ชวนรู้จัก Hameii นักเขียนที่ค้นพบความเชื่อแบบผิดๆ
หลังมีนิยายตีพิมพ์ไปแล้วกว่า 3 เรื่อง!
สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน เชื่อว่าใครก็ตามที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียน จะต้องฝันอยากมีหนังสือตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์สักเล่ม หรือมีหนังสือวางขายในร้านหนังสือให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตอยู่แน่ๆ พี่แนนนี่เพนเชื่อว่าทุกคนสามารถทำตามฝันได้แน่นอนค่ะ แต่จะดีกว่าไหมถ้าหากเราได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่มีความฝันเหมือนๆ กันกับเรา แล้วนำประสบการณ์ที่ได้ มาเป็นแรงบันดาลใจเพื่อขับเคลื่อนความฝันของเราต่อไป
ในวันนี้พี่แนนนี่เพนเลยขอชวน Hameii หรือ ฮะเหม่ย นักเขียนจากโครงการนักเขียนหน้าใสปี 6 ผู้เขียนนิยายเรื่อง Guy Girl Gay แผนรักยุกยิก กุ๊กกิ๊กหัวใจวาย มาใช้พื้นที่ตรงนี้แบ่งปันประสบการณ์เส้นทางนักเขียนที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้ว่าเธอเองจะมีนิยายตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์แจ่มใสตั้งแต่เรื่องแรกที่เขียนจบ แต่ด้วยเส้นทางนักเขียนที่เริ่มต้นเร็ว ทำให้เธอมีความเชื่อแบบผิดๆ ว่าการจะเป็นนักเขียนจะต้องมีหนังสือที่เป็นรูปเล่ม และต้องเขียนให้เป็นอย่างที่สำนักพิมพ์ต้องการเท่านั้นจึงจะผ่านการพิจารณา กระทั่งในวันที่เธอโตขึ้นและได้ค้นพบสไตล์การเขียนของตัวเอง เรื่องราวบนเส้นทางนักเขียนตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงเป็นบทเรียนที่เธออยากส่งต่อถึงชาวเด็กดีทุกคนที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียนกันค่ะ
.jpg)
สวัสดีค่ะ เราชื่อ ‘เหม่ย’ เจ้าของนามปากกา Hameii (ฮะเหม่ย) นะคะ เป็นนักเขียนตัวเล็กๆ ที่เรียนจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง แม้ตอนนี้จะอยู่ในวัยทำงานแต่ก็ยังพยายามหาเวลาว่างมาเขียนนิยายลงเด็กดีตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ และแอบเข้าไปตอบบทความ ตั้งกระทู้พูดคุยในบอร์ดนักเขียนบ่อยๆ ในยามเหงา นักเขียนนักอ่านชาวเด็กดีบางคนอาจจะเคยเห็นผ่านตากันบ้าง หรือถ้าไม่เคยก็…ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ
เชื่อว่าหนังสือที่มีแต่ตัวหนังสือ ต้องไม่สนุกแน่ๆ...
ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าตัวเองเริ่มเป็น ‘นักเขียน’ จริงๆ ตั้งแต่ตอนไหน แต่ถ้าให้เล่าที่มาที่ไปก็ต้องบอกว่าความชอบเขียนของเรามีที่มาจากการชอบวาดค่ะ เราเป็นคนที่ชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กๆ ดินสอกับกระดาษนี่ไม่เคยห่างมือเลย ถึงจะวาดไม่เก่งแต่มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำแล้วมีความสุขเสมอ ยิ่งได้อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นก็ยิ่งหลงใหลการวาดเพราะอยากวาดให้สวยเหมือนนักวาดมืออาชีพบ้าง โลกการอ่านในวัยเด็กของเราจึงจำกัดอยู่แค่การ์ตูนญี่ปุ่นที่มีรูปวาดมากกว่าตัวหนังสือ วรรณกรรมเยาวชนดังๆ ที่หนอนหนังสือส่วนใหญ่เคยอ่านตั้งแต่เด็ก เช่น แฮร์รี่ พอตเตอร์ ต้นส้มแสนรัก ความสุขของกะทิ เจ้าชายน้อย เราก็เพิ่งมาได้อ่านตอนโต เพราะเมื่อก่อนมีความเชื่อแบบเด็กน้อยว่าหนังสือที่มีแต่ตัวหนังสืออย่างเดียวมันต้องไม่สนุกแหงๆ
จุดเปลี่ยนคือช่วงมัธยมที่เพื่อนๆ ในห้องเริ่มฮิตอ่านนิยายแจ่มใสกัน ตัวเราก็ค่อยๆ ถูกดึงเข้าสู่วงการนิยายไปด้วย แต่ช่วงแรกที่ได้อ่านก็ยังไม่ติดสักเท่าไรเพราะมันไม่ค่อยมีรูปให้ดู กระทั่งวันหนึ่งบังเอิญไปเจอนิยายแปลเกาหลีของ Guiyeoni เรื่อง ‘หนุ่มฮอตสาวเฮี้ยวรักเปรี้ยวอมหวาน’ ตอนนั้นเราสะดุดตาหน้าปกกับภาพประกอบฝีมือ ‘Yiso’ มากๆ เพราะไม่เคยเห็นลายเส้นยุ่งๆ แต่ให้ความรู้สึกละมุนละไมแบบนี้มาก่อน พอชอบนักวาดก็ลองเปิดใจให้นักเขียน เป็นครั้งแรกที่คอการ์ตูนญี่ปุ่นอย่างเรารู้สึกอินไปกับหนังสือที่มีแต่ตัวหนังสือล้วนๆ เราตามอ่านผลงานของนักเขียนคนนี้ครบทุกเล่ม จนถึงจุดที่ความรู้สึกแบบตอนอ่านการ์ตูนแล้วอยากวาดตามมันหวนกลับมา เราอยากลองเขียนเองบ้าง ยิ่งอ่านเยอะก็ยิ่งมีไอเดียที่อยากบอกเล่าในน้ำเสียงของเราเยอะ ถึงตอนนั้นเราจะชอบวาดรูปมากกว่าแต่มันก็มีความรู้สึกลึกๆ ว่าการเขียนมันง่ายกว่าการวาดหลายร้อยเท่า อะไรที่เราถ่ายทอดผ่านลายเส้นไม่ได้เพราะฝีมือไม่ถึง เราสามารถบอกผ่านตัวอักษรได้หมดเลย กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเริ่มเขียนนิยายมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ
เชื่อว่าอุปสรรคของนักเขียนมือใหม่ไม่ใช่ฟีดแบ็ก...
ลืมไปแล้วเรื่องแรกที่ลงคือเรื่องอะไร แต่ที่จำได้คือช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เราเขียนเรื่องที่เป็นชิ้นเป็นอันที่สุดคือ ‘Guy Girl Gay แผนรักยุกยิกกุ๊กกิ๊กหัวใจวาย’ เริ่มมีนักอ่านมาติดตามเยอะกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างนั้นเราก็รู้ได้ด้วยนิสัยของตัวเองเลยว่าเราพร้อมจะลบมันทิ้งทุกเมื่อ ดังนั้นอุปสรรคของนักเขียนมือใหม่สำหรับเราจึงไม่ใช่กระแสตอบรับที่น้อยนิด แต่เป็นการต่อสู้กับความไม่เอาจริงเอาจังของตัวเองมากกว่า เพราะเรามองงานเขียนเป็นงานอดิเรกเช่นเดียวกับงานวาด เราเลยยึดความพอใจของตัวเองเป็นที่ตั้ง อยากเขียนก็ค่อยเขียนเหมือนกับตอนที่อยากวาดก็ค่อยวาด ทำไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมายปลายทางและไม่คิดจะศึกษาว่านักเขียนจริงๆ เขาทำงานกันยังไง
กระทั่งมีอะไรบางอย่างดลใจให้ลองส่ง Guy Girl Gay เข้าประกวดในโครงการนักเขียนหน้าใสปี 6 แล้วได้รางวัลที่ 3 มาแบบงงๆ จากที่เคยเขียนตามใจฉันก็เกิดไฟลท์บังคับว่าเรื่องนี้เทไม่ได้แล้วนะ โชคดีมากๆ ที่มีเพื่อนช่วยอ่านช่วยเกลา มีนักเขียนมืออาชีพอย่างพี่ลูกชุบคอยให้คำแนะนำตั้งแต่ตอนประกวดไปจนถึงหลังการประกวด แล้วก็บังเอิญเจอบทความดีๆ ในบล็อกของพี่ May112 ที่ช่วยให้เราเข้าใจการเขียนนิยายมากขึ้น ในที่สุดเราก็พา Guy Girl Gay ถึงฝั่งฝันสำเร็จ กลายเป็นนิยายเรื่องแรกที่เราเขียนจบและทำให้นามปากกา Hameii เดินทางจากเว็บเด็กดีสู่รูปเล่มของสำนักพิมพ์แจ่มใส ชีวิตช่วงนั้นฟุ้งๆ เหมือนอยู่ในความฝันเลยค่ะ แม้ว่ามันจะไม่ได้ดังเป็นพลุแตก ยอดวิวยอดคอมเม้นต์ในเด็กดีก็ไม่ได้หวือหวาอะไร แต่เราก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่นในเวลาที่หนังสือวางแผง เป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตเลยค่ะ

Hameii ส่ง Guy Girl Gay เข้าประกวดในโครงการนักเขียนหน้าใสปี 6 คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2
เชื่อว่าโตขึ้นแนวการเขียนอาจจะเปลี่ยนไป...
เราถนัดแนวรักใสๆ โดยเฉพาะความรักในรั้วโรงเรียนค่ะ เราเป็นนักอ่านที่โตมากับการ์ตูนบงกชและนิยายแจ่มใสซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องความรักวัยรุ่น พอผันตัวมาเป็นคนเขียนเลยเริ่มจากแนวที่คุ้นเคยก่อนเพราะมันมีภาพในหัวที่ชัดเจนกว่า เคยคิดว่าเมื่ออายุมากขึ้น แนวการเขียนอาจเปลี่ยนไปตามแนวหนังสือที่ชอบอ่าน แต่ทุกวันนี้ต่อให้เราอ่านหนังสือ ดูหนังหรือรับสารอะไรที่มันหนักๆ ดาร์กๆ เราก็มักจะมองเห็นความรักเป็นส่วนผสมอยู่ในนั้นไม่มากก็น้อย เหมือนเราสวมแว่นตาที่มีเรดาร์ตรวจจับความรักไว้ตลอดเวลา สุดท้ายพอกลับมาสวมบทบาทนักเขียน สิ่งที่เราอยากเล่าก็หนีไม่พ้นเรื่องราวที่ขับเคลื่อนด้วยความรักอยู่ดี แต่มันต่างจากช่วงที่หัดเขียนใหม่ๆ ตรงที่เรามองความรักกว้างขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกนางเอก แต่ครอบคลุมไปถึงทุกคนและทุกสิ่งทุกอย่างในโลกของพวกเขาด้วย ในความคิดของเรา มิตรภาพ ครอบครัว หรือแม้กระทั่งความใฝ่ฝันของตัวละครก็นับเป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่ง และตราบใดที่เรายังนึกภาพไม่ออกว่าหนังสือที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรักเลยมันเป็นยังไง Hameii ก็คงจะเป็นนามปากกาที่เขียนแต่นิยายรักต่อไปค่ะ
เชื่อว่าการเขียนนิยายต้องเขียนจากเรื่องที่ตัวเองเชื่อก่อน...
