3 ทริคดีๆ ช่วยบิ้วนักอ่านให้ดราม่าหนักมาก!
สวัสดีค่ะชาวนักเขียนเด็กดีทุกคน การเขียนฉากดราม่าสะเทือนอารมณ์ให้นักอ่านอินไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่นักเขียนส่วนใหญ่เจอคือ บางครั้งนักอ่านเข้าไม่ถึงอารมณ์ตัวละคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกหนักหน่วงในฉากดราม่า เลยพาลให้คิดว่าการเขียนดราม่านี่เป็นปัญหาระดับชาติ แต่พี่มองว่ามันเป็นเรื่องท้าทายมากเลยนะ
การที่นักอ่านจะดราม่าตามเราได้นั้นเกิดจากปัจจัยหลายๆ อย่างรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนา บรรยากาศ เหตุการณ์ การกระทำของตัวละคร รวมทั้งรีแอคชั่นที่เกิดขึ้น และที่ขาดไม่ได้เลยคือ "ความผูกพัน" ของนักอ่านที่มีต่อตัวละคร ถ้าหากนักอ่านรู้สึกเห็นอกเห็นใจตัวละครตั้งแต่แรก มันจะทำให้นักอ่านรู้สึกผูกพันกับตัวละครมากขึ้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น การเขียนฉากสะเทือนอารมณ์ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะต้องใส่ประโยคเจ็บจี๊ดลงไป หรือให้ตัวละครร้องไห้จนน้ำตาท่วมโลก แต่มันหมายถึงการปล่อยให้นักอ่าน “รู้สึก” อย่างที่พวกเขาต้องการอยากรู้สึกต่างหากล่ะ ซึ่งในวันนี้พี่น้ำผึ้งก็รวม 3 เทคนิคดีๆ ที่จะช่วยให้นักอ่านอินไปกับฉากสะเทือนอารมณ์ของเรามาฝากแล้วค่ะ
โฟกัสที่ความคิดของตัวละครให้น้อยที่สุด
หัวใจหลักในการเขียนฉากดราม่าให้สะเทือนอารมณ์คือ นักเขียนต้องบรรยายความคิดของตัวละครให้น้อยที่สุด ไม่จำเป็นต้องบอกให้นักอ่านรู้ว่าตัวละครกำลังรู้สึกอะไร ไม่ต้องบอกว่าการตัดสินใจของเขาในครั้งนี้จะส่งผลยังไงบ้าง พอเลย! นั่นไม่ช่วยให้นักอ่านอิน สิ่งที่ต้องทำก็แค่บรรยายน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วปล่อยให้นักอ่าน “สร้างความรู้สึกส่วนตัว” เพื่อรับมือกับอารมณ์หนักหน่วงนั้นเอง
ยกตัวอย่างเช่น ในบทที่ 34 ของแฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต แฮร์รี่เดินเข้าไปในป่าต้องห้ามตามคำเรียกร้องของโวลเดอร์มอร์ พร้อมกับวิญญาณของพ่อแม่ ซีเรียสและเพื่อนที่ตายไป ในฐานะนักอ่าน เรารู้ว่าการตัดสินใจของแฮร์รี่หมายความว่ายังไง เราเข้าใจเหตุผลของเขา เรารู้ว่าการที่แฮร์รี่ทำแบบนี้จะทำให้เขาต้องตายในท้ายสุด และเราสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่พร้อมเผชิญหน้ากับความตาย
เห็นได้ชัดว่าเจ.เค.โรว์ลิ่งไม่ได้เจาะลึกความคิดของแฮร์รี่ที่อาจบ่นโอดโอยประมาณว่า “โอ้ยยยยย ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย” ตรงกันข้าม เธอเลือกที่จะไม่พูดถึงความคิดของแฮร์รี่ด้วยการปล่อยให้นักอ่านคิดเองเออเองดังประโยคที่ว่า
“Harry understood without having to think. (แฮร์รี่เข้าใจได้โดยไม่ต้องคิด)”
นั่นแหละค่ะ โรว์ลิ่งไม่ได้ระบุความคิดที่ชัดเจนของแฮร์รี่ ซึ่งตรงนี้มันทำให้นักอ่านไม่รู้หรอกว่าเขารู้สึกยังไง แต่นักอ่านจะเดาว่าเขาน่าจะรู้สึกอะไรโดยใช้ประสบการณ์ในอดีตของตัวเอง และนั่นทำให้พวกเขาได้ดึงความรู้สึกจริงๆ ออกมาใช้ นักอ่านจะสัมผัสกับอารมณ์นั้นด้วยวิธีของเขา มันจึงทำให้นักอ่านรู้สึกอินยิ่งขึ้นกว่าเดิมค่ะ
เรารู้ว่าทุกคนล้วนผ่านประสบการณ์อันน่าเจ็บปวดมาต่างกัน เทคนิคนี้สามารถช่วยให้ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของตัวเองเช่นเศร้าเสียใจในแบบที่พวกเขาเป็น เชื่อเถอะค่ะว่าการที่นักอ่านได้สัมผัสกับอารมณ์และความรู้สึกอันคุ้นเคยของตัวเองที่อยู่ข้างในเป็นอะไรที่ทรงพลัง มันทำให้พวกเขาอินมากขึ้น มันได้ผลดียิ่งกว่าการที่นักเขียนพยายามจะบอกพวกเขา (ในหนังสือ) ว่า “ตอนนี้ตัวละคร X กำลังรู้สึกแบบนี้นะ!”
การกระทำไม่สำคัญเท่าความรู้สึก
อลิเซีย ราซลี่ย์ นักเขียนชาวอังกฤษที่ผันตัวมาเป็นอาจารย์สอนวิชาการเขียนได้กล่าวในเว็บบล็อกของเธอว่า “การที่ตัวละครร้องไห้ไม่จำเป็นว่านักอ่านจะต้องร้องตาม” นั่นหมายความว่า แอคชั่นของตัวละครไม่สำคัญเท่าความรู้สึกของตัวละครที่กำลังพยายามถ่ายทอดมาสู่นักอ่าน และความรู้สึกของตัวละครจะทรงพลังมากขึ้นเมื่อมีสิ่งอื่นๆ มาเป็นองค์ประกอบ (เหตุการณ์ ความผูกพัน บทสนาทนา บรรยากาศ เป็นต้น)
แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าหากเราใส่รายละเอียดของอารมณ์มากเกินไป มันก็เหมือนเป็นการไล่ต้อนนักอ่านให้จนมุมนั่นแหละ ยังไงน่ะเหรอ? เพราะนักอ่านที่ถูกไล่ต้อนจะไม่มีทางหาพื้นที่ว่างๆ เพื่อนั่งพักใจ ดูว่าตัวเองควรตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ยังไง (นักอ่านจะไม่รู้ว่าตัวเองต้องรู้สึกยังไงกับซีนที่เกิดขึ้นในหนังสือ) นักอ่านที่ถูกไล่ต้อนจะดึงสัญชาติญาณมนุษย์มาใช้เพื่อป้องกันตัวเอง นักอ่านที่ถูกไล่ต้อนจะรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลัง “ยัดเยียด” บางอย่างที่มากเกินไปให้เขา ทั้งหมดนี้ทำให้นักอ่านอึดอัดและเลิกอ่านนิยายของเราในท้ายสุด
เคล็ดลับในการสร้างฉากหนักหน่วงอารมณ์ไม่เกี่ยวกับ “การบอก” นักอ่านว่าตัวละครรู้สึกอย่างไร หรือแม้แต่ “แสดง” ให้นักอ่านทราบว่าตัวละครนั้นมีความรู้สึกอย่างไร ตรงกันข้าม อลิเซียอธิบายว่าเราต้อง “สร้างแรงบันดาลใจให้นักอ่านสัมผัสอารมณ์” นั้นต่างหาก ซึ่งนักเขียนทำได้โดยการใช้ฉากมาช่วย หรือแม้แต่การบิ้วอารมณ์นักอ่านให้รู้สึกเห็นอกเห็นใจตัวละครของเราตั้งแต่แรกเริ่มค่ะ
อย่าโยนฉากที่เป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ตัวละครทิ้งไป
เชื่อเถอะว่านักอ่านส่วนใหญ่อ่านนิยายเพราะพวกเขาต้องการซึมซับความรู้สึกของตัวละคร ดังนั้นถ้าเราตัดฉากที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ของตัวละครออกไป มันอาจทำให้นักอ่านไม่อยากอ่านนิยายของเราได้ เพราะมันผิดจุดประสงค์ดั้งเดิมของพวกเขาตั้งแต่แรก
ถามว่าทำไมฉากที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ของตัวละครถึงสำคัญ อย่างที่บอกไปนั่นแหละค่ะ นักอ่านจะรู้สึกผูกพันกับตัวละครมากขึ้นเมื่อพวกเขามีอารมณ์ร่วมด้วย ดังนั้นในฐานะนักเขียน เรามี 2 วิธีที่จะทำให้นักอ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครของเรา หนึ่งคือบรรยายฉากนั้นด้วยมุมมองบุคคลที่ 1 (ให้ตัวละครเป็นคนเล่าเรื่อง) หรือถ้าบรรยายด้วยมุมมองบุคคลที่ 3 ไปแล้วก็ให้เน้นหนักที่อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของตัวละครนั้นๆ โดยเฉพาะ
อีกหนึ่งวิธีก็คือสิ่งที่เรากำลังพูดกันอยู่นี่แหละค่ะ ซึ่งก็คือ น้องๆ ไม่จำเป็นต้องตัดฉากที่แสดงถึงอารมณ์ของตัวละครแม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยให้เรื่องดำเนินต่อไป หรือว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับพล็อตก็ตาม เพราะการมีอยู่ของมันจะช่วยให้นักอ่านซึมซับความรู้สึกของตัวละครและเข้าใจพวกเขามากขึ้นค่ะ อย่าลืมว่ายิ่งนักอ่านซี้กับตัวละครมากแค่ไหน ก็จะยิ่งอินมากเท่านั้นนะ เช่นเดียวกับคนเรานั่นแหละค่ะ พอเวลาสนิทกับเพื่อน เมื่อเพื่อนมีปัญหาถูกแฟนทิ้งแล้วมาบ่นกับเรา เราก็จะรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปด้วยใช่มั้ยล่ะ โกรธแทนอะไรแบบนี้ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเขียนนิยายก็ให้ดึงเอาประสบการณ์นี้มาใช้ ให้น้องๆ คิดเสียว่าตัวละครก็เหมือนเพื่อนนักอ่าน แล้วมันจะทำให้น้องรู้ว่าตัวเองต้องทำยังไงให้นักอ่านฟีลแซดตามตัวละครไปด้วย ;)
เป็นอย่างไรบ้างคะกับเรื่องที่นำมาฝากในวันนี้ เป็นเทคนิคที่ดีมากเลยใช่มั้ย ทีนี้ก่อนน้องๆ จะเขียนฉากดราม่าก็รู้แล้วสินะว่าหัวใจสำคัญของมันคือ “การปล่อยให้ความรู้สึกของนักอ่านเป็นตัวนำพา” เมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาจะดึงความรู้สึกจากประสบการณ์ในอดีตมาใช้ และที่สำคัญน้องๆ อย่ายัดเยียดทุกอย่างลงไปในฉากดราม่านะคะ เพราะใช่ว่านักอ่านทุกคนจะอิน การพยายามทำให้นักอ่านรู้สึก “ผูกพัน” กับตัวละครต่างหากถึงจะชนะเลิศค่า ^o^
พี่น้ำผึ้ง :)
ขอบคุณรูปภาพจาก pixabay
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.aliciarasley.com/artemo.htm
http://www.aliciarasley.com/artphysical.htm
https://jamigold.com/2012/06/3-tips-for-writing-heavy-emotional-scenes/
http://theeditorsblog.net/2011/01/30/creating-emotion-in-the-reader/




5 ความคิดเห็น
พี่ช่วยลองเขียนบรรยาย แบบนิยาย ให้ดูได้มั้ยครับ แบบนั้นผมจะเข้าใจจริงๆ
มันดูเป็นนามธรรมเนอะ ถ้าอย่างนั้นพี่จะอธิบายให้ฟังนะ
เคยอ่านนิยายแล้วรู้สึกอินกับฉากดราม่ามากๆ หรือเปล่า ?
ส่วนหนึ่งมันไม่ใช่แค่ภาษาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความผูกพันของตัวละครอีกด้วย
นั่นหมายความว่า หน้าที่ของเราคือ เราจะต้องทำให้นักอ่านมีความผูกพันกับตัวละครนั้นๆ ก่อน
ยิ่งนักอ่านผูกพันมากเท่าไหร่ ยิ่งอิมแพ็คต่อคนอ่านมากขึ้นเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น แฮร์รี่ พอตเตอร์ เราเติบโตมาพร้อมเข้าถึง 7 เล่ม ดังนั้นในฉากที่แฮร์รี่จะต้องเข้าป่าต้องห้ามเพื่อเดินหน้าสู่ความตาย มันก็ไปแปลกใจเลยที่เราจะใจหายค่ะ
ลองไปหาอ่านดูนะคะ จะได้เข้าใจมากขึ้น ^ ^
คือพอเห็นแล้วจะได้เข้าใจเฉยๆ ไม่ได้ลบหลู่พี่น้ำผึ้งนะครับ555
อ่านแล้วพอเข้าใจนะคะ แต่ไม่กระจ่าง ^_^
คือการสักแต่ยัดโชคร้ายมารัวๆมันจะไม่ดราม่าอย่าที่เข้าใจกันนะ มันจะฮาแทนหรือพลอยไม่อยากอ่านไปเลย บ้างก็กลายเป็นน้ำเน่า ของเราที่แต่งคือ พระเอกนักเลงโดนปีศาจทำให้ท้องโดยปีศาจมีคนที่รักแบบไม่ยอมตัดใจ คนทั้งอาณาจักรเกลียด ตัวเองมีสายเลือดปราบปีศาจโดนองค์กรเทพตามฆ่า ทะเลาะกับคนที่เป็นพ่อเด็ก มีปัญหาในแก๊ง และยังอยากจีบสาวอยู่ โดนเทพไล่ฆ่า โดนภรรยาปีศาจและสนมไล่ฆ่า โดนลากไปลากมาระหว่างสองโลก พระเอกเป็นตัวตบมุกเลยฮาเฉยเลย ก็เลยเลยตามเลยฮาไปเลยว่าจะไปเปลี่ยนประเภทเรื่องเเล้ว
อือ ถ้าเป็นของผมคงก็ปูเรื่องราวให้คนอ่าน มีความสัมพันกรรมตัวละครหรือก็คือให้รักและชอบตัวละครนี้มากๆ จากนั้นเขียนให้ถูกฆ่าตายหรือ ใส่ปมอย่างเช่น
ตัวละคร A เป็นตำรวจ กำลังใกล้จะแต่งงานแล้วแต่ว่า กลับถูกสัตว์ประหลาด ตัวร้ายฆ่า
ตัวละคร B เป็นเด็กสาวนร. ธรรมดา ที่ใช้ชีวิตกับน้องชายที่อายุ 6 เดื่อนเสียพ่อแม่เพราะอุบัติเหตุ เธอเป็นคนดีมากน่ารักอ่อนโยน ทำงานเหนื่อยทุกวันหลังเลิกเรียน ทุกวันไม่เว้นแต่วันหยุด เพื่อหาเงินมาใช้ทั้งค่าเรียนและดูแลน้องชาย แต่เธอกลับถูก อมนุษย์(ปีศาจในเรื่อง)ฆ่าตาย
ก็ประมาณนี้มังนะ คือผมติดจากคนเขียนบท เกม Call of Duty ที่คนเขียนบท ให้คนเล่นเกมรู้สึกรักแล้วผูกพันกับตัวละคร แล้วเขียนให้โดนฆ่า หรือตาย ก็ประมาณนี้แหละครับ