/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

9 เรื่องนี้ อยากให้นักเขียนวัยรุ่นทุกคนอ่าน []

วิว

9 เรื่องนี้ อยากให้นักเขียนวัยรุ่นทุกคนอ่าน  

ในฐานะที่แอดมินก็เคยเป็นนักเขียนวัยรุ่นมาเหมือนกัน และคิดว่าในเด็กดีมีนักเขียนวัยรุ่นอยู่เป็นจำนวนมาก ก็เลยอยากจะชวนทุกคนมาพูดประเด็นนี้ร่วมกัน เพื่อจะได้ลองนำเอาข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และพิจารณาปรับใช้กับตัวเองเพิ่มเติม เชื่อว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อทุกคนบ้างไม่มากก็น้อย  

 

ข่าวร้าย : ฝีมือการเขียนของคุณยังไม่จัดว่าดี

ฟังแล้วอย่าเพิ่งทำหน้าไม่เห็นด้วย เวลาแอดมินอ่านผลงานเก่าๆ ของตัวเอง ก็ขำเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน คือมันมีอะไรขาดๆ เกินๆ ที่เราเองก็ไมรู้หรอก เพราะว่าเราเขียนเอง เราก็คิดว่ามันดีแล้ว สุดยอดแล้ว  ซึ่งเหตุผลที่ผลงานของเรายังไม่จัดว่าดี ก็มีดังนี้

  • เรายังอายุน้อย อายุน้อยๆ มีข้อดีหลายอย่างนะ อย่างหนึ่งก็คือร่างกายแข็งแรง ไม่หลับไม่นอน นั่งเขียนทั้งวันทั้งคืนก็ได้ แถมยังมีไอเดียใหม่ๆ มีความกล้าด้วย แต่ว่า... ข้อที่น่าเป็นห่วงคือ นักเขียนอายุน้อยมักมีปัญหาหลักคือภาษาและคำศัพท์ เรายังไม่สามารถใช้ภาษาได้หลากหลาย เพราะเราอ่านน้อยกว่านักเขียนรุ่นพี่ นอกจากนี้ การหาตัวเองให้เจอก็เป็นเรื่องยาก นักเขียนอายุน้อยๆ ยังอยู่ในช่วงค้นหา ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร และไม่รู้ว่าควรถ่ายทอดงานเขียนออกมาแบบไหน หลายครั้ง นักเขียนอายุน้อยมีปัญหากับการเขียนฉากที่ต้องใช้อารมณ์ หรือต้องแสดงความรู้สึกต่างๆ เหตุผลเพราะว่าเราไม่เคยเจอเหตุการณ์พวกนั้น เราก็เลยไม่รู้ว่าควรจะบอกเล่าอย่างไร  
     
  • อิทธิพลจากงานเขียนของคนอื่น เราอาจไม่รู้ตัวหรอกในเรื่องนี้ แต่หลายครั้ง นักเขียนวัยรุ่นที่ยังค้นหาตัวตนไม่เจอ จะพบปัญหาเรื่องนี้ บางครั้ง เราอ่านงานเขียนของนักเขียนที่ชื่นชอบ นักเขียนในดวงใจ แล้วเราก็เผลอติดวิธีการเล่า สำนวนต่างๆ หรือสไตล์การเขียนของนักเขียนคนนั้นมาโดยไม่รู้ตัว ถ้าหากเราเป็นผู้ใหญ่พอ มีตัวตนของเราชัดเจนพอ ปัญหานี้ก็จะไม่เกิด แต่ถ้าเราไม่มีตัวตน เราก็จะเผลอติดมาได้ง่ายมาก ซึ่งก็ไม่ดีกับงานเขียนของเราเลย

ข่าวดี : เขียนไม่ดีตอนนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเขียนไม่ดีตลอดไป

เราเป็นนักเขียนวัยรุ่น ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ เพราะงั้นมันไม่แปลกที่เราจะยังสับสนหรือว่าทำอะไรผิดพลาด งานเขียนของเราอาจจะยังไม่ลงตัวเท่าไหร่นัก แต่ว่า... ในเมื่อเริ่มต้นได้เร็ว เราก็ยังมีโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองได้

งานเขียนเป็นเรื่องของการทำให้ผู้อ่านสนุกและเกิดอารมณ์ร่วม การใช้ภาษาที่เหมาะสม การเรียบเรียงประโยค ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวละครหรือสถานการณ์บางอย่าง มา เราเปรียบเทียบให้ฟังไหม งานเขียนก็เหมือนกับการเล่นกีฬา สมมติว่าคุณเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลก็ได้ คุณอาจจะเก่งในระดับหนึ่ง แต่จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้ไปแข่งทีมชาติ คำตอบก็คือน้อยมาก และ... ก็อย่างที่บอก นักกีฬาที่ยังอายุน้อย อาจจะเล่นดี มีพรสวรรค์ แต่พวกเขาก็ต้องการทักษะ และต้องการเวลาในการฝึกฝน เพื่อให้ฝีมือเฉียบขาด มั่นคงมากขึ้น ใช่หรือไม่

