะกลับมาจากที่ทำงาน
ท่าทางเเม่จะเป็นปลื้มมาก ท่านชมใหญ่เลยว่าไข่เจียวหน้าตาน่ากิน
คำแรกที่เข้าปาก ถึงจะเค็มไปหน่อยแต่คลุกกับข้าวเยอะๆ ก็OKแล้ว ส่วนคะน้าถึงจะลำบากเคี้ยวไปนิด แต่ก็ถือว่าเป็นการบริหารกรามล่ะกัน
-แม่ / "หนูได้ชิมก่อนที่จะเจียวหรือเปล่า"
-เรา / "ไข่มันดิบ ชิมได้ด้วยหรือคะ"
-แม่ / "แค่แตะๆ ตรงลิ้นให้รู้รสแล้วคายทิ้งก็ได้แล้ว"
-แม่ / "หนูใส่อะไรลงไปในไข่นอกจากกุ้ง"
-เรา / "คะน้าค่ะ จะได้ครบห้าหมู่เหมือนที่ครูบอก"
-แม่ / "ไม่ได้เอาใยตรงก้านออกสินะ"
-เรา / "เอ๋? ต้องเอาออกด้วยหรือคะ
-แม่ / "เฮ้อ เดี๋ยววันหลังแม่จะสอนทำอาหารให้"
มื้อนั้นจบลงด้วยแม่ดื่มน้ำเกือบหมดขวด แต่ไข่ที่เราทำก็ไม่เหลือ
เพิ่มอีกนิด
ทุกวันนี้เราไม่ได้อยู่กับแม่ อาหารที่เราทำ เราก็กินได้คนเดียวเหมือนเดิม
รู้สึกผิดต่อแม่ที่ได้สอนเราเหลือเกิน
ตอนแรกเป็นคนที่ทำอาหารไม่เป็นเลยทอดไข่ดาวไข่เจียวยังไม่กล้าเลย แต่เพราะเห็นแม่ทำ แล้วก็ถามแม่บ่อยๆ แม่ก็คอยบอกว่าอันนี้ต้องทำยังไงใส่อะไร เหมือนแม่สอนเราไปในตัวผ่านการทำให้ดูค่ะ จนตอนนี้ก็เริ่มทำเป็นหลายๆอย่าง เหตุการณ์ที่ประทับใจมากๆ คือแม่เราเปิดร้านขายอาหารค่ะ แล้วมีอยู่วันนึงแม่เราต้องออกๆปข้างนอกไปทำธุระ แม่บอกให้เฝ้าร้าน และก็มีลูกค้ามาสั่งข้าว เราก็เป็นคนทำเอง ผัดเองทำทุกอย่างเอง เป็นครั้งแรกเลยที่ทำโดยไม่มีแม่คอยคุมคอยช่วยบอก และครั้งนั้นเป็นอะไรที่ตกใจมากที่อยู่ๆก็สามารถทำออกมาได้ เพราะตอนลูกค้าเข้านี่ประหม่ามากค่ะ กลัวทุกอย่างเลย แต่พอลูกค้าบอกทำใช้ได้นะความกลัวก็หายไปเลย หลังจากนั้นแม่ไม่อยู่ก็เฝ้าร้านให้แทนแบบสบายใจเลยค่ะ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยลืมเลยกับการอยู่เฝ้าครัวแทนแม่ ทำอาหารให้ลูกค้าทานครั้งแรก
ตอนเด็กๆไปบ้านยายที่เพชรบูรณ์คะ ตื่นแต่เช้าไปให้ข้าวเปลือกเป็นอาหารไก่ น้าทำนาก็จะมีข้าวติดบ้าน น้าจะหุงข้าวเหนียว ทำน้ำพริก ไข่เจียว มะเขือผักลวก ปลาทูทอด ใส่ถาด อากาศเย็นๆ ยกไปให้ยายทานบนแคร่ไม้ไผ่ ชงโอวัลตินร้อนๆแจกเด็กดื่มกัน มีแค่กระติบข้าวเหนียวแต่เราทานกันได้เป็นวันๆ จะบ้านข้างๆบ้านตรงข้ามหลังถัดไปเป็นญาติๆหรือคนรู้จักทั้งหมดเลยคะ เวลาทานข้าวนี่เดินไปบ้านไหนก็มีข้าวกิน เขาจะชวนกินข้าวกันแล้วก็จะมีผู้ใหญ่อธิบายเป็นทอดๆว่าลูกเต้าเหล่าใคร นั่งล้อมวงกันกินอรรถรสมาก555 บ้านใครปลูกมะละกอ ฟักหอม ฟักทองก็แจกกัน แถวบ้านไม่มีรั้วกั้นเดินทะลุกัน จำได้ว่าสนุกมาก ตอนนี้ยายเสียแล้วเลยไม่ค่อยได้ไปแต่ก็คิดถึงเสมอคะ
