แค่ดังมันไม่พอ เขียนนิยายอย่างนี้สิถึงได้ทำเป็นหนัง Hollywood!

แค่ดังมันไม่พอ
เขียนนิยายอย่างนี้สิถึงได้ทำเป็นหนัง
Hollywood!

 

สวัสดีค่ะชาวนักเขียนเด็กดีทุกคน ถ้าใครสักคนคิดจะสร้างละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ หรือละครเวที น้องๆ คิดว่าเขาจะหยิบอะไรมาสร้างเอ่ย? ครั้นจะให้พวกเขาคิดเรื่องใหม่ก็ดูน่าปวดหัว เหล่าผู้สร้างทั้งหลายจึงมักจะหยิบ “หนังสือ” นี่แหละมาดัดแปลงซะเลย

แล้วน้องๆ เคยสงสัยมั้ยคะว่าทำไมนิยายหลายๆ เรื่องเช่นแฮร์รี่ พอตเตอร์, ฮังเกอร์เกม, เชอร์ล็อค โฮล์มส์, ทไวไลท์หรือแม้กระทั่ง 50 Shades of Grey ถึงได้ถูกพัฒนากลายเป็นภาพยนตร์ แค่ดังก็ปังแล้วหรือเปล่า? จริงๆ ก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียวหรอกค่ะ มันต้องมีอะไรที่มากกว่าการเป็นหนังสือ “ดัง” อยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่มันมีองค์ประกอบมากกว่านั้น!

ในวันนี้พี่น้ำผึ้งได้รวบรวมกระบวนการขายหนังสือและลิขสิทธิ์ในการทำภาพยนตร์จากฮอลลี่ เฟรดเดอริก ตัวแทนด้านลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ของเอเจนซี Curtis Brown แห่งเกาะอังกฤษมาฝากค่ะ บอกเลยว่าเป็นข้อมูลเชิงลึกมาก เชื่อว่าน้องๆ สามารถนำไปปรับใช้ในงานเขียนของเราได้แน่นอน
 

อะไรคือ Curtis Brown

Curtis Brown คือเอเจนซี่เก่าแก่อายุร้อยกว่าปีที่คอยเฟ้นหานักเขียน ดารา รวมทั้งหนังสือต่างๆ เพื่อนำไปทำเป็นภาพยนตร์ ซีรี่ส์ ละครเวที ก่อตั้งในปี 1899 โดย Albert Curtis Brown ที่ประเทศอังกฤษ ง่ายๆ ก็คือแมวมองนี่แหละค่ะ อย่างแวมไพร์หนุ่ม โรเบิร์ต แพททินสัน เองก็แจ้งเกิดจากเอเจนซี่นี้ รวมถึงซีรี่ส์ประวัติศาสตร์หมอชื่อดังอย่าง The Knick ด้วยค่ะ

 


The Knick ซีรี่ส์ที่ Curtis Brown ปั้นเองกับมือ
(via: amazon.com)

 

หนังสือแบบไหนที่น่าทำเป็นหนัง?

เคยมั้ยคะ อ่านหนังสือจบแล้วอุทานออกมาว่า “ถ้าเป็นหนังต้องสนุกแน่นอน!” ถ้าเคยล่ะก็ ความรู้สึกของเฟรดเดอริกก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ อย่างแรกเลยคือเลือกจากความสนุก ถ้าหนังสือเล่มไหนสามารถทำให้เราอ่านจนจบโดยไม่เบื่อซะก่อน หนังสือเล่มนั้นมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

แต่นอกจากความสนุก มันยังมีสิ่งที่มากกว่านั้นอีก เราต้องรู้ว่ากระแสช่วงนั้นเป็นแบบไหน เราต้องรู้ว่าตลาดกำลังมองหาอะไร ง่ายๆ ก็คือเราต้องรู้จักผู้ซื้อนั่นเอง เหมือนกับการเขียนนิยายให้ได้ตีพิมพ์นั่นแหละ ถ้าเราเขียนนิยายแฟนตาซีจ๋าแต่ดันไปส่งสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์นิยายรัก ต่อให้สนุกแค่ไหนก็หมดโอกาสใช่มั้ยล่ะ เพราะนิยายของเรามันไม่ตรงกับแนวของเขา ในส่วนนี้เฟรดเดอริกก็จะมองหางานเขียนที่ตรงกับที่ผู้ผลิตละคร ภาพยนตร์ หรือละครเวทีต้องการค่ะ

ตัวอย่างที่ชัดเจนเลยก็คือ ตอนนี้เฟรดเดอริกไม่สามารถขายลิขสิทธิ์หนังสือแนวแวมไพร์หรือเวทมนตร์ให้กับผู้สร้างภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ได้อีกต่อไป เนื่องจากภาวะความอิ่มตัวของผู้ชมที่ต้องการอะไรใหม่ๆ รวมทั้งแนว YA เช่น ดิสโทเปียหรือนิยายแนวทำนายหายนะโลก (post-apocalyptic) เองก็ขายยากเช่นกัน

 


แวมไพร์ไดอารีเองก็สร้างจากหนังสือเช่นกัน
(via: http://vampirediaries.wikia.com)

 

คอนเซ็ปท์หนังสือ VS. พัฒนาการของตัวละคร

เมื่อพูดถึงนิยายที่ถูกนำไปต่อยอดลงบนจอแก้ว หลายคนคงสงสัยว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างคอนเซปท์ของหนังสือกับพัฒนาการของตัวละคร เรื่องนี้บอกเลยว่าขึ้นอยู่กับจอใหญ่หรือจอเล็ก ทำเป็นหนังหรือเป็นซีรี่ส์

สำหรับละครทีวี ตัวละครสำคัญมากๆ ยิ่งถ้าเป็นซีรี่ส์ที่มีหลายๆ ซีซันยิ่งสำคัญ การที่คนได้เติบโตไปพร้อมๆ กับตัวละคร ได้เห็นพัฒนาการต่างๆ มากมาย มันทำให้ผู้ชมผูกพันและติดงอมแงม ตัวอย่างตัวละครที่ผู้สร้างโทรทัศน์ชอบมากก็จะเป็นประเภทที่มีความลึกลับ, มีไหวพริบ, กระปรี้กระเปร่า และที่สำคัญคือมีข้อบกพร่อง พูดง่ายๆ ก็คือต้องเป็นตัวละครที่มีความเรียล เหมือนคนจริงๆ มีทั้งข้อดีข้อเสียในคนเดียวกัน

ขณะที่คอนเซ็ปท์ของนิยายนั้นสำคัญมากๆ สำหรับภาพยนตร์ เผลอๆ อาจสำคัญยิ่งกว่าตัวละครซะอีก เนื่องจากภาพยนตร์มีระยะเวลาที่จำกัดเพียงแค่ 1-3 ชั่วโมง ผู้ชมจำเป็นจะต้องเข้าใจเรื่องทั้งหมด ถ้าจะทำให้คนดูอินก็ต้องเริ่มจากโครงเรื่อง พัฒนาการของตัวละครจึงเป็นสิ่งที่ผู้สร้างภาพยนตร์ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่นัก ให้คอนเซ็ปท์เป๊ะปังพอ


 
This is where I leave you หนังสือที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์
(via: goodreads.com)

 

หนังสือสู่ภาพยนตร์ : แค่ดังไม่พอ หนังสือต้องดีด้วย

จริงอยู่ที่หนังสือได้รับความนิยมย่อมถูกพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นอีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือคุณภาพของหนังสือต้องดีเยี่ยม จะเป็นหนังสือไก่กาอาราเล่ไม่ได้ อ่านแล้วไม่ได้อะไรเลยก็ไม่ได้ หนังสือที่มีแนวโน้มจะถูกนำไปสร้างหนังมักเป็นหนังสือยอดเยี่ยมและดูสมาร์ท

ตัวอย่างเช่น หนังสือเรื่อง This is Where I Leave You ของ Jonathan Tropper และ Silver Linings Playbook ของ Matthew Quick ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี 2014 และ 2012 ตามลำดับ ทั้งสองไม่เพียงแต่เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมมาก แต่ยังมีองค์ประกอบที่ผู้สร้างภาพยนตร์สนใจคือ “ความท้าทาย” ของผู้สร้างและนักแสดง รวมทั้ง “ความน่าสนใจ” ของหนังสือ  

ดูเผินๆ เหมือนพล็อตของ Silver Linings Playbook จะเชย น้ำเน่า ดูไม่น่าสนใจ เพราะเป็นแค่เรื่องของคนป่วย (ทางจิต) ชีวิตเจอแต่ปัญหาสองคนมาเจอกันและรักกัน ฟังดูยังไงก็ไม่น่าขายได้ แต่เมื่อหนังสือเล่มนี้ถูกนำไปสร้างเป็นหนังกลับได้ผลตอบรับดีเกินคาด แถมยังคว้ารางวัลออสการ์มาแบบสวยๆ เฟรดเดอริกอธิบายว่าเป็นเพราะวิธีการดำเนินเรื่องที่เรียบง่ายแต่แยบยล เนื้อหาให้แง่คิดและสร้างแรงบันดาลใจนี่แหละ นี่จึงเป็นตัวอย่างของหนังสือที่ “ดูสมาร์ท” ที่เหล่าผู้สร้างตามหา

ดังนั้นสามารถสรุปง่ายๆ ว่าหนังสือที่มักถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลิวู้ดต้องมี 3 องค์ประกอบรวมกันได้แก่ มีชื่อเสียง + ยอดเยี่ยม + ดูสมาร์ท



หนังสือ Silver Linings Playbook ที่สร้างเป็นภาพยนตร์กวาดรางวัลออสการ์
(via: amazon.com)

 

หนังสือสู่ซีรี่ส์ทีวี : โอกาสง่ายกว่าภาพยนตร์จริงๆ หรอ?

เฟรดเดอริกยืนยันว่าใช่ เนื่องจากการสร้างภาพยนตร์ใช้เงินทุนมหาศาล ตั้งแต่ค่าแรงงาน ค่าตัวนักแสดง รวมไปถึงค่าโฆษณา ดังนั้นการที่ผู้สร้างจะเลือกหนังสือสักเล่มมาต่อยอดเป็นหนังจอแก้วก็ต้องคิดถึงความคุ้มค่า ขณะที่การสร้างละครทีวีไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนเยอะมากมายขนาดนั้น มันจึงเป็นเหตุให้หนังสือมีโอกาสถูกพัฒนาเป็นละครมากกว่า

ในปัจจุบันดูเหมือนทีวีจะเปิดกว้างให้กับหนังสือทั่วไปและโลกของหนังสือที่น่าสนใจต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโลกของ The Game of Thrones โลกของหมออย่าง The Knick หรือแม้กระทั่งโลกของเบนจามิน เพอร์ซี่อย่าง Red Moon หนังสือมนุษย์หมาป่าที่กลายเป็นซีรี่ส์เขย่าขวัญซึ่งกำลังฉายอยู่ในช่อง Fox อยู่ ณ ตอนนี้ แม้แต่แนวไซไฟก็เริ่มจะเป็นที่นิยมเช่นกัน เช่นนิยายเรื่อง Gateway ของเฟรดเดอริก โพห์ล ก็เตรียมถูกนำไปสร้างเป็นซีรี่ส์เร็วๆ นี้ ดังนั้นนักเขียนแนวแฟนตาซีหรือไซไฟไม่ต้องกังวลว่านิยายของเราจะไม่ต้องตาต้องใจผู้สร้างละครค่ะ
 

ถ้าเริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนโนเนมล่ะ

เชื่อว่านี่คงเป็นคำถามที่พวกเราสงสัยมากที่สุดใช่มั้ยล่ะ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะเป็นนักเขียนชื่อดังหรือเป็นนักเขียนโนเนม โอกาสที่หนังสือของพวกเราจะถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หรือละครทีวีมีเท่าๆ กัน ขอเพียงแค่นิยายของเราตรงใจแมวมองและตลาดก็พอแล้ว เพราะงั้นเดินหน้าเขียนต่อไปค่ะ เขียนนิยายให้สนุกและดูมีอะไร (อาจจะมีแง่คิด สร้างแรงบันดาลใจ หรือเป็นนิยายที่อ่านจบแล้วคนอ่านอึ้ง) เท่านี้ก็มีโอกาสโลดแล่นบนจอแก้วแล้ว เฟรดเดอริกเขาบอกมาว่าอย่างนี้นะ ;)

 


แม้จะเป็นหนังสือไซไฟแต่ก็มีโอกาสถูกหยิบไปสร้างเป็นซีรี่ส์
(
via: goodreads.com)

 

ความฝันของนักเขียนทุกคน นอกจากจะมีนิยายเป็นเล่ม การเห็นตัวละครของเราโลดแล่นบนจอแก้วก็เป็นอะไรที่เยี่ยมไม่น้อยใช่มั้ยล่ะ แม้ว่าสิ่งที่พี่นำมาฝากในวันนี้อาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัว หากเราสังเกตดีๆ จะพบว่า นิยายที่ถูกนำไปสร้างเป็นหนังไม่ใช่แค่มีชื่อเสียง แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความโดดเด่นของตัวละคร เนื้อหาที่เป็นเอกลักษณ์และให้อะไรกับผู้อ่าน ความสนุกสนาน รวมทั้งกระแสของหนังหรือละครในช่วงนั้น ก็เหมือนกับการเขียนนิยายนั่นแหละค่ะ ถ้าอยากดึงดูดใจนักอ่าน งานเขียนของเราต้องไม่ใช่แค่สนุกเท่านั้น แต่ควรประกอบด้วยปัจจัยเหล่านี้ด้วย พี่น้ำผึ้งก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อน้องๆ นะคะ ^o^

 

 พี่น้ำผึ้ง :)


 

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.thebalance.com/what-makes-a-book-right-for-film-vs-tv-2799955
https://www.thebalance.com/film-or-tv-deal-what-book-authors-need-to-know-2799937
https://www.thebalance.com/book-film-tv-rights-2799835
 

Deep Sound แสดงความรู้สึก

พี่น้ำผึ้ง
พี่น้ำผึ้ง - Columnist นักเขียนที่ชอบส่งต่อพลังบวกให้ทุกคน

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

chinchang22 Member 7 ก.พ. 61 15:42 น. 1

อยากเขียน Sci-fi fantasy แบบโลกอนาคตอารมณ์ The Maze Runner เหมือนกันค่ะ แต่ตอนนี้เขียนแนวรัก Romantic-comedy และพยายามฝึกฝนพัฒนาฝีมืออยู่ หวังว่าสักวันนิยายจะได้เป็นละครทีวีในบ้านเรา มันคงจะฟินมากเลย ถ้าได้เห็นนิยายของเราไปโลดแล่นอยู่บนจอแก้วค่ะ

https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-02.png

0
กำลังโหลด
FuyueX Member 26 ก.พ. 61 21:02 น. 3

//ข้ามเม้นท์นี้เถอะค่ะ คนคอมเม้นท์ว่างเกินไป...



. . . . . . . . .





อย่าว่าแต่เขียนให้ไปทำหนังแล้วรอให้ดังเลยค่ะ ระวังเรื่องที่ตัวเองตั้งหน้าตั้งตาเขียนไม่ให้หนังทำพังน่าจะดีกว่านะคะ เพราะเกือบทุกเรื่องที่ฮอลลีวู้ดจัดการก็พังเป็นแถบ เรื่องบางเรื่องควรจะเป็นแค่หนังสือนิยายเก๋ๆไว้วางบนหิ้งซะด้วยซ้ำค่ะ เพอร์ซีย์ แจ็กสันเอย และอีกเพียบ...


โฟกัสแค่สิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าตัวต้องการดีกว่าฝากของที่ใช้เวลาและความคิดไปลงทุนกับอะไรที่ได้ผลเสียมากกว่าผลดีในมือใครก็ไม่รู้ดีกว่าค่ะ ยังไงเหล่านักเขียนไม่ว่าจะแต่งแนวไหน นักเขียนทุกคนตั้งใจแต่งเรื่องของตัวเองอยู่แล้ว และนักเขียนแต่ละคนก็ย่อมมีเจตนารมณ์ที่มีความลึก มีรายละเอียด แบบแผนต่างกับมือที่สองที่ถูกส่งต่อให้มาปั้นเปลี่ยนแปรรูปอยู่ดี


ปล. นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่เกิดขึ้นจากการอ่านบทความนี้ ถ้ารุนแรงก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายในการปรักปรำจขกท.แต่อย่างใด แค่ขอพื้นที่แสดงความคิดไม่เยอะมากเท่านั้นเองค่ะ พอดีคนคอมเม้นท์เป็นคนขวานผ่าซากค่ะ

ถ้ามีนักเขียนคนไหนใฝ่ฝันที่จะให้นิยายตัวเองกลายเป็นหนังหรือซีรี่ย์แต่อ่านคอมเม้นท์นี้แล้วรู้สึกขมขื่นอยากตบกับคนคอมเม้นท์ก็ขออภัยด้วยนะคะ

0
กำลังโหลด

3 ความคิดเห็น

chinchang22 Member 7 ก.พ. 61 15:42 น. 1

อยากเขียน Sci-fi fantasy แบบโลกอนาคตอารมณ์ The Maze Runner เหมือนกันค่ะ แต่ตอนนี้เขียนแนวรัก Romantic-comedy และพยายามฝึกฝนพัฒนาฝีมืออยู่ หวังว่าสักวันนิยายจะได้เป็นละครทีวีในบ้านเรา มันคงจะฟินมากเลย ถ้าได้เห็นนิยายของเราไปโลดแล่นอยู่บนจอแก้วค่ะ

https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-02.png

0
กำลังโหลด
ฝัน 14 ก.พ. 61 10:27 น. 2

จริงๆ ความฝันสูงสุดคืออยากให้หนังสือตัวเองเป็นหนังค่ะ แต่เป็นแนวแฟนตาซี ยากเกินไป อย่างมากสุดคงเป็นได้แค่อนิเมชั่น

0
กำลังโหลด
FuyueX Member 26 ก.พ. 61 21:02 น. 3

//ข้ามเม้นท์นี้เถอะค่ะ คนคอมเม้นท์ว่างเกินไป...



. . . . . . . . .





อย่าว่าแต่เขียนให้ไปทำหนังแล้วรอให้ดังเลยค่ะ ระวังเรื่องที่ตัวเองตั้งหน้าตั้งตาเขียนไม่ให้หนังทำพังน่าจะดีกว่านะคะ เพราะเกือบทุกเรื่องที่ฮอลลีวู้ดจัดการก็พังเป็นแถบ เรื่องบางเรื่องควรจะเป็นแค่หนังสือนิยายเก๋ๆไว้วางบนหิ้งซะด้วยซ้ำค่ะ เพอร์ซีย์ แจ็กสันเอย และอีกเพียบ...


โฟกัสแค่สิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าตัวต้องการดีกว่าฝากของที่ใช้เวลาและความคิดไปลงทุนกับอะไรที่ได้ผลเสียมากกว่าผลดีในมือใครก็ไม่รู้ดีกว่าค่ะ ยังไงเหล่านักเขียนไม่ว่าจะแต่งแนวไหน นักเขียนทุกคนตั้งใจแต่งเรื่องของตัวเองอยู่แล้ว และนักเขียนแต่ละคนก็ย่อมมีเจตนารมณ์ที่มีความลึก มีรายละเอียด แบบแผนต่างกับมือที่สองที่ถูกส่งต่อให้มาปั้นเปลี่ยนแปรรูปอยู่ดี


ปล. นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่เกิดขึ้นจากการอ่านบทความนี้ ถ้ารุนแรงก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายในการปรักปรำจขกท.แต่อย่างใด แค่ขอพื้นที่แสดงความคิดไม่เยอะมากเท่านั้นเองค่ะ พอดีคนคอมเม้นท์เป็นคนขวานผ่าซากค่ะ

ถ้ามีนักเขียนคนไหนใฝ่ฝันที่จะให้นิยายตัวเองกลายเป็นหนังหรือซีรี่ย์แต่อ่านคอมเม้นท์นี้แล้วรู้สึกขมขื่นอยากตบกับคนคอมเม้นท์ก็ขออภัยด้วยนะคะ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด