ชวนตอบคำถามสำคัญ : ทุกวันนี้ ฉันเป็นนักเขียนที่เก่งแล้วหรือยัง
ณ จุดหนึ่ง นักเขียนทุกคนย่อมตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราเขียนดีพอไหม เก่งพอหรือยัง และคำตอบนี้ตอบได้ยากมากๆ จริงๆ คุณอาจจะแค่ชอบเขียน และมีความสุขกับการเขียน นิยายอาจได้ตีพิมพ์ มีคนชอบพอสมควร แต่คำว่าความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนดังมากๆ แต่กลับไม่พอใจ มองว่าตัวเองยังไม่ดีพอก็มี หลายครั้ง คุณพบว่าการเขียนนั้นเหนื่อยและน่าเจ็บปวด บางทีก็อึดอัดที่ต้องเขียนออกมา ยิ่งถ้าโดนสนพ. ปฏิเสธหรือได้คอมเม้นต์ลบๆ มันทำให้รู้สึกแย่ เหมือนตัวเองไม่ได้เรื่อง อยากจะยอมแพ้ ไม่อยากเขียนต่อแล้ว รู้สึกว่าผลงานของตัวเองไม่โอเคเลย
จริงๆ แล้ว คำว่า “เก่ง” นั้นช่างเป็นนามธรรมและนิยามได้ยากมากๆ เคยอ่านนิยายขายดีแล้วรู้สึกไหมว่าไม่สนุกเลย ทำไมคนชอบอ่านกันนะ เราไม่เห็นชอบเลย คือความรู้สึกของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันไง และคนอ่านก็เหมือนกับคุณน่ะแหละ บางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ มันมีปัจจัยหลายอย่างมาก ไม่ใช่แค่สรุปว่า ดี หรือไม่ดี เท่านั้น
คำถามที่ว่า ฉันเป็นนักเขียนที่เก่งแล้วหรือยังนั้นตอบได้ยากมากๆ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงเหมือนกัน และถ้าคุณยังคงไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ยังคงถามตัวเองย้ำๆ คนที่ไม่มีความสุขเลยคือคุณ ลองทบทวนและตั้งเป้าหมายดู คำว่าเก่งต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง สำหรับบางคน นิยายต้องขายได้, ได้ตีพิมพ์กับสนพ. มีชื่อ (บางคนก็กำหนดเลยว่าต้องสนพ. นี้ๆ เท่านั้น), นักวิจารณ์ชื่นชม, คนคอมเม้นต์เชิงบวก, ยอดขายดีมากๆ, ได้พิมพ์ซ้ำ ทั้งหมดนี้มันแล้วแต่เลยว่าคุณจะคิดอย่างไร เพราะอย่างที่บอกไปด้านบนว่าแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน จึงเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องตัดสินด้วยตัวเองแล้วล่ะว่า คำว่าเก่งคืออะไร
เราอยากจะบอกว่า คนที่ควรจะตัดสินว่า “เก่ง” คืออะไร ต้องเป็นตัวคุณนะ ไม่ใช่ปล่อยให้คนอื่นมาตัดสิน ถ้าคนอื่นมองว่า คุณยังไม่เก่งไม่ดีพอเพราะเหตุผลนั้นเหตุผลนี้ คุณก็ต้องคิดแล้วล่ะว่าเขามาเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตคุณนักหนา คุณตัดสินอะไรตามเสียงของคนอื่นมากไปหรือเปล่า และถ้าคุณทำไม่ได้อย่างที่คนอื่นบอกมา มันแปลว่าคุณไม่ได้เรื่องหรือเปล่า แน่นอนคำตอบก็คือ ไม่ใช่ไง
ในโลกนี้มีหนังสือที่ดีและไม่ดีมากมาย เพราะคำว่าดีและไม่ดี มันไม่อาจตัดสินออกมาอย่างตรงไปตรงมาได้ และมีคนที่มีรายได้จากการขายนิยาย “ไม่ดี” เยอะแยะมากมาย ซึ่งเมื่อเขามีรายได้เยอะแล้ว หลายคนก็นิยามว่า เขา “เก่ง” เพราะทำรายได้จากการเขียนได้ ในขณะที่นิยายบางเรื่องอาจเขียนดีมากๆๆๆ ในสายตาของคนหลายๆ คน แต่กลับไม่ได้ตีพิมพ์ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจบางอย่าง
อย่างที่บอกสรุปง่ายๆ เลยค่ะ คนที่จะตัดสินใจว่าเราเก่งแล้วหรือยัง พอใจแล้วหรือยัง ก็คือเราเอง… และนี่คือปัจจัยที่ช่วยให้คุณตัดสินใจว่าตัวเองโอเคแล้วหรือไม่
คุณได้คำวิจารณ์ทั้งบวกและลบ : ไม่ใช่ทุกคนจะชอบงานเขียนของคุณ แม้แต่นักเขียนดังมากแค่ไหนก็มีโอกาสที่จะโดนวิจารณ์เชิงลบได้ การได้คำวิจารณ์ทั้งบวกและลบ แปลว่าคนอ่านรักคุณมาก และอยากจะส่งต่อความเห็นที่มีให้คุณรู้ เพื่อคุณจะได้ปรับปรุงพัฒนาผลงาน หรือรู้สึกดีมีกำลังใจ
คุณมองเห็นพัฒนาการของตัวเอง : การเขียนเหมือนงานศิลปะ จะดีขึ้นตามการฝึกฝน ลองอ่านงานเก่าๆ เมื่อห้าปีที่แล้วดูว่ามันแตกต่างกันไหม มีพัฒนาการไหม เวลาลงให้คนอ่านแล้ว ความเห็นเปลี่ยนไปไหม มีใครสังเกตไหมว่างานของคุณแน่นขึ้น เนื้อหาชัดขึ้น ตัวละครคมขึ้น สำนวนดีขึ้น
คุณเขียนนิยายจบ : หนึ่งในคุณสมบัติของนักเขียนที่เก่งคือต้องเขียนจบ บนโลกนี้มีนักเขียนมากมายเขียนทิ้งๆ ขว้างๆ ไว้ และงานก็ไม่จบสักที ไม่ได้ตีพิมพ์ ไปต่อไม่ได้ หน้าที่ของนักเขียนคือเขียนให้จบ หากจะเป็นนักเขียนที่เก่ง เบื้องต้นก็ต้องเขียนให้จบก่อนนะ
คุณเชื่อมั่นในตัวเอง : การเป็นนักเขียนที่เก่งประกอบด้วยหลากหลายปัจจัยที่ระบุออกมาไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณต้องเชื่อมั่นใจในตัวเองก่อน เพราะถ้าคุณเองยังไม่เชื่อ คนอื่นๆ ก็ไม่เชื่อเหมือนกัน
ทีมงานนักเขียนเด็กดี


2 ความคิดเห็น
ถูกใจมากเลยค่ะ กับคำว่า 'คุณต้องเชื่อมั่นในตัวเองก่อน เพราะถ้าคุณไม่เชื่อ คนอื่นก็จะไม่เชื่อเช่นกัน' นี่แหละค่ะ คือสิ่งเราควรมีก่อนอันดับแรก ในตอนนี้เรามีความเชื่อมั่นใจ และมั่นใจในตัวเองมากๆแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีคอมเม้นมาว่าในงานเขียนของเรายังไง เราก็ยังคงเชื่อมั่นอยู่เสมอค่ะ ขอบคุณสำหรับบทความนี้ค่ะ
อ่านแล้วก็มีเหตุผล และได้ความรู้ครับ แต่ตอนนี้อยากให้คนอ่านช่วยติชมบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะอ่านเป็นส่วนมาก ถ้ามองในแง่นึง เราอาจจะยังเขียนเพื่อดึงอารมณ์ให้นักอ่านยอม Comment ไม่ได้ ต้องพยายามปรับปรุงต่อไป
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