เมื่อก่อนนึกอยากจะเขียนก็เขียน ไม่ค่อยคิดมาก แต่พอโตขึ้นเรื่องที่อยากส่งต่อให้นักอ่านต้องเป็นเรื่องที่ตัวเองเชื่อก่อนไม่งั้นเขียนไม่ออก หรือต่อให้เขียนออกเราก็จะไม่ค่อยชอบมันเท่าไรเพราะเราไม่เชื่อไม่อิน เพราะงั้นความรักที่เราเอามาใส่ในงานเขียนต้องเป็นรูปแบบที่เราเคยผ่านมันมาแล้วจริงๆ หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นประเด็นที่เราสนใจและหมกมุ่นอยู่กับมันนานพอที่จะเกิดภาพชัดเจนในหัว ไอเดียหลักๆ จึงได้มาจากประสบการณ์ตรง รองลงมาก็หนังสือกับหนังที่มีจุดเชื่อมโยงกับชีวิตเรา อ่าน/ดูจบแล้วทิ้งอะไรบางอย่างไว้ในใจและทำให้เราต้องเก็บไปคิดต่อ อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือประสบการณ์จริงของคนใกล้ตัว แรกๆ เราคิดว่าเป็นเพราะเราเป็นผู้ฟังที่ดีเลยดึงดูดผู้พูดเข้ามาเยอะ มันเหมือนกับมีคนมานั่งอ่านหนังสือให้ฟัง ถ้าคนเล่าใส่อารมณ์มากหน่อยเราก็เห็นภาพเป็นฉากๆ เหมือนได้ดูหนังที่นำแสดงโดยคนใกล้ตัว เรื่องไหนที่ทำให้เราอินตามได้เยอะๆ ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจในงานเขียนค่ะ
เชื่อว่านิยายที่เขียนมีส่วนหนึ่งมาจากตัวตนของนักเขียน…
ตอนที่เราบังเอิญเศร้ากับความสัมพันธ์เบลอๆ พร้อมกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เราอยากเขียนถึงความรักที่มันไม่ชัดเจนดูสักครั้ง เราเปิดเรื่องนี้ด้วยจดหมายลูกโซ่ชื่อ ‘ตำนานสุขวันศุกร์’ เงื่อนไขต่างๆ ในจดหมายเป็นไอเดียฉับพลันที่ผุดขึ้นมาระหว่างเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด พอถึงบ้านปุ๊บก็รีบเปิดโน้ตบุ๊กเขียนทันที และเนื่องจากบ้านเราอยู่ใกล้กับโรงเรียนมัธยม ตัวละครในเรื่องจึงได้รับแรงบันดาลใจมาจากน้องๆ ที่เดินผ่านหน้าบ้าน เราเชื่อว่ารักครั้งแรกของหลายๆ คนที่เกิดขึ้นในวัยนี้ ต้องมีโมเมนต์อึดอัดๆ ทำตัวไม่ถูกแน่ๆ ทำให้นึกถึงคำว่า Awkward พอลองเอาลงเด็กดีก็มีนักอ่านชอบมาก แถมยังมีนักเขียนคนหนึ่งมาคอมเม้นต์ชม เราเลยมีพลังใจเขียนต่อไปเรื่อยๆ ก่อนจะหมดไฟแล้วพับโครงการเก็บไป กว่าจะได้กลับมาเขียนต่อจนจบก็ทิ้งไปนานหลายปีเลยค่ะ
เรื่องนี้เขียนขึ้นจากความคิดถึงชีวิตมัธยมของตัวเอง มันมีเรื่องแปลกๆ สมัยม.ต้นที่โรงเรียนเราผลิตเป้ไม่ได้มาตรฐานออกมา ทำให้สีตก จากสีดำกลายเป็นสีน้ำตาลแดงเหมือนสีสนิม ใครๆ ก็บ่นเรื่องนี้จนโรงเรียนต้องมีนโยบายให้นักเรียนไปแลกคืนได้ฟรี แต่เราไม่คิดว่ามันน่าเกลียดอะไรบวกกับขี้เกียจไปแลกคืนก็เลยใช้ ‘เป้สนิม’ ใบนั้นต่อไปเป็นปีๆ เพื่อนล้อก็ไม่รู้จักอาย นึกถึงทีไรก็เผลอยิ้มออกมาทุกที เลยเอาเรื่องนี้มาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พระ-นางได้มาเจอกัน และด้วยความที่ปั้นพระเอกฮอตๆ มาเยอะแล้ว ครั้งนี้เลยอยากนำเสนอพระเอกที่ ‘แสนธรรมดา’ ดูบ้าง กลายเป็นที่มาของชื่อเรื่อง Ordinary Sky ค่ะ
เราเป็นแฟนบอลคนหนึ่งที่มองว่าฟุตบอลเป็นกีฬาของทุกเพศทุกวัย แต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมักจะมีคนรอบข้างบอกว่ามันเป็นกีฬาสำหรับผู้ชายเท่านั้นหรือผู้ชายที่ไม่ดูบอลเป็นตัวประหลาด เราก็รู้สึกหงุดหงิดเบาๆ เลยอยากปั้นนางเอกที่บ้าฟุตบอลสุดๆ กับพระเอกที่ไม่อินกับกีฬาชนิดนี้เลยขึ้นมาเพื่อลบล้างความคิดเหล่านั้น แต่ก็ยังไม่มีพล็อตดีๆ จนกระทั่งคืนหนึ่งที่เราเชียร์บอลกับพี่ชายแล้วแหกปากกันดังมากเพราะทีมรักได้แชมป์ มันก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่านางเอกควรมีพี่ชายบ้าๆ ที่ชอบพาเพื่อนมาดูบอลที่บ้านเยอะๆ หนึ่งในนั้นให้มีพระเอกรวมอยู่ด้วย หลายคนสงสัยว่าพระเอกไม่อินกับฟุตบอลแล้วมาดูบอลทำไม อันนี้ต้องไปหาคำตอบกันเอาเองนะคะ บอกได้คำเดียวว่า…พระเอกน่ารักมาก!