ระหว่างการเติบโต วัยที่เพิ่มมากขึ้น การได้พบประสบการณ์ใหม่ๆ มากขึ้น ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ก็จะสร้างตัวตน ทำให้คุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ ซึ่งแน่นอนว่ากระบวนการนี้ต้องใช้เวลา คุณอาจจะต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปว่าอะไรที่เหมาะกับคุณ อะไรที่ไม่เหมาะก็ตัดทิ้งไป ยิ่งเติบโตมากขึ้น คุณยิ่งจะได้ข้อมูลดีดีมาเขียนงาน และเมื่อเขียนงาน งานของคุณก็จะมีตัวตนมากขึ้น ตอนแรกๆ งานอาจไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่ยิ่งเขียนมากขึ้น ยิ่งฝึกฝน งานก็จะยิ่งชัดเจนและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ทุกอย่าง มันขึ้นอยู่กับตัวคุณเองน่ะแหละ ว่าจะเลือกเรียนรู้หรือไม่

ต้องเขียนทุกวันนะรู้ไหม

สำหรับเด็กๆ ยุคนี้ การเขียนทุกวันไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว เทคโนโลยีมากมาย จะเขียนที่ไหนได้หมด บนคอมพิวเตอร์ บนมือถือ ตัวช่วยเยอะแยะมากมาย ไม่เหมือนคนสมัยก่อน ต้องเขียนลงสมุดอย่างเดียว เป็นสิ่งที่ยากกว่าสมัยนี้มาก ข้อดีของการเขียนทุกวันคือ ได้ฝึกสมอง ทำให้เราได้พัฒนาฝีมือ แล้วยังเหมือนเป็นการฝึกวินัยด้วย รู้ไหมว่า การเรียบเรียงความคิด แล้วเขียนออกมาเป็นถ้อยคำ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถ้าเป็นไปได้ พยายามเขียนอะไรก็ได้ในทุกวัน เพื่อเป็นการฝึกตัวเองก็จะดีมากๆ  

นักเขียนอาจไม่ต้องตัดเกรด แต่วิชานี้ต้องการความใส่ใจยิ่งกว่าทุกวิชา

การเขียนนิยาย บางทีก็เหมือนการเรียนหนังสือนั่นแหละ และตัววัดเกรดของคุณก็คือ “ความเห็น” จากคนอ่านนั่นเอง หน้าที่ของคุณคือต้องสังเกตและคอยวิเคราะห์ดูว่า... แต่ละความเห็นที่ได้จากนักอ่านนั้น มีค่าหรือว่ามีความหมายมากแค่ไหน เราไม่ได้บอกให้เชื่อทุกความเห็นนะ แต่บอกให้คุณอ่าน “ทุก” ความเห็น แล้วก็นำมาคิดดูว่ามันให้อะไรกับคุณบ้าง ถ้าขยัน อาจจะจัดกลุ่มข้อมูล แล้วรวบรวมเอาไว้เป็นไฟล์ เพื่ออ่านทวน แต่... ข้อควรระวังคือ ต้องไม่ลืมเป้าหมายของตัวเองว่า... คุณเขียนหนังสือเพื่ออะไร พยายามเข้าใจนักอ่านว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่ก็ต้องเข้าใจตัวเองด้วยเหมือนกัน  

อ่านให้เยอะที่สุดเท่าที่จะอ่านได้ แม้ว่างานนั้นจะน่าเบื่อก็เถอะ

คุณบอกว่า งานน่าเบื่อแล้วจะให้อ่านไปทำไม คำตอบคือ ก็ให้อ่านจะได้รู้ว่ามันน่าเบื่อยังไงล่ะ งงไหม... อย่างง เราแค่จะบอกว่าอย่างน้อย หนังสือเล่มนั้นก็ขายได้ และงานที่ขายได้แปลว่ามันต้องมีดีอะไรสักอย่าง หน้าที่ของคุณคือ หาให้พบว่า... มันคืออะไร เพื่อประโยชน์ต่อตัวคุณเอง คิดง่ายๆ นะ งานที่คุณเห็นว่าน่าเบื่อยังตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มได้ ดังนั้น คุณก็มีโอกาสที่จะส่งงานดีๆ ออกมาเป็นเล่มได้เช่นเดียวกัน