หอมกลิ่นเตาย้อนวันวานของเรา เป็นเรื่องการรวมญาติในวันครบรอบวันตายของคุณยาย ซึ่งจัดขึ้นที่บ้านของป้าเป็นประจำทุกปีไม่เคยขาด คุณยายมีลูกสาวสามคนต่างแยกย้ายไปมีครอบครัวของตัวเองและจะพาลูกๆกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันปีละครั้ง รวมหลานทั้งหมด14คน บ้านป้าอยู่ติดริมคลองแสนแสบในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา(แปดริ้ว)น้ำสะอาดค่ะ ช่วงนั้นรถเข้าไม่ถึงต้องเดินทางโดยทางเรือเท่านั้น เรื่องอาหารหวานคาวป้าจัดหนักจัดเต็มมากๆค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าเด็กๆจะนั่งรอกินอย่างเดียวทุกคนมีหน้าที่ตามวัยและความสามารถ ทั้งกวาดบ้านถูบ้าน กวาดใบไม้ ล้างจานที่ท่าน้ำซึ่งหลุดมือให้ต้องงมกันบ่อยๆ ช่วยงานในครัวซึ่งเด็กๆจะเน้นไปทางทำขนมเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่ทุกคนรอคอยคือไอศรีมถังที่ปั่นเอง อันนี้ไม่ต้องใช้แรงงานเด็กเพราะลุงใช้เครื่องสูบน้ำต่อเป็นสายพานปั่นไม่นานก็ได้กินแล้ว สิ่งที่เด็กๆต้องช่วยกันทำหลักๆก็ตามนี้เลยค่ะ
- ขูดมะพร้าวโดยใช้กระต่ายขูดมะพร้าวแบบมะหมี่ในเรื่องแม่เบี้ยนั่นล่ะ ซึ่งงานนี้ไม่เน้นสวยงามบางทีก็ติดกะลาสีดำๆออกมาด้วยกว่าจะเสร็จก็ต้องเปลี่ยนมือกันหลายคนเพราะต้องใช้กะทิเยอะทั้งอาหารคาวและหวาน
- ตีไข่สำหรับทำทองหยอดต้องตีจนไข่ฟูกว่าจะใช้ได้ก็เมื่อยมากๆใช้กำลังมือล้วนๆต้องเปลี่ยนมือผลัดกันทำจนกว่าจะพอ
- ปั้นเม็ดขนุน งานนี้ชิลๆนะแต่รูปร่างของเม็ดขนุนมีทั้งอ้วนกลม แบน ยาว รี เล็ก ใหญ่ แล้วแต่จินตนาการของเด็กๆแต่ละคน มีการเปรียบเทียบผลงานกันอย่างสนุกสนานเฮฮามาก
- กวนมะม่วง ซึ่งจัดได้ว่างานหิน ทั้งโหดมันส์ฮา ที่อื่นเค้ากวนกันแบบไหนเราไม่รู้ แต่นี่เราใช้กระทะใบบัวใบใหญ่ๆส่วนไม้พายที่ใช้กวนนั้นยาวกว่าไม้พายที่ใช้พายเรืออีก นั่นก็เพราะเวลาเดือดปุดๆ จะกระเด็นไกลมากร้อนสุดๆโดนตัวนี่เกือบพองเลย แล้วความหนืดเวลาใกล้จะได้ที่ก็ทำเอาปวดแขนไปเลย ต้องจับเวลาเป็นนาทีในการเปลี่ยนมือกวนเลยค่ะ ไหนจะตอนที่ต้องเข้าไปเติมแกลบในเตาต้องใช้ฝาหม้อเป็นโล่ห์กำบัง อ้อ..ลืมบอกไปว่าเตาที่ใช้หุงหาอาหารเป็นเตาแกลบที่บางคนไม่เคยใช้และอาจไม่เคยเห็นด้วย ต้องคอยเติมแกลบอยู่ตลอด แต่ไฟแรงใช้ได้เลย ประหยัดด้วยค่ะ
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็คือความอร่อยและความอิ่มหนำสำราญที่ทุกคนมีส่วนร่วม และถึงจะเป็นวันครบรอบวันตายของคุณยายแต่ก็ไม่เศร้ากันแล้วเพราะคุณยายจากไปเป็นสิบปีแล้วก่อนเราเกิดเสียอีก ได้แต่ระลึกถึงและทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และเรื่องที่เล่ามาคือความทรงจำดีๆ ที่นอกจากความอร่อยให้คิดถึงแล้ว ยังมีเสียงหัวเราะ การร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน มีความรักความสนิทสนมกลมเกลียวกันในครอบครัว ทุกวันนี้แยกย้ายกันไปทำงานห่างไกลกันแล้วแต่ยังมีความรักความผูกพันให้กันเสมอค่ะ
ที่บ้านเราทำกับาอาหารเป็นกันทุกคนเพราะทำโต๊ะจีน เรียกได้ว่าโตมากับครัวเลยแหละ บ้านเราจะไม่ซื้อแกงถุงทานแต่จะทำเองทุกมื้อทุกครั้งเรากับพ่อไปตลาดนัดกันพ่อก็จะถามว่าจะกินอะไร เราก็ตอบไปโดยไม่คิดเลยว่า ผัดผักบุ้ง กับ ปลาทูทอด ซึ่งพ่อก็พาไปซื้อ จนพ่อไม่ถามละว่าจะกินอะไรบางทีพ่อก็จะบอกเราให้เจียวไข่เพิ่ม ที่บ้านเราจะเป็นคนทำกับข้าวเองแต่พ่อจะเป็นคนปรุงรสนะ เราเด็ดผักบุ้งไปทอดปลาทูไป พอเด็ดเสร็จปลาทูก็ทอดเสร็จพอดี ทุกครั้งที่เราจะผัดผักบุ้งเราก็จะเรียกพ่อให้มาปรุงให้ตลอด จนเราเริ่มโตขึ้นพ่อจะไม่ปรุงให้แล้ว แต่จะยืนกำกับแทน บางทีแม่ก็มายืนด้วย เหมือนสอบอะไรเลย55555 บางวันเราอยากกินเมนูอื่นๆ พ่อก็จะบอกเราแล้วให้เราทำเองละ แต่แม่ไม่ไว้ใจไง ยืนกำกับเราแต่แม่ไม่ได้บอกนะว่าปรุงยังไงแค่ยืนมองดูเราทำอ่ะ บางวันพ่อกับแม่จะลงครัวเองเราก็ไปยืนดูท่านสองคนทำนะแล้วจำเอาว่าท่านปรุงยังไง มันสนุกดีนะเวลาที่บ้านเราเข้าครัวพร้อมกันสามคนอ่ะ เราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องรสชาติด้วยกัน เราผลัดกันชิม เราผลัดกันดูกันและกัน เพราะฉะนั้นสำหรับบ้านเราการทำอาหารด้วยกันนี่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ผ่านไปกี่ปีเราไม่เคยลืมเวลาที่เราทำกับข้าวด้วยกันเลย ทุกวันนี้ตอนเรากลับบ้านเราก็ยังทำกับข้าวด้วยกันตลอด พ่อ แม่ ลูก เราอยู่ในครัวที่ร้อนแสนร้อนนะ แต่สำหรับเรามันอบอุ่นอ่ะ และมีความสุขที่สุดด้วยเวลาเราเข้าครัวด้วยกัน
ความประทับใจในห้องครัวของเราก็คือ หลังของแม่ที่ขยับไปมาพร้อมกับเสียงดังฉ่า...ฉ่า..เหมือนทอดหรือผัดอะไรสักอย่างอยู่ในกระทะ และกลิ่นหอมของอาหารที่ตลบอบอวลอยู่ในครัว
บ้านของเราเป็นร้านอาหารขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ทุกๆวันที่่กลับมาจากโรงเรียน เมื่อเดินผ่านหน้าร้าน เราจะได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของคนที่ทานอาหารร้านเราเป็นประจำ เมื่อเดินผ่านไปทางห้องครัว สิ่งแรกที่ลอยมาแตะจมูกก็คือกลิ่นหอมๆของอาหารที่แม่กำลังทำอยู่ตอนนั้น เราไม่ค่อยได้มีเวลาร่วมโต๊ะทานข้าวกันพร้อมตาพร้อมตาเหมือนกับครอบครัวที่เราทำอาหารให้พวกเขาทานนัก เพราะพ่อเราต้องไปต่างจังหวัดเป็นประจำ แม่เราเองกว่าร้านจะปิดก็เกือบสามทุ่ม แต่แม่จะทำอาหารให้เราทานทันทีที่กลับมาจากโรงเรียน เพื่อที่เราจะได้รีบขึ้นไปอาบน้ำทำการบ้านก่อน ส่วนคนสุดท้ายที่ได้ทานอาหารหลังจากปิดร้านก็คือ ตัวแม่นั่นเอง
เราเองก็ถามแม่เสมอว่า 'แม่ไม่เหนื่อยเหรอ เปลี่ยนอาชีพก็ได้นะแม่ เราจะได้กินข้าวด้วยกันบ่อยๆ' แม่ตอบกลับมาเสมอว่า 'ไม่เหนื่อยหรอก เวลาได้เห็นคนกินข้าวแล้วอร่อย แม่รู้สึกดีใจ ถ้าเราไม่ทำอาชีพนี้ ลูกค้าประจำที่มากินร้านเราเค้าจะไปกินที่ไหน'
ตอนนี้เรากำลังเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในชลบุรี เราต้องอยู่หอและฝากท้องไว้กับร้านอาหารที่อยู่ใกล้กับหอเป็นประจำ ทุกครั้งที่มองแม่ค้าผัดกับข้าว ได้เห็นหลังของแม่ค้าที่ขยับไปมาอย่างคล่องแคล่ว ได้ยินเสียงฉ่า...ฉ่า..ดังมาจากกระทะ เราจะนึกถึงแม่ตอนอยู่ในครัวและทำแบบเดียวกันทุกครั้ง เราอยากให้วันหยุดราชการจะถึงอีกเร็วๆ จะได้กลับบ้านไปทานข้าวกับพ่อแม่ให้พร้อมหน้าพร้อมตากันเสียที