เชื่อว่ายอดวิวไม่กระทบกับการเขียนนิยาย...
ถ้าเทียบกับนิยายดังๆ แล้วยอดวิวนิยายของเราจะถือว่าน้อยมากๆ เพิ่งเคยแตะหลักหมื่นแค่เรื่องเดียวแถมยังใช้เวลานานเป็นปีๆ เลยด้วย แต่เพราะตั้งแต่เรื่องแรกมาจนถึงเรื่องล่าสุดยอดวิวก็คงที่อยู่ในระดับนี้ตลอด เราเลยไม่ได้คาดหวังว่ามันจะพุ่งสูงมากไปกว่านี้ มีบ้างบางช่วงที่เราเผลอกดดันตัวเอง อยากทำให้นิยายแต่ละตอนมันดีขึ้นๆ ซึ่งเราก็ต้องเอายอดวิวกับยอดหัวใจรายตอนมาเทียบแข่งกัน ตอนไหนที่เรามั่นใจว่าสนุกมากๆ แต่ยอดพวกนั้นดันลดลงจากตอนก่อนๆ เราก็แอบเฟลอยู่เหมือนกัน แต่ก็เฟลไม่นานและไม่เคยถึงขั้นไม่อยากเขียนต่อให้จบ ตัวเลขพวกนี้เลยไม่กระทบงานเขียนของเราในระยะยาวสักเท่าไร
ฟีดแบ็กที่เราได้รับ สำหรับคนอื่นอาจเรียกว่าน้อยนิด แต่ในความรู้สึกของนักเขียนตัวเล็กๆ ที่ชอบเขียนอะไรธรรมดาๆ อย่างเรา เราถือว่าเยอะมากแล้วนะ อาจเพราะเราเริ่มต้นเขียนโดยที่รู้อยู่แล้วว่าแนวนี้ไม่ค่อยมีคนอ่านกัน เราจึงไม่ได้คาดหวังฟีดแบ็กแบบถล่มทลาย อย่างตอนลง Ordinary Sky จบ มีนักอ่านติดตามไม่ถึงร้อย ยอดวิวน่าจะอยู่ที่พันสองพัน เราก็โอเคกับมันนะ สามเรื่องที่ผ่านมาก็อยู่ในระดับที่เราพอใจทั้งหมดเลยค่ะ เป็นความ ‘น้อยแต่มาก’ สำหรับเราล่ะมั้ง ถ้าในอนาคตได้รับฟีดแบ็กมากกว่านี้จะถือว่าโชคดี ถ้าคงที่หรือลดลงนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่เป็นไรเลยค่ะ สบายมาก
แต่ใช่ว่าเราจะไม่ให้ความสำคัญกับฟีดแบ็กเลยนะคะ เราก็เหมือนนักเขียนหลายๆ คนที่อยากได้คอมเมนต์จากนักอ่านนั่นแหละ ยิ่งสามเรื่องล่าสุดเราเจอแต่นักอ่านใจดี พิมพ์คอมเม้นต์ยาวๆ เราก็ยิ่งเสพติดคอมเม้นต์ เพราะงั้นส่วนที่กระทบงานเขียนมากกว่ายอดวิว จริงๆ ก็คือการที่นักอ่านสายเม้นต์ขาประจำหายเงียบไป เวลาเขียนนิยายเราต้องนั่งเขียนเงียบๆ คนเดียวไม่งั้นเขียนไม่ออก บ่อยครั้งมันก็แอบรู้สึกอ้างว้างชนิดที่การหนีไปวาดรูปเล่นก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเวลาวาดเราก็ต้องวาดในที่เงียบๆ เหมือนกัน การได้อ่านและตอบคอมเม้นต์นักอ่านจึงเป็นช่วงเวลาคลายเหงาที่แท้จริงสำหรับเรา เหมือนมีเพื่อนมานั่งคุยกันเรื่องนิยาย ถ้าพวกเขาหายไปเราก็ไม่รู้จะคุยกับใครดี แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังโชคดีที่นักอ่านของเราไม่ได้หายไปพร้อมกันหมด เราเลยได้รับกำลังใจสม่ำเสมอไม่เคยขาด เรื่องไหนที่เราเขียนไปลงไป นักอ่านคือเพื่อนร่วมทางคนสำคัญที่ช่วยให้เราเขียนต่อเนื่องไปจนจบ บางครั้งก็ทำให้เราเขียนนิยายเร็วขึ้นด้วย ต้องขอบคุณพวกเขาจริงๆ ค่ะ
เชื่อว่ายังมีนักอ่านที่ชอบนิยายรักชายหญิงใสๆ อยู่...