เรารู้ว่าการอ่านงานที่น่าเบื่อเป็นเรื่องยาก เพราะคนส่วนใหญ่ก็อยากจะอ่านแต่งานที่ชอบ งานที่ไม่ชอบ มันยากมากที่จะอ่าน นักอ่านน่ะ ทำแบบนั้นได้ แต่นักเขียน เราไม่แนะนำนะ หน้าที่ของคุณคือต้องหาข้อมูลให้มากที่สุด สรุปง่ายๆ ก็คือ คุณสามารถเรียนรู้จากนักเขียนที่ไม่ชอบได้มากกว่าที่คิด สำหรับนักเขียนที่ชอบ เรารู้ว่าคุณเรียนรู้ได้อยู่แล้ว แต่ถ้านักเขียนที่ไม่ชอบ กลายเป็นประโยชน์สำหรับคุณเพิ่มเติม มันก็ถือว่าดีไม่ใช่หรือ

ต้องทำอย่างอื่นบ้าง นอกจากเขียนอย่างเดียว

เหตุผลก็คือ... นักเขียนส่วนใหญ่ ไม่อาจอยู่ได้ด้วยเงินค่าเขียนอย่างเดียว เพราะฉะนั้น คุณควรต้องหางานประจำทำไปด้วย เพื่อจะได้เงินมาจุนเจือตัวเอง และเหตุผลอีกข้อที่สำคัญมาก ก็คือ นักเขียนที่เขียนอย่างเดียว ไม่ได้ทำงานด้วย มักมีปัญหากับการเขียนให้สมจริง เพราะพวกเขาไม่รู้ การหาข้อมูลจากกูเกิ้ลหรืออ่านจากหนังสืออย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะสะท้อนโลกแห่งความเป็นจริง การเป็นนักเขียน หน้าที่ของคุณคือ เขียนความจริง หรือนำประสบการณ์ที่คุณพบเจอมาถ่ายทอดให้คนอ่านประทับใจ

ก็อย่างที่บอกน่ะแหละ หาประสบการณ์อื่นๆ บ้างอะไรบ้าง มันจะช่วยให้ชีวิตของคุณมีเรื่องราว และคุณก็สามารถนำเรื่องราวเหล่านี้มาถ่ายทอดลงในหนังสือได้ งานเขียนของคุณจะน่าอ่านและสมจริงมากขึ้น

เรียนรู้วงการหนังสือไว้บ้างก็ดี ทำความเข้าใจสำนักพิมพ์สักนิดก็ไม่เลวร้าย  

ถ้าอยากทำงานเขียนเป็นอาชีพ หรืออย่างน้อยๆ ก็อยากตีพิมพ์ผลงาน หรือได้เงินจากการเขียน ก็นั่นแหละ คุณต้องขายงานให้ได้ และถ้าอยากขายงานให้ได้ ก็ต้องทำความรู้จักสำนักพิมพ์ต่างๆ เอาไว้ด้วย ยิ่งเข้าใจและรู้จักธุรกิจสิ่งพิมพ์มากเท่าไหร่ คุณก็จะเข้าใจระบบการขายมากเท่านั้น และรู้ว่าต้องทำอย่างไร งานถึงจะขายได้ ได้ตีพิมพ์ สิ่งแรกที่ต้องรู้เลยคือ กลุ่มเป้าหมาย คุณต้องเลือกมาว่า... เขียนให้ใครอ่าน แล้วก็ต้องคิดแล้วหละว่า ถ้าจะตีพิมพ์เป็นเล่ม หนังสือของคุณเป็นงานเขียนแนวไหน เข้ากับสำนักพิมพ์ไหน เราแนะนำให้คุณศึกษาข้อมูลของแต่ละสำนักพิมพ์อย่างละเอียด ทำความเข้าใจว่า สำนักพิมพ์ไหนนำเสนอผลงานแนวไหน ตีพิมพ์ผลงานแนวไหน และสำนักพิมพ์ไหนที่เหมาะกับผลงานของคุณ จะได้เลือกส่งต้นฉบับได้ถูกที่ เช่น เขียนงานแนวรักหวานแหวว ควรส่งต้นฉบับกับที่ไหน เขียนงานแฟนตาซี ควรส่งต้นฉบับให้ที่ไหน งานแนวรักผู้ใหญ่ กับที่ไหน เรื่องแบบนี้ คุณควรต้องเรียนรู้เอาไว้

