นิยายรักมีเสน่ห์ตรงไหน มาหาคำตอบจาก อุณหภูมิปกติ  เจ้าของผลงาน "ตราบฟ้ามีตะวัน"

 นิยายรักมีเสน่ห์ตรงไหน มาหาคำตอบจาก "อุณหภูมิปกติ " 
เจ้าของผลงาน "ตราบฟ้ามีตะวัน"  

เคยถามตัวเองกันไหม อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราหลงรักการอ่านนิยาย แล้วนิยายแนวที่เราอ่านอยู่ในปัจจุบันมีเสน่ห์ที่ตรงไหน เหตุไฉนเราจึงติดงอมแงม มูฟออนไม่ได้สักที ซึ่งพี่หญิงเชื่อว่าหลายคนคงจะมีคำตอบในใจแตกต่างกันไป แต่สำหรับ “อุณหภูมิปกติ” นักเขียนที่มาสัมภาษณ์กับเราในวันนี้ได้บอกกับพี่หญิงไว้ว่า เธอชอบ “นิยายรัก” มากที่สุด เพราะความสัมพันธ์ที่มี “ความรัก” เป็นตัวแปรทำให้อินกับโลกของนิยายได้ง่ายกว่านิยายแนวอื่นๆ

ซึ่งมันก็อาจเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ที่ทำให้งานของ “อุณหภูมิปกติ” เป็นนิยายที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของคนสองคนมากๆ กว่าที่พระนางจะลงเอยกับได้ บอกไว้ตรงนี้เลยว่า… ไม่ง่าย! ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ คู่พระนางจากเรื่อง “ตราบฟ้ามีตะวัน” นิยายที่กำลังเป็นละครอยู่ได้ขนาดนี้นี่ล่ะ ที่อ่านแล้วหลายคนพร้อมใจกันลงความเห็นว่า หนักหน่วง บีบคั้น หัวใจชวนน้ำตาคลอ ซึ่งทำไมผลจึงออกมาเป็นแบบนี้ เราไปฟังจากปากของ อุณหภูมิปกติ กันด้านล่างนี้เลย

นักเขียนนามปากกา อุณหภูมิปกติ
นักเขียนนามปากกา อุณหภูมิปกติ

สวัสดีค่ะ อุณหภูมิปกติ นะคะ ชื่อเล่นๆ ว่า เบนซ์​ ค่ะ งานเขียนเล่มแรกตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ เป็นเรื่องที่ลงให้อ่านจนจบในเด็กดีด้วย ชื่อว่า “หัวใจพ่ายรัก กับดักตะวัน” นับจากตอนนั้นถึงวันนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นนักเขียนมา 4 ปีกว่าแล้วค่ะ 

นามปากกา  อุณหภูมิปกติ เป็นคำพูดของตัวการ์ตูนตัวหนึ่งที่ชอบมาก คือเรื่อง ชินจังจอมแก่น อ่านเจอในหนังสือการ์ตูน เสียดายมากๆ เลยค่ะ ตอนนี้หาไม่เจอแล้วว่าอยู่ในเล่มไหน คำว่า “อุณหภูมิปกติ”​ ให้ความรู้สึกดี สบายๆ ไม่ร้อนไม่หนาว แล้วก็ไม่เป็นไข้ค่ะ 555+ อยากให้งานเขียนของนามปากกานี้เป็นความสบายใจของนักอ่านทุกๆ คนด้วยค่ะ (หวังว่านะคะ พอเอาเข้าจริง นักอ่านมักจะหัวร้อนกับพระเอกทุกทีเลย เรียกว่าอุณหภูมิเดือดเลยดีกว่า)​

อุณหภูมิปกติ เริ่มต้นเหมือนนักเขียนหลายๆ คนค่ะ คือเริ่มจากการอ่าน พออ่านนิยายมากๆ แล้วอยากลองเขียนพล็อตเองบ้าง ทำให้เขียนงานชิ้นแรกออกมาตอนมัธยมปลาย แต่ด้วยเพราะที่บ้านไม่สนับสนุน เลยล้มเลิกไป มาเขียนจริงจังลงเด็กดีเมื่อสี่ปีก่อน ได้กระแสตอบรับดีมากจนได้รับการตีพิมพ์ จากนั้นก็เขียนเรื่อยมาค่ะ 

เส้นทางนักเขียนยากที่สุดคือ การยอมรับ

สิ่งที่ยากในเส้นทางนักเขียนคือการยอมรับจากครอบครัวหรือคนรอบข้าง นักเขียนหลายคนคงจะเคยเจอการต่อต้านจากบุคคลใกล้ตัวที่มองว่าการเขียนนิยายเป็นเรื่องไร้สาระใช่มั้ยคะ และเราไม่สามารถเปลี่ยนความคิดเขาได้จนกว่าเราจะก้าวเข้าไปถึงจุดที่หนังสือได้ตีพิมพ์ และวางขายในร้านหนังสือ

จุดเด่นหรือเอกลักษณ์ของนามปากกาอุณหภูมิปกตินั้นตัวนักเขียนเองไม่เคยวิเคราะห์จริงๆ จังๆ เลยค่ะ แต่เท่าที่อ่านคำวิจารณ์ หลายเสียงบอกว่าเป็นนักเขียน ‘สายหน่วง’ 555 ประมาณว่ามีดราม่าเบาๆ พอน้ำตาซึม ไม่ถึงกับฟูมฟายอะไรประมาณนั้นค่ะ

 “นิยายรัก” มีเสน่ห์ที่ตรงไหน ตอบในฐานะนักอ่านแล้วกันนะคะ นิยายที่สนุกสำหรับเบนซ์คือนิยายรักค่ะ ความสัมพันธ์ที่มีความรักเป็นตัวแปรทำให้เราสามารถเข้าไปอยู่ในโลกของมันได้ง่ายกว่านิยายประเภทอื่น ซึ่งท่านอื่นอาจจะชอบนิยายแนวอื่นก็ไม่ผิดนะคะ แต่สำหรับตัวเบนซ์เองถ้าจะอ่านนิยายสักเรื่องก็ต้องนิยายรักเท่านั้นค่ะ  

ปกนิยาย ตราบฟ้ามีตะวัน
ปกนิยาย ตราบฟ้ามีตะวัน

“ตราบฟ้ามีตะวัน” นิยายหน่วงๆ ตามสไตล์ “อุณหภูมิปกติ” 

เรื่อง “ตราบฟ้ามีตะวัน”​ เป็นนิยายอีกเรื่องที่ตรงกับคำว่า ‘หน่วง’ ค่ะ อีกอย่างเลยก็คือนางเอกของอุณหภูมิปกติแทบทุกเรื่องจะไม่สมบูรณ์แบบ ชีวิตเว้าๆ แหว่งๆ มีเงินแต่ไม่มีความรักจากครอบครัว หรือหากครอบครัวอบอุ่นก็อาจจะไม่ใช่คนสวยมาก เป็นคนที่ถูกมองผ่านมาเสมอ และวันหนึ่งพระเอกที่เพอร์เฟคมากก็หันมามองด้วยอะไรบางอย่างในตัวของนางเอกที่ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก อย่างเรื่องนี้ นางเอกเป็นเด็กนิสัยไม่ดี ขาดความอบอุ่น และเป็นตัวปัญหาของคนรอบข้างมาตลอด จนยากที่พระเอกดีๆ จะไปรักได้ แต่สุดท้ายก็จะตกหลุมรักเพราะนิสัยบางอย่างของเธอ 

แรงบันดาลใจในการเขียนเริ่มจากการเล่นโซเชียลตามปกติ ในทุกๆ วันที่เราเล่นเฟสบุ๊คเราจะชอบกดเข้าไปดูเหตุการณ์วันนี้ของปีที่แล้ว และมีอยู่โพสต์นึงที่เราเขียนไว้เมื่อเจ็ดปีก่อนเป็นโพสต์เสียดสีใครสักคนโดยไม่เอ่ยชื่อ เชื่อว่าหลายคนเคยเป็น 555 แต่เรากลับมามองดูแล้ว มันเหมือนไม่ใช่ตัวเราเลย เพราะว่าเราในวันนี้คือคนที่จะไม่ด่าใครในเฟสบุ๊คเด็ดขาด ไม่มีทางเลย จนมาคิดว่าหลายคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นได้เมื่อเวลาผ่านไป นั่นทำให้เกิดตัวละคร ‘วันฟ้าใหม่’ ขึ้นมา ซึ่งพูดง่ายๆ เลยว่าอดีตเธอเป็นเด็กเหลือขอ ปากร้าย นิสัยเสีย แล้วพระเอกก็เกลียดมาก จนเธอออกจากบ้านไปสี่ปี กลับมาพระเอกยังเกลียดอยู่ แต่ตอนนั้นนางเอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้ว เพราะไปเจอเหตุการณ์บางอย่างขัดเกลาให้ความร้ายกาจหายไป    

สาเหตุที่ทำให้เรื่องนี้ดราม่าคือปมชีวิตของนางเอกกับครอบครัวที่แตกสลายค่ะ นางเอกไขว่คว้าหาความรักจากภายนอกและคิดว่าพระเอกเป็นความรักนั้น เลยต้องการครอบครองพระเอกเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่สุดท้ายกลับยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของเธอกับพระเอกมีรอยร้าวกว้างมากขึ้นไปใหญ่

สิ่งที่เราต้องการสื่อผ่านนิยายคือข้อคิดสำหรับคนที่กำลังคิดว่าชีวิตตัวเองแย่ค่ะ เพราะจริงๆ แล้วมีอีกหลายคนที่แย่กว่า ถึงแม้โลกจะโหดร้ายก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่ทำให้เราร้ายกับใครก็ได้ แต่หากทำผิดไปแล้วก็ไม่สายที่จะกลับตัวนะคะ

ตราบฟ้ามีตะวัน จากนิยายเป็นละคร 

นิยายตราบฟ้ามีตะวันได้รับโอกาสดีๆ จาก คุณชุดาภา ผู้จัดละครค่ายโซนิคบูมที่บังเอิญได้อ่านนิยายเรื่องนี้แล้วเห็นว่าสนุกและมองว่าเมื่อทำละครออกมาก็คงจะสนุกเช่นเดียวกัน

การเข้าไปมีส่วนร่วมในเวอร์ชันละคร จริงๆ คือเขียนบทประพันธ์ขึ้นมาเท่านั้นเลย ทีมงานสามารถตีโจทย์ของนิยายออกมาได้ตรงมากๆ โดยที่นักเขียนไม่มีข้อติดใจเลยค่ะ แต่นิยายกับละครจะเหมือนกัน 100% ไหม สารภาพว่าจะได้ดูพร้อมกับทุกคนเหมือนกันค่ะ เข้าใจว่าน่าจะปรับบทและเพิ่มตัวละครบางตัวเข้ามาเพื่อความสนุกมากยิ่งขึ้น แต่ไม่น่ามีผลต่อพล็อตของเรื่องเท่าใดนัก 

ความพิเศษของเวอร์ชั่นละคร เห็นจากทีเซอร์แล้วคิดว่าน่าจะมีฉากฟินเยอะกว่า เพราะในนิยายดราม่าไปเกือบทั้งเรื่องเลย อีกอย่างภาพของละครก็อาจจะเติมเต็มนักอ่านนิยายได้ชัดเจนมากขึ้น

 สิ่งที่ยากที่สุดในการเขียนนิยาย คือ การเขียนให้จบ

เมื่อก่อนตอนที่เริ่มเขียนแรกๆ ทุกอย่างมันยากไปหมดเลยค่ะ การคิดตัวละครสักตัวให้โดดเด่นแตกต่างจากที่ตัวเองเคยอ่านหรือเคยพบมาก็ยาก คิดฉาก คิดบทสนทนาก็ยาก การร้อยเรียงให้มันดำเนินเป็นเรื่องราวไปพร้อมๆ กันจนจบเรื่องให้ออกมาให้ดีที่สุดก็ยาก  

แต่พอได้เขียนไปสักสองสามเรื่องก็ได้ข้อคิดว่าการเป็นนักเขียนบางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องเขียนดีที่สุดเสมอไป (เพราะว่า ‘ดี’ ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้นเราไม่มีวันรู้เลยว่านิยายของเราดีพอหรือไม่)​ แต่การเป็นนักเขียนคือ ‘การเขียนให้จบ’ การพาตัวละครไปถึงบทส่งท้ายได้นั่นแหละค่ะที่ยาก 

หลายคนไม่สามารถก้าวข้ามคำว่า ‘นักอยากเขียน’ มาเป็น ‘นักเขียน’ ได้เพราะมัวแต่คิดพะวงอยู่แต่ว่าตัวเองเขียนดีไหม สนุกไหม นักอ่านจะชอบหรือเปล่า จนไม่สามารถจบนิยายของตัวเองได้และต้องทิ้งมันกลางทางในที่สุด 

POV กับการเขียนนิยาย 

คิดว่าการเล่าเรื่องด้วยมุมมองแบบใดขึ้นอยู่กับความถนัดของนักเขียนแต่ละคนมากกว่านะคะ และนักอ่านเองก็คงจะถนัดอ่านนิยายที่มีมุมมองการเล่าเรื่องแตกต่างกันเช่นกันค่ะ ดังนั้นคิดว่านักเขียนก็ควรเลือก POV ที่เหมาะกับตัวเองนั้นดีที่สุด ส่วนตัวถนัดการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของบุคคลที่สามค่ะ เพราะสามารถบรรยายรายละเอียดได้กว้างกว่ามุมมองอื่น

เคล็ดลับการเขียนนิยายให้โดนใจนักอ่านสำหรับอุณหภูมิปกติ คิดว่าเป็นบทสนทนา นับว่าเป็นหัวใจสำคัญพอๆ กับโครงเรื่องที่ทำให้นักอ่านอยากติดตาม บทสนทนาที่เข้าถึงนักอ่านได้ดีคือบทสนทนาที่ดูเรียล ดูจริง ไม่ใช่หลุดออกมาจากละครเวที ซึ่งคนที่สามารถทำตรงนี้ได้ดีคือคนที่ต้องออกไปพบเจอผู้คนหลากหลาย เดินทาง ไปเที่ยวที่ต่าง ๆ จะช่วยให้มีไอเดียดีๆ สร้างบทสนทนาที่สนุกได้ค่ะ

นักเขียนนามปากกา อุณหภูมิปกติ
นักเขียนนามปากกา อุณหภูมิปกติ

การเขียนนิยายออนไลน์ โอกาสในเส้นทางนักเขียน

จุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียนของอุณหภูมิปกติก็จากการเขียนนิยายออนไลน์นี่แหละค่ะ ด้วยยุคสมัยที่ทุกคนใกล้ชิดกับโลกโซเชียลมันจึงสำคัญมากที่นักเขียนจะต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์​ในการเข้าถึงนักอ่าน และสามารถสร้างรายได้ที่มากพอจะทำเป็นอาชีพหลักได้อีกด้วย 

สำหรับน้องๆ ชาวเด็กดีที่อยากเป็นนักเขียน แต่ไม่รู้จะเริ่มเขียนจากตรงไหนนิยายดี อย่างที่บอกไปนะคะ เราไม่ต้องกลัวว่างานเขียนของเราจะดีหรือจะแย่ แค่เราเขียนมันให้จบนั่นคือด่านแรก หลักจากนั้นค่อยๆ พัฒนาความสามารถจากก้าวแรกที่นิยายของเราอาจไม่ได้ดีเด่นอะไร พอเรื่องที่สองเราจะพัฒนาขึ้นอีก และยิ่งพัฒนาอีกในเรื่องที่สาม สี่ ห้า จนสุดท้ายเราก็จะเป็นนักเขียนที่เก่งได้ 

สุดท้ายนี้อยากจะขอบคุณนักอ่านทุกคนที่ติดตามกันมาตั้งแต่เรื่องแรก และนักอ่านที่เพิ่งได้เข้ามาทำความรู้จักกับงานเขียนของอุณหภูมิปกติได้ไม่นาน  ถ้าไม่มีนักอ่านทุกคนก็คงไม่มีอุณหภูมิปกติในวันนี้ บางคนไม่ได้เป็นกำลังใจแค่ในโลกของนิยาย แต่ยังเข้ามาให้กำลังใจในเรื่องอื่นๆ ด้วย ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ สัญญาว่าจะเขียนนิยายสนุกๆ ออกมาให้ทุกคนได้อ่านอีกแน่นอน

ก่อนจากลากันไปขอฝากผลงานผลงานเรื่องล่าสุดนะคะ “เล่ห์สมรส”​ ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์แจ่มใสค่ะ และสามารถติดตามอ่านทุกเรื่องได้ที่เว็ปไซต์เด็กดีดอทคอม เข้ามาคอมเมนต์เป็นกำลังใจกันเยอะๆ นะคะ 

การเป็นนักเขียนบางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องเขียนดีที่สุดเสมอไป เพราะว่า ‘ดี’ ของแต่ละคนไม่เท่ากัน เราไม่มีวันรู้เลยว่านิยายของเราดีพอหรือไม่ แต่การเป็นนักเขียนคือ ‘การเขียนให้จบ’ เป็นคำพูดจาก อุณหภูมิปกติที่พี่หญิงคิดว่าตอบโจทย์ปัญหาให้กับนักเขียนชาวเด็กดีได้ตรงจุดมากๆ นะคะ หลายครั้งที่พี่หญิงมักเจอน้องๆ กระทู้สอบถามในบอร์ดนักเขียนเด็กดีถึงข้อสงสัยในนิยายของตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น นิยายของเราดีพอแล้วหรือยัง นิยายของเราไม่สนุกเหรอ เขียนแบบนี้ดีหรือเปล่า ซึ่งคำแนะนำที่ได้รับกลับมาก็มักจะแตกต่างกันไปตามแนวทางของแต่ละคน มีทั้งดีและแย่ปะปนกันไป หากเราหยิบเอาไปแก้ให้แล้วทำให้เนื้อหาของเราลื่นไหลขึ้น ก็เป็นเรื่องดีค่ะ แต่มันจะมีบางคนที่แก้เท่าไหร่ก็ยังรู้สึกไม่ดีพอ ทำให้เอาแต่แก่วนๆ ต่อไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้วก็ทำให้เนื้อหานิยายไม่เดินหน้าไปถึงจุดจบเสียที 

ดังนั้นก็อย่างที่อุณหภูมิปกติได้บอกไว้ค่ะ คำว่าดีของคนเรามันไม่เท่ากัน เราไม่มีวันรู้ว่ามันดีพอสำหรับทุกคนแล้วหรือไม่ แต่การเขียนนิยายให้จบได้สำเร็จ อย่างน้อยเราก็มีผลงานออกมา และมันก็เป็นก้าวแรกในเส้นทางนักเขียนของเราที่ดี จริงไหมคะ

ส่วนใครที่เป็นแฟนนิยายเรื่องตราบฟ้ามีตะวัน ในละครจะฟินกว่านิยายอย่างที่อุณหภูมิปกติเม้าไว้หรือเปล่า เรามานับถอยหลังตั้งตารอพิสูนจ์กันเถอะ!

อ่านนิยายของ อุณหภูมิปกติ ได้ที่นี่

พี่หญิง

พี่หญิง
พี่หญิง - Columnist มนุษย์บ้านิยายที่สิงอยู่แถวๆ คลังนิยายเด็กดีเป็นประจำ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น