เรายังเชื่อมั่นว่านักอ่านนิยายชายหญิงในเด็กดีมีเยอะนะคะ แต่ขณะเดียวกันนักเขียนก็น่าจะเยอะขึ้นเหมือนกันเลยต้องแบ่งๆ คนอ่านกันไป ส่วนแนวรักใสๆ นั้น…ต้องถามก่อนว่าใสๆ คืออะไร ถ้าหมายถึงแนวที่เราเขียนอยู่ แบบที่ตัวละครอยู่ในวัยมัธยมจนจบเรื่อง เราขอไม่ปฏิเสธแล้วกันว่าเราเองก็คิดว่านักอ่านสายนี้มีน้อยมากจริงๆ แต่จะให้เทียบจากฟีดแบ็กที่เราได้รับอย่างเดียวก็ไม่ได้ ความจริงมันอาจจะมีนิยายใสกิ๊งที่ฟีดแบ็กท้วมท้นอยู่ในเด็กดีก็ได้ แต่เราไม่เคยเจอก็เท่านั้น เพราะเหตุนี้เราเลยพยายามมองในแง่ดีว่าความบังเอิญยังไม่ทำงานกับนิยายของเรามากกว่า แล้วก็มีปัจจัยที่สำคัญมากๆ ในยุคนี้อย่างการโปรโมทด้วย อันนี้เราขอเทียบจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ช่วงที่เราลง Ordinary Sky จบ มีนักอ่านกดติดตามหลักสิบ ยอดวิวพันสองพัน แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่นิยายปิดตอนไปครึ่งหนึ่งแล้วเพราะติดสัญญากับสำนักพิมพ์ นักอ่านหลายคนคอมเม้นต์บอกว่าเพิ่งบังเอิญมาเจอเรื่องนี้ บางคนก็บอกว่าตามมาจากเพจสำนักพิมพ์ เราเลยเชื่อว่านักอ่านที่ชอบนิยายรักชายหญิงใสๆ ยังมีอยู่จำนวนหนึ่ง หรือแม้แต่คนที่ชอบอ่านดาร์กๆ เราว่าเขาก็อ่านแนวใสๆ ได้เหมือนกันถ้าเนื้อเรื่อง/สำนวนภาษามันถูกจริตเขาจริงๆ โลกการอ่านมันไม่มีกำแพงอยู่แล้ว เราเองอายุเยอะแล้วยังชอบอ่านหนังสือเด็กเลย
ในฐานะนักเขียนที่ถนัดแนวรักใสๆ เลยทำอะไรไม่ได้มากนอกจากตั้งใจเขียนต่อไป ขยันโปรโมทตัวเอง และขอให้ความบังเอิญพัดพานักอ่านมาเจอนิยายของเราบ่อยๆ เจอแล้วก็ขอให้เขาเปิดใจอ่าน อ่านแล้วก็ขอให้ประทับใจอ่านจนจบแล้วบอกต่อ เผื่อว่าในอนาคตแนวนี้จะฮิตกับเขาบ้าง
เชื่อว่านิยายเรื่องที่สองเขียนยากกว่านิยายเรื่องแรก...
นิยายเรื่องแรกที่เราเขียนจบและได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์แจ่มใส เป็นความสำเร็จก้าวแรกในวงการนักเขียนเลยก็ว่าได้ แต่มันก็เป็นแค่ก้าวสั้นๆ ก้าวเดียวจริงๆ เราว่าตอนนั้นเราได้ทุกอย่างมาด้วยความโชคดี เรียกว่าฟลุ๊กก็ว่าได้ เราไม่ใช่เด็กเล็กๆ ก็จริงแต่ถ้าวัดกันที่ประสบการณ์เขียน(ให้จบ) เราคงเป็นแค่หนูน้อยที่เพิ่งหัดเดิน และมันไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงเลยที่ว่าเรื่องที่สองเขียนยากกว่าเรื่องแรก
จำได้ว่าเราพยายามเขียนอยู่หลายเรื่องมาก ไหดองทะลักล้นแต่ก็ไม่รอดสักเรื่อง จนมาถึงเรื่อง Guy Best Friend ที่มีนักอ่านในเด็กดีอ่านเยอะจนเรามั่นใจว่ามันใช่ เราก็รีบส่งให้บ.ก.พิจารณาทั้งที่ยังเขียนไม่จบ แนบลิ้งก์เด็กดีให้เขาด้วยนะ ตลกมาก พอมันไม่ผ่านก็นอยด์หนักและเสียความมั่นใจไปเยอะ หลังจากนั้นก็พักงานเขียนไปเลยยาวๆ หลายปี ระหว่างนั้นก็เรียน เที่ยว ติ่งนักร้องเกาหลี วาดรูปไปตามประสา พอถึงจุดจุดหนึ่งที่เราลืมความผิดหวังไปแล้ว เราก็นึกอยากกลับมาเขียนอีกครั้ง โดยตั้งเป้าว่าต้องตีพิมพ์กับเเจ่มใสให้ได้ก็เลยเขียนภาคต่อของเล่มแรก ชื่อ ‘Why Flower’ แต่ด้วยความที่ทิ้งไปนานมันเลยฝืดๆ ฝืนๆ กว่าจะจบเรื่องได้ก็เสียเวลาไปหลายปี พอส่งต้นฉบับไปก็เหมือนกับนักเขียนหลายๆ คนที่นิยายโดนสำนักพิมพ์ปฏิเสธมากกว่าตอบรับ แต่ในความคัดโหดของแจ่มใสก็ยังมีความใจดีอันเป็นเอกลักษณ์ประจำกอง คือบ.ก.จะเปิดเมลล์ด้วยคำชมสร้างขวัญกำลังใจแล้วค่อยสับนิ่มๆ ด้วยคำว่า ‘ไม่ผ่านพิจารณาค่ะ’ พร้อมบอกเหตุผลมาทุกครั้งว่าไม่ผ่านเพราะอะไร ต้องแก้ตรงไหนบ้าง ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับความอดทนกับความขยันของเราแล้วว่าจะแก้ตามที่เขาแนะนำมาได้หรือเปล่า ซึ่งเราก็แก้ไปสองสามครั้ง พอรู้ตัวมันไปต่อไม่ไหวจริงๆ ก็ยอมแพ้ เรื่องที่สองเลยไม่ถึงฝั่งฝันที่ตั้งไว้ เราเสียใจมากยิ่งกว่าครั้งไหนๆ จนพาลเกลียดนิยายตัวเอง แถมคิดติดลบไปไกลว่าตัวเองคงเขียนนิยายไม่ได้อีกแล้ว ทั้งที่ความจริงคือเราเขียนได้ เขียนจบ แต่แค่ไม่ได้ตีพิมพ์เท่านั้นเอง
หลังจากที่ดึงสติกลับมาได้เราก็เอา Why Flower ไปแพ็กขายในเด็กดี พอมันขายได้แถมมีนักอ่านมาคอมเม้นต์ชมสภาพจิตใจเราก็ค่อยๆ ดีขึ้น จากนั้นไม่นานเราก็เริ่มขุดนิยายที่เคยเขียนค้างไว้มาเขียนต่อ คือเรื่อง Awkward Love ซึ่งใช้เวลาไม่นานเท่าไรเพราะมีเพื่อนนักเขียนอีกคนหนึ่งช่วยอ่านและให้กำลังใจจนเขียนจบ แต่ช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดคือการรอผลพิจารณา 3 เดือน นานจนท้อและเกือบถอดใจไปแล้ว โชคดีที่หลังจากเมลล์ไปทวงถามไม่นาน ผลพิจารณาก็ถูกส่งกลับมา เราโดนติเยอะมากแต่เพราะรักนิยายเรื่องนี้มากเช่นกันก็เลยฮึดสู้ต่อ แก้ตามที่บ.ก.แนะนำมาจนกระทั่งผ่านพิจารณา รวมแล้วแก้แค่ 2 รอบก็จริงแต่ระยะเวลาที่รอผลนิยายเรื่องนี้เกือบครึ่งปีแหนะ วันแรกที่นิยายเล่มแรกวางแผงห่างจากเล่มที่สองถึง 5 ปี เป็นเส้นทางที่ยาวนานและไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบจริงๆ ค่ะ

Ordinary Sky หนึ่งรักเคียงกายนายแสนดี และ AWKWARD LOVE บอกให้ชัดใช่รักหรือเปล่า
นิยายทั้งสองเรื่องที่ตีพิมพ์ห่างจากเรื่องแรกนานถึง 5 ปี
เชื่อว่าการได้ตีพิมพ์ผลงานไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จ...
เมื่อก่อนเรามีเป้าหมายหลักว่าต้องได้ตีพิมพ์กับแจ่มใส มันเลยมีช่วงหนึ่งที่เราพยายามเขียนให้เป็นแจ่มใสที่สุด แล้วเราก็ทำได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง ตันจนเขียนไม่จบบ้างล่ะ เขียนจบแต่ไม่ผ่านบ้างล่ะ ทุกครั้งที่ได้เมลล์แจ้งว่า ‘นิยายไม่ผ่าน’ ใจมันจะเหลวเป๋วเหมือนน้ำจนบางครั้งเราก็หมดความภูมิในผลงานไปเลยดื้อๆ แต่พอเราโตขึ้นและเริ่มค้นพบสไตล์ที่เราถนัด แม้จะไม่ใช่แนวที่ตลาดหรือสำนักพิมพ์นิยม แต่มันก็ช่วยให้เราเขียนนิยายได้อย่างไหลลื่น เขียนอย่างมีความสุขเพราะได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะได้ตีพิมพ์หรือไม่ มีคนคลิ๊กเข้าอ่านมากหรือน้อย เราก็จะรู้สึกภูมิใจในผลงานของตัวเองอยู่เสมอ
ที่อยากบอกเพื่อนนักเขียนชาวเด็กดีทุกคนก็คือ…ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ แต่ก็ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม ถ้าเป้าหมายที่เราตั้งไว้มันสำคัญกับเราจริงๆ เวลาเจออุปสรรคก็อย่าเพิ่งยอมแพ้ ลองหาหนทางที่เหมาะสมกับตัวเราที่สุดแล้วสู้กับมันสักสี่ห้ายกก่อน เผื่อว่าเราจะชนะในยกที่หก แต่ในขณะที่กำลังต่อสู้อยู่ก็อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป เป็นนักเขียนก็แค่ต้องเขียนให้จบ แต่ไม่จำเป็นต้องดังเปรี้ยงปร้างหรือต้องออกเล่มกับสำนักพิมพ์ก็ได้ ถ้าได้ก็ถือเป็นกำไรชีวิต ที่สำคัญคือถ้าวันหนึ่งสิ่งที่วาดหวังไม่เป็นอย่างที่คิด เสียใจได้ เฟลได้ แต่ห้ามเอาอารมณ์พวกนั้นมาพาลดูถูกความสามารถกับผลงานของตัวเองอย่างที่เราเคยทำเด็ดขาด
นักเขียนที่ดีควรภูมิใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มต้นเขียนด้วยซ้ำ และถ้าอุตส่าห์เขียนจนจบเรื่องแล้วก็ยิ่งต้องรักงานเขียนของเราให้มากๆ อย่าให้ฟีดแบ็กที่น้อยกว่าคนอื่นหรือคำปฏิเสธของสำนักพิมพ์มาลดทอนคุณค่าของผลงาน จริงๆ เราก็อยากแหละ อยากดัง อยากตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ที่ชอบ แต่พอผ่านอะไรๆ มาได้ถึงทุกวันนี้ก็พบว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จบนเส้นทางนักเขียน ยิ่งยุคนี้มีพื้นที่ให้ขายนิยายออนไลน์ ขายรายตอน แถมการทำมือเองก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เมื่อไรที่เพื่อนนักเขียนผิดหวังจากสำนักพิมพ์ก็ไม่เป็นไร ยังไงก็ยังมีช่องทางเหล่านี้เป็นเบาะกันกระแทกอยู่ ขอแค่อย่าท้อแท้ เขียนให้จบและรักผลงานของตัวเองมากๆ ก็พอค่ะ
เชื่อว่าจะมีวันที่เซเซ่จูงมือเรากลับมาในที่ของเราอีกครั้ง
ช่วงหนึ่งเราลืมไปเลยว่าตัวเองชอบทำอะไรหรือทำอะไรแล้วมีความสุขจริงๆ จำได้ว่ามีปีหนึ่งที่เราไม่ได้อ่านหนังสือเลยสักเล่ม ไม่เว้นแม้แต่หนังสือการ์ตูน จู่ๆ ก็กลายเป็นคนที่ไม่โหยหาหนังสือเหมือนเมื่อก่อน เหมือนกับว่าตอนนั้นเราทำตัวตนหล่นหายไปแบบไม่รู้ตัว และคงหาไม่เจอแน่ๆ ถ้าไม่บังเอิญไปเจอ ‘ต้นส้มแสนรัก’ ในห้องสมุดของมหา’ลัย พออ่านจบเราก็เริ่มหลงรักการอ่านอีกครั้งและมันก็มีส่วนช่วยให้เรากลับมาเขียนนิยายอีกครั้งด้วย ทั้งที่มันเป็นแค่วรรณกรรมคลาสสิกเล่มบางๆ แต่กลับทรงพลังถึงขั้นสร้างจุดเปลี่ยนให้ชีวิตเรา ราวกับว่า ‘เซเซ่จูงมือเรากลับมาในที่ของเรา’ คิดถึงเรื่องนี้ทีไรเราจะรู้สึกขอบคุณหนังสือเล่มนั้นเสมอ พอเริ่มจริงจังกับงานเขียนก็เลยมีความฝันเล็กๆ ว่าอยากสร้างสรรค์งานดีๆ ที่มีความหมายกับชีวิตของใครสักคน แบบเดียวกับที่เรารู้สึกต่อต้นส้มแสนรักบ้าง
สำหรับเรา นักเขียนคือนักอยากเขียนที่ลงมือเขียนค่ะ จบไม่จบนี่อีกเรื่อง ส่วนเป้าหมายในระยะยาวคืออยากทำงานเขียน(คู่กับงานวาด)เป็นอาชีพหลักค่ะ
เชื่อว่าทุกคนมีผลงานตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ได้...
เป็นเพราะตอนที่เขียนจบเรื่องแรก เราได้ตีพิมพ์ทันที เมื่อก่อนเลยมีความคิดผิดๆ ฝังหัวว่านักเขียนต้องมีหนังสือเป็นรูปเล่มเท่านั้น เราเลยพยายามเขียนนิยายให้ผ่านเพื่อให้ได้ตีพิมพ์อีก ซึ่งเราก็มีความเชื่อแบบผิดๆ อีกว่าต้องเขียนให้เป็นอย่างที่สำนักพิมพ์ต้องการเท่านั้นถึงจะผ่าน เวลาเขียนนิยายจึงค่อนข้างกดดัน ไม่สนุก และไม่ค่อยเห็นคุณค่าในผลงานของตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราโตขึ้นและได้ค้นพบสไตล์ของตัวเอง เราก็สามารถลบความเชื่อแบบผิดๆ ออกไปและเริ่มเขียนนิยายอย่างมีความสุขมากขึ้น อย่างเรื่อง Ordinary Sky เราเขียนไปทั้งที่รู้ว่ามันไม่ใช่แนวตลาดและไม่ใช่แนวของแจ่มใสเลย แต่มันคือสิ่งที่ใจเราเรียกร้องให้เขียนที่สุด สุดท้ายพอทำด้วยใจเราก็ทำได้ตลอดรอดฝั่ง ผลลัพธ์ออกมาดี ตัวเองชอบ(มาก!) นักอ่านชอบ แล้วก็บังเอิญโชคดีมากๆ ที่บ.ก.ชอบด้วยก็เลยได้ตีพิมพ์ แม้กระแสตอบรับหลังวางแผงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันไม่ใช่แนวแจ่มใสเลยสักนิด แต่มันเป็นน้ำเสียงที่ดีนะ ซึ่งน่าจะแปลว่าแฟนคลับแจ่มใสหลายคนเปิดใจให้นิยายของเราเยอะพอสมควร
เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนเราว่าสำนักพิมพ์อาจมีแนวทางที่เป็นมาตรฐานของเขาอยู่ แต่ก็เปิดรับสไตล์ใหม่ๆ ด้วยเหมือนกันตราบใดที่มันไม่หลุดไปจากแนวนิยายของเขามากนัก สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักเขียนคือต้องเขียน โดยเริ่มต้นจากการเป็นตัวของตัวเองก่อน ไม่ผิดหรอกค่ะที่จะเลือกเขียนแนวที่กำลังเป็นที่นิยม แต่ ณ ขณะที่เขียนควรเขียนด้วยสไตล์ของตัวเอง จากนั้นก็ตั้งใจเขียนให้จบ พอมีต้นฉบับที่จบบริบูรณ์อยู่ในมืออะไรๆ ก็ง่ายไปหมด จะให้นิยายไปอยู่ตรงไหนก็สุดแล้วแต่เราจะเลือกเลยค่ะ ไม่ได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์นี้ ก็ลองส่งไปสำนักพิมพ์อื่นๆ หรือไม่ก็ตีพิมพ์เอง ทำแพ็กเกจขาย หรือถ้าใครเขียนไม่จบเดี๋ยวนี้ก็เปิดขายรายตอนได้แล้ว ช่องทางเยอะแยะไปหมด เพราะงั้นถ้ายังเขียนได้และอยากเขียนอยู่ก็เขียนต่อไปเรื่อยๆ นะคะ ยังไงก็ไม่สูญเปล่าหรอก

เชื่อว่ามีแพลนดีกว่าไม่มี...
ตอนต้นปีตั้งใจแค่ว่าจะเขียนนิยายให้จบสัก 2 เรื่อง เพิ่งจบเรื่องแรกไปเมื่อเดือนที่แล้ว ตอนนี้ก็กำลังเก็บข้อมูลเขียน ‘Ordinary Heart’ ซึ่งเป็นเรื่องของตัวละครจากเรื่อง ‘Ordinary Sky’ ค่ะ ตั้งใจให้เป็น Coming of Age หวานๆ ซึ้งๆ อย่างเต็มรูปแบบ แต่อาจจะสลับไปเขียน ‘เพื่อนคนหนึ่งของพี่ชาย ภาคมหาลัย’ ด้วยเพราะมีพล็อตแล้วและยังมูฟออนจากเฮียต๋า(พระเอก)ไม่ได้สักที
เรายังเป็นนักเขียนที่ชอบเขียนตามอารณ์อยู่ เลยไม่ค่อยมีแพลนแบบเป๊ะๆ ละเอียดๆ บางทีวางไว้แต่ทำไม่ได้ตามแพลนก็มี เอาเป็นว่าจะตั้งใจเขียนให้ดีที่สุดทุกเรื่อง ถ้าเขียนตุนได้จำนวนหนึ่งแล้วจะทยอยเอามาลงให้อ่านกันนะคะ ขอให้เราได้พบกันเร็วๆ นี้
เชื่อว่าเว็บเด็กดีคือเซฟโซนของนักเขียนและนักอ่าน
ก่อนอื่นต้องขอบคุณเว็บไซต์เด็กดีก่อน เพราะเราโตมากับเว็บนี้ ตอนแอดมิชชันก็มาพึ่งพาเว็บนี้ ตอนมีปัญหาชีวิตปัญหาหัวใจก็มาระบายเว็บนี้ พอผันมาเป็นนักเขียน นามปากกา Hameii ก็สิงอยู่แต่เว็บนี้มาโดยตลอด เหมือนที่นี่เป็นเซฟโซนที่เข้ามาเมื่อไรก็รู้สึกดี อบอุ่นใจ แถมยังทำให้เราได้เจอนักเขียนเก่งๆ กับนักอ่านที่น่ารักๆ อีกหลายคนด้วย
นักอ่านของเราคนไหนผ่านมาเจอและอ่านมาถึงตรงนี้ เราก็อยากบอกอีกครั้งว่าขอบคุณมากนะคะที่เปิดใจอ่านนิยายของ Hameii และคอยส่งพลังใจให้กันเสมอมา ส่วนใครที่ไม่เคยรู้จักนามปากกานี้มาก่อน ถ้าสนใจนิยายรักหวานใสอบอุ่นหัวใจก็ลองเข้าไปอ่านผลงานของเราได้นะ หรือถ้าอยากพูดคุยเกี่ยวกับงานเขียนงานวาดก็ทักมาได้เสมอนะคะ Twitter/IG: Hameii66 Facebook: Hameii
เชื่อว่าเรื่องราวที่ Hameii นำมาแบ่งปันกันในวันนี้ จะเป็นประสบการณ์และแรงบันดาลใจดีๆ ที่ช่วยให้นักอยากเขียนทุกคนที่มีความฝัน ได้มองเห็นแง่คิดจากการเขียนนิยาย ว่าท้ายที่สุดแล้ว การเป็นนักเขียนอาจไม่ได้หมายถึงการมีหนังสือตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ หรือมีหนังสือวางขายตามร้านหนังสือเท่านั้น แต่การเป็นนักเขียนคือการรับผิดชอบต่อตัวเอง รับผิดชอบต่อคนอ่านด้วยการแต่งนิยายให้จบ และเห็นคุณค่าของนิยายที่เราเขียน แม้ว่านิยายของเราจะไม่ได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ แต่เราก็สามารถสร้างโอกาสให้ตัวเอง ด้วยการเปิดขายนิยายในช่องทางออนไลน์ได้
สุดท้ายนี้ พี่แนนนี่เพนขอยกคำพูดของฮะเหม่ยมาส่งท้ายถึงนักเขียนชาวเด็กดีทุกคนว่า “นักเขียนที่ดีควรภูมิใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มต้นเขียนด้วยซ้ำ และถ้าอุตส่าห์เขียนจนจบเรื่องแล้วก็ยิ่งต้องรักงานเขียนของเราให้มากๆ อย่าให้ฟีดแบ็กที่น้อยกว่าคนอื่นหรือคำปฏิเสธของสำนักพิมพ์มาลดทอนคุณค่าของผลงานได้” ฉะนั้น มาเริ่มลงมือเขียนนิยาย และศึกษาการขายไปพร้อมๆ กันได้ที่ลิงก์นี้เลยค่ะ : bit.ly/writer-howto
พี่แนนนี่เพน
อ่านนิยายของ Hameii


3 ความคิดเห็น
ขอบคุณเด็กดีกับคุณแนนนี่มากๆ ค่ะ >w<
อ่านบทสัมภาษณ์นี้แล้วยิ่งปลื้มคุณมากขึ้นอีก ส่งใจให้นะ นิยายน่ารักมากๆ ค่ะ/ ร เรือในมหาสมุทเอง
สำนักพิมพ์ไม่อาจทำร้ายคุณได้อีกต่อไปหลังจากคุณแพ็คนิยายขายได้แค่กๆ ไม่เคยอ่านนิยายแจ่มใสเลยเพราะมีภาพจำในหัวว่ามันไม่สนุก(แรกพบของเราคือนางเอกงี่เง่าจนพี่ปวดหมอง)แต่จะลองตามไปอ่านดูน้าาา
สู้ๆครับ