เตรียมใจรับการปฏิเสธไว้ด้วย

เวลาส่งผลงานให้สำนักพิมพ์อ่าน ก็ต้องเตรียมใจไว้ส่วนหนึ่งว่า... พวกเขาอาจปฏิเสธ ไม่รับผลงานของคุณ ถามว่าเพราะอะไร ก็เพราะกระบวนการมันเป็นอย่างนั้นยังไงล่ะ มันต้องมีงานที่ผ่านและงานที่ไม่ผ่านอยู่แล้ว สำนักพิมพ์ไม่อาจรับงานทุกเล่ม และแม้คุณจะคิดว่างานของตัวเองดีมาก แต่... การลงทุนกับนักเขียนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จำไว้เสมอว่า... สำนักพิมพ์สนใจอยากได้งานอยู่แล้ว แต่ถ้าพวกเขาปฏิเสธ นั่นอาจหมายความว่างานของคุณไม่ดีพอ หรือไม่เหมาะสมกับพวกเขา    

เรารู้ว่าการถูกปฏิเสธเป็นเรื่องเจ็บปวด และมันก็เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่... ถ้าฉลาดพอ คุณควรใช้ประโยชน์จากการถูกปฏิเสธ ด้วยการอ่านคำวิจารณ์จากบรรณาธิการ แล้วนำมาปรับใช้กับงานเขียนของคุณ อย่าหยุดเขียนแค่เพราะโดนปฏิเสธ เพราะนั่นหมายถึงการตัดโอกาสในชีวิต

สู้ต่อไป อย่างเงียบๆ และอดทน แล้วสักวันจะเป็นวันของเรา

การเป็นนักเขียนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความอดทนและความพยายามสูงมาก และค่าตอบแทนก็ไม่ได้สูงส่งอะไรเลย ที่สำคัญ งานเขียนต้องใช้เวลานาน กว่าที่จะประสบความสำเร็จได้ และแม้ว่าคุณจะได้ตีพิมพ์ผลงานเป็นเล่มแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณประสบความสำเร็จจริงๆ แต่คุณต้องเรียนรู้และแก้ไขสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ การจะเขียนงานดีๆ ได้ ต้องอาศัยเวลาและอดทน ซึ่งนักเขียนวัยรุ่นหลายคน ไม่มีคุณสมบัติข้อนี้ (พูดจริงๆ แล้ว นักเขียนผู้ใหญ่บางคนยังไม่มีเลย) ดังนั้น จำไว้เสมอว่า... ถ้าอยากเป็นนักเขียน ต้องใจเย็นๆ แล้วก็คอยสังเกต คอยอ่านงานของคนอื่นๆ และเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ อย่าเพิ่งไปคิดว่าสักวัน เราจะได้รางวัลหรูหราอะไรสักอย่าง แต่คิดว่าแค่ว่า... จะเขียนงานที่ดีขึ้นในทุกวัน แค่นี้ก็มากพอแล้ว จำไว้นะ หนังสือหนึ่งเล่ม ไม่ได้ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ว่า... ต้องอดทน ต้องพยายาม และต้องต่อสู้หนักมาก

 

ถ้าอยากเป็นนักเขียน แอดมินขอสรุปปิดจบเลยว่า “พยายามเข้านะทุกคน”  

ทีมงานนักเขียนเด็กดี  

 

 

 

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=writer_team

ทีมงาน writer - ผู้เขียน

ทีมงาน writer

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #นักเขียนหน้าใหม่ #มือใหม่หัดเขียน #อยากเขียนนิยาย #อยากเป็นนักเขียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จำไว้เสมอว่า... ถ้าอยากเป็นนักเขียน ต้องใจเย็นๆ แล้วก็คอยสังเกต คอยอ่านงานของคนอื่นๆ และเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ อย่าเพิ่งไปคิดว่าสักวัน เราจะได้รางวัลหรูหราอะไรสักอย่าง แต่คิดว่าแค่ว่า... จะเขียนงานที่ดีขึ้นในทุกวัน แค่นี้ก็มากพอแล้ว จำไว้นะ หนังสือหนึ่งเล่ม ไม่ได้ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ว่า... ต้องอดทน ต้องพยายาม และต้องต่อสู้หนักมาก



      ถ้าอยากเป็นนักเขียน แอดมินขอสรุปปิดจบเลยว่า “พยายามเข้านะทุกคน”





      แม้ช่วงวัย รุ่นๆ จะผันผ่าน... แต่ เพียงแค่อ่าน...คำแนะนำทั้ง 9 ข้อนี้ แต่ก็ทำให้มีพลัง เกิดเป็นแรงบันดาลใจ เป็นแรงผลักดัน...เพื่อการเขียน ให้กับคนที่รักการเขียน ได้เป็นอย่างดีค่ะ


      ขอบคุณทีมงาน ในการแนะนำเทคนิคดีๆ เพื่อการสร้างสรรค์ สำหรับงานเขียนต่อไป...ค่ะ


      https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-02.png


      ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป