อัปทุกวันติดท็อปจริง!
‘LittleKnight.’ เล่