คุยเรื่องสังคมผ่านนวนิยาย 6 เรื่อง ของ 6 นักเขียนจากโครงการ "Good Plot Season 2"



คุยเรื่องสังคมผ่านนวนิยาย 6 เรื่อง ของ 6 นักเขียน
จากโครงการ "Good Plot Season 2"
 


สวัสดีค่ะน้องๆ เด็กดีทุกคน^^ ช่วงนี้ก็ใกล้เวลาที่เทศกาลสัปดาห์หนังสือจะวนมาอีกรอบเเล้วนะคะ พี่หวานมีโอกาสได้บทสัมภาษณ์น่าสนใจมาฝากพร้อมอัพเดทข่าววงการนักเขียน ในวันนี้นักเขียนที่มาไม่ได้มีคนเดียวเท่านั้น เเต่เราอยู่ด้วยกันกับนักเขียนมากฝีมือถึง 6 คน ถ้าพี่หวานบอกนามปากกาออกไปรับรองนักอ่านเด็กดีหลายคนต้องร้องอ๋อ... เพราะเป็นชื่อนักเขียนที่คุ้นเคยนั่นเองค่ะ

 


 


ในที่สุดก็เสร็จเป็นรูปเล่มให้ได้อ่านกันแล้วสำหรับนวนิยายจากโครงการ "Good plot Season 2" ที่สถาพรบุ๊คส์ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีข่อง 3 ร่วมกันจัดขึ้นโดยมีคอนเซ็ปคือ "เรื่องจริงของสังคม" โดยเรื่องที่ชนะการประกวดมีทั้งหมด 6 เรื่อง จาก 6 นักเขียน ได้แก่ เงาแต้มรัก โดย ลิซ, น้ำค้างพรางรัก โดย ลลิลแก้ว, My Precious Bad luck ดวงแบบนี้ไม่มีจู๋ โดย ปราปต์, เปิดประตูใจ โดย ธุวัฒธรรพ์, บ้านสีรุ้ง โดย จำปาลาว และสิงสารารัก โดย เรณี หลังจากที่ขับเคี่ยวกันมาตั้งเเต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2559 วันนี้ได้ผลงานที่สำเร็จเป็นรูปเล่มแล้วค่ะ พี่หวานก็เลยจะมาย้อนกลับไปถามนักเขียนเเต่ละคนกันหน่อยว่า ทำไมจึงเลือกประเด็นต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมานำเสนอ

 

เรณี: "เหตุที่เขียนเรื่องสิงสารารักก็เพราะว่าได้ยินข่าวการทารุณสัตว์ หรือข่าวสัตว์ทำร้ายคน ก็เลยคิดว่าถ้าเราสื่อสารกับสัตว์ได้คงจะดีค่ะ คงจะลดเรื่องเล่านี้ลงได้มาก แต่ถึงเราจะสื่อสารกับพวกสัตว์ไม่ได้ หากเรามีความเมตตาบรรดาสัตว์โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่เชื่องอย่าสุนัขเเละเเมวในฐานะเพื่อนร่วมโลก เราก็คงหลีกเลี่ยงการทำร้ายซึ่งกันเเละกันได้ ส่วนอีกเรื่องที่อยากจะนำเสนอ คือเรื่องจองความเชื่อทางไสยศาสตร์ ที่ฝังลึกในสังคมไทยมานาน จนกระทั่งมีนักวิทยาศาสตร์พยายามจะค้านหรือหาความจริง เเต่อย่างไรก็ตามเรื่องที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีจริงเสมอไป โดยเฉพาะเรื่องของศรัทธาและจิตใจ"


จำปาลาว: "บ้านสีรุ้งเกิดมาจากเพราะลูกชายคนเล็กของจำปาลาว เขาเรียบร้อย พูดเพราะ และมักโดนเพ่ือนล้อเลียนว่าเขาเป็นตุ๊ด บ่อยครั้งที่ลูกกลับมาเล่าทั้งน้ำตา เขาอัดอั้นเเละพูดกับเเม่ซ้ำๆ ว่าเขาไม่ได้เป็นตุ๊ด จำปาลาวไม่ได้สอนให้ลูกรังเกียจตุ๊ดหรือต่อต้านกลุ่มเพศวิถีอื่นๆ นะคะ เเต่จำปาลาวสอนลูกให้ทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ ให้เขาระลึกดี ทำดี เป็นคนเรียบร้อยอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น ไม่ใข่สิ่งที่เป็นปัญหาของเรา นั่นคือปัญหาของเพื่อนที่มองเรามากกว่า และไม่ว่าคนเราจะเป็นเพศไหน จะเป็นหญิง ชาย ตุ๊ด ทอม เกย์ หรืออะไรก็แล้วเเต่ เขาก็เป็นคนเหมือนกัน ทำดีทำชั่วได้เท่ากับคนทั่วไป นั่นคือสิ่งที่จำปาลาวหยิบยกมาใส่ในเรื่องค่ะ"


ธุวัฒธรรพ์: "เปิดประตูใจเกิดมาจากการที่ผมได้รู้จักอาการ 'ฮิคิโคโมริ' ผ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นกลุ่มอาการทางจิตเภทที่ผู้ป่วยเกิดความหวาดกลัวต่อผู้คน ต่อสังคม จนขังตัวเองอยู่ในบ้านไม่กล้าออกไปข้างนอกก็รู้สึกแปลกใจว่ามีคนป่วยแบบนี้อยู่ในชีวิตจริงด้วยเหรอ พอศึกษาข้อมูลมากขึ้นจึงพบว่ามีจริงแฮะ และคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่ค่อยพูดถึงในบ้านเราเท่าไหร่ พระเอกนิยายรักยุคนี้ส่วนใหญ่ก็จะหล่อ เท่ เคร่งขรึม ไฮโซ ปากร้าย ฯลฯ ถ้ามีพระเอกเป็นผู้ป่วยจิตเภทโผล่มาสักคนคงเเหวกเเนวดี เลยเอาปัญหาสังคมต่างๆ ที่กล่าวมาในข้อที่เเล้ว มาเป็นปมทำให้พระเอกมีอาการป่วยทางจิต คนอ่านจะได้ช่วยลุ้นให้กำลังใจ เเละช่วยคิดหาหนทางแก้ปัญหาต่างๆ ไปในตัวด้วยครับ"


ปราปต์: "ดวงแบบนี้ไม่มีจู๋ เรื่องนี้ผมเขียนลงออนไลน์ครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้วครับ สมัยนั้นยังเด็กอยู่ เราก็จะมองมันในมุมสนุกสนานมากกว่า แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าในความขำขันมีประเด็นน่าสนใจหลายอย่างที่ดูจะนำมาต่อยอดได้ ก็เก็บความคิดนี้ไว้ตลอด กระทั่งได้เห็นโฆษณาการประกวด Good plot ของทางสถาพรบุ๊คส์กับช่องสาม ซึ่งพอดีหัวข้อของซีซันนี้เป็นเรื่องสะท้อนสังคมด้วย ผมเลยลองนำพล็อตเก่ามาปัดฝุ่นใหม่ และเติมอะไรเข้าไปด้วยสายตาของเราที่ผ่านโลกมากขึ้น เริ่มคิดและมองเห็นอะไรมากขึ้นกลายเป็นเหมือนการตั้งคำถามว่าสิ่งที่เราเห็นหรือเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันเนี่ย ที่แท้มันปกติแล้วเหรอ หรือมันถูกต้องรึเปล่า"


ลลิลแก้ว: "ที่เขียนเรื่องน้ำค้างพรางรักขึ้นมาเพราะมีความรู้สึกว่าพื้นฐานครอบครัวที่ดีและมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญต่อทัศนคติ ความคิด และการกระทำของคนๆ หนึ่งในระยะยาว และรู้สึกว่า 'ภัยร้าย' ในสังคมไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเกิดอาชญากรรม เเต่มันรวมถึงการที่มนุษย์ทำร้ายจิตใจมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งผู้เขียนขอเเทนภัยสังคมชนิดนี้ว่า ภัยเงียบที่ฝังรากลึกในสังคม อย่างเช่น การดูถูกแบ่งแยกชนชั้น ตัดสินคนจากภายนอก สร้างอคติ ยึดถือค่านิยมที่ผิด หรืออีกหลายอย่างที่คนๆ หนึ่งอาจจะทำลงไปโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ได้ตั้งใจ เเต่กลับส่งผลร้ายต่อจิตใจของอีกฝ่าย จนกว่าจะรู้ผลของความเสียหายก็แก้ได้ยากเสียเเล้ว"


ลิซ: "เพราะถนัดในการเขียนนิยายที่นำเสนอมุมมองของครอบครัวค่ะ จึงได้เลือกเรื่องที่ถนัดมาเขียนเพราะน่าจะเขียนได้ดีที่สุดจึงเขียนเรื่องเงาเเต้มรักขึ้นมา"

 


หลายคนเคยเขียนเเต่นิยายรักโรเเมนติกหรือแนวที่ไม่ถนัดมาก่อน บางคนก็เขียนเเนวผีมาเลย เมื่อต้องมาเขียนเนื้อหาที่หนักขึ้นเเบบนี้มีวิธีการปรับเปลี่ยนการทำงานอย่างไรคะ


 

เรณี: "เรณีเคยสืบสวนสอบสวนแบบฆาตกรรมโรคจิตหน่อยๆ เเต่ในการเขียนเล่มนี้ต้องการนำไปทำเป็นละครด้วยจึงปรับโทนให้ซอฟท์ เพราะตัวเองติดจะเขียนเรื่องซีเรียสก็พยายามใส่ความเข้มข้นของพล็อตตามสไตล์เรณีไปค่ะ"


 

จำปาลาว: "บ้านสีรุ้งเป็นเรื่องใหม่ที่จำปาลาวไม่มีทางจะสื่อไปถึง ไม่มีทางที่จะมีอารมณ์ร่วมกับตัวละครอย่างแท้จริงได้ จำปาลาวต้องย้อมอารมณ์ตัวเองผ่านคำบอกเล่าของพี่ๆ หลายๆ ท่าน พยายามดึงความรักของพระเอกนางเอกเป็นที่ตั้ง ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่าความรักที่มีให้กัน จำปาลาวก้าวเข้าไปหาหฤหรรษ์ไม่ได้ เเต่จำปาลาวดึงหฤหรรษ์ออกมาได้ จำปาลาวสอนหฤหรรษ์ในเรื่องความรัก เมื่อรักแล้วก็จงรัก รักโดยไม่มีข้อเเม้ รักให้มากที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะรักคนอีกคนหนึ่งได้ เมื่อรักจนสุดหฤหรรษ์จะรู้ว่าพอเพียงเเล้ว" 


 

ธุวัฒธรรพ์: "ปกติผมเขียนเเนวสยองขวัญเป็นหลัก ซึ่งก็มักใส่ปัญหาสังคมอันเป็นเนื้อหาหนักๆ มาตลอดอยู่เเล้ว การเขียนนิยายโปรเจกต์นี้ในพาร์ทหนักจึงไม่ต้องปรับเปลี่ยนและไม่รู้สึกยากอะไร ที่ยากจริงๆ เป็นพาร์ทเบาๆ อย่างเช่น ฉากรักกุ๊กกิ๊กมากกว่า จึงค่อนข้างกังวลว่าฉากรักในเปิดประตูใจจะทำให้คนอ่านฟินหรือชื่นชอบได้บ้างหรือเปล่า ก็พยายามหานิยายรักหลายเรื่องมาอ่านเพื่อศึกษาวิธีการนำเสนอครับ"


 

ปราปต์: "กรณีผมค่อนข้างต่างจากเพื่อนๆ ในโครงการ เพราะที่ผ่านมาช่วงหลังๆ ปราบต์มักจะเขียนเเต่เเนวหนักๆ พอมาเรื่องนี้เลยเหมือนได้ผ่อนตัวเองลง มองโลกในมุมขำๆ บ้าง เเต่เอาเข้าจริงสำหรับตัวเองแล้วรู้สึกว่าเรื่องตลกหรือเรื่องรักเป็นแนวที่เขียนยากมากๆ อาจเพราะส่วนตัวถนัดกับงานที่มีเส้นเรื่องชัด เล่าฉับไว ทุกเหตุการณ์ทุกตัวอักษรพุ่งไปสู่หัวใจของเรื่อง พอมาเขียนเเนวนี้ซึ่งต้องมีการปูมุก ปูบรรยากาศ ก็เลยถือเป็นความท้าทายที่จะต้องปรับหาจุดสมดุลของตัวเอง"


 

ลลิลแก้ว: "ความจริงนิยายเรื่องนี้ถือว่าเบากว่าเรื่องก่อนที่เน้นไปทางดราม่า เเต่ก็เจออุปสรรคเพราะเมื่อความดราม่าจางไปก็กลัวว่าเรื่องจะน่าเบื่อ หรืออธิบายสาระมุมมองต่างๆ ยืดยาวไปจนไม่สมจริง ดังนั้นก็ต้องปรับตัวอยู่บ้างเพราะรู้สึกว่าอยากเขียนให้สมจริงเเละน่าติดตามที่สุด"


 

ลิซ: "ไม่มีการเปลี่ยนวิธีการทำงานค่ะ ทำเรื่องอื่นอย่างไรเรื่องนี้ก็ทำอย่างนั้น เรื่องมันเครียดก็แบกรับความเครียดไปเเต่ก็พยายามใส่มุกตลกๆ มาแทรกเพื่อให้ทั้งคนอ่านเเละตัวผู้เขียนได้หย่อนใจไปด้วยเเต่สุดท้ายพอจบเรื่องก็น็อกไปเลย ถึงกับเครียดลงกระเพาะ (ฮา)"


 

อย่างนี้แล้วนักเขียนเเต่ละท่านมีเรื่องไหนในสังคมที่อยากพูดถึงอีกบ้างมั้ยคะ


เรณี: "สนใจเรื่องโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนในสังคมสมัยนี้ค่ะ เป็นเรื่องที่น่าศึกษามากกว่าสังคมโซเชียลทำให้คนในสังคมรู้สึกโดดเดี่ยวและน้อยเนื้อต่ำใจมากขึ้น หรือเน้นการสร้างภาพมากกว่าจะยอมรับตัวตนที่แท้จริง จริงหรือไม่"


จำปาลาว: "อยากนำเรื่องศัลยกรรมมาผูกเป็นเรื่องราวค่ะ คิดว่าเป็นโจทย์ที่ดีนะ ว่าจะทำยังไงให้คนในสังคมมองข้ามความสมวงามฉากหน้า และมองให้ลึกไปถึงหัวใจ ทำยังไงให้คนหันมา ศัลยกรรมความคิด มากกว่าจะเลือกศัลยกรรมหน้าตา"


ธุวัฒธรรพ์: "มีหลายเรื่องเลยครับ ผมเชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกเดียวกันกับผมเวลาอ่านข่าวว่าสังคมทุกวันนี้มันอยู่ยากขึ้น จะด้วยจิตใจมนุษย์ที่ต่ำตมลงจนทำให้ออกมาเป็นนิยายที่สนุกอ่านง่าย แต่ได้เเง่คิด ก็น่าจะทำให้ผู้อ่านรับสารที่ผมต้องการสื่อมากกว่าความสนุกของนิยายครับ"


ปราปต์: "My precious Bad Luck ดวงแบบนี้ไม่มีจู๋ มีจุดตั้งต้นเรื่องจากความเชื่อต่างๆ แต่พอเขียนเเล้วก็แตกประเด็นไปสู่การตั้งคำถามอีกหลายๆ คำถาม เช่น ปัญหาชนชั้น การใช้อำนาจ การเลี้ยงดูลูก การศึกษา ฯลฯ ส่วนตัวรู้สึกว่าปัญหาต่างๆ ในสังคมมันไม่สามารถมองเเยกจากกันได้ เเน่นอนในการเขียนนวนิยายเรื่องเดียวผมไม่สามารถหยิบทุกอย่างมาพูดถึงได้ เเต่นอกจากการใส่ฮินท์ด้วยสำเนียงการหยอกล้อลงไป ผมพยายามให้คนอ่านรู้สึกถึงความผิดแปลกและตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัว เพราะผมเชื่อว่าถ้าเราไม่หยุดที่จะสงสัยปัญหารุที่ซุกอยู่ใต้พรมก็จะมีวันถูกปัดออกมา เเละก็จะได้รับการพัฒนาขึ้นครับ"


ลลิลแก้ว: "ประเด็นสำคัญที่อยากเขียนอยู่ในนิยายเกือบหมดค่ะ แต่นอกเหนือจากนั้นก็อยากจะเน้นไปเรื่องของการใส่ใจ่คนรอบข้างเเละหันหน้ามาใช้เวลากับคนที่เรารักมากขึ้น ลองให้เวลาตัวเองพักผ่อน พักกาย เเละจิตใจจากมลภาวะที่ต้องเจอในเเต่ละวัน ความสุขที่ตามหาอาจจะอยู่ใกล้ๆ หรืออยู่ในที่ๆ เราจากมาก็ได้นะ"


ลิซ: "อยากเขียนเรื่องความใจร้ายของคนในสังคมทุกวันนี้ค่ะ สำหรับตัวเองแล้วดูเหมือนว่ายิ่งโลกพัฒนาไปเร็วขึ้นจิตใจของคนก็ยิ่งตกต่ำลงโดยเฉพาะคนที่ใช้โซเชียล เมื่ออยู่หลังคีย์บอร์ดก็มีการแสดงออกที่รุนเเรงมากขึ้นอยากนำเสนอเรื่องนี้ในมุมมองแบบขำๆ ชวนหัว ไม่ได้ตำหนิเเต่ติให้คิดอะไรประมาณนี้ค่ะ"

 
สุดท้ายคุณ จำปาลาว ตัวเเทนนักเขียนก็ได้ฝากถึงนักอ่านว่า "ฝากผลงานของพวกเราทั้ง 6 คนด้วยนะคะ ทุกคนตั้งใจทำงานนี้มากที่สุดค่ะ 6 เรื่องราว 6 นักเขียน เเละ 6 ใมุมมองความรักนิยาย นิยายที่ดีไม่อาจชั่งตวงประโยชน์ที่ได้รับ เพราะนิยายก็คือนิยายไม่ใช่ตำราวิชาการแต่นิยายที่ดีนั้นให้ความสุขจนหัวใจเต็มตื้นเเน่นอนค่ะ"

 
นักเขียนเเต่ละคนก็มีมุมมองเเละที่มาในการเขียนนิยายแตกต่างกันออกไป เรียกว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสุดๆ เลยค่ะ เท่าที่พี่หวานลองอ่านบทสัมภาษณ์มาอย่างนี้ก็รู้เลยว่าทุกคนตั้งใจเเละทุ่มเทในการเขียนนิยายสำหรับโครงการ "Good plot" ครั้งนี้จริงๆ มีนิยายดีๆ รอให้อ่านเพียบขนาดนี้ห้ามพลาดแม้เเต่เรื่องเดียวเลยนะคะน้องๆ แล้วพบกันใหม่บทความหน้าค่ะ ^___^

 
พี่หวาน



 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

2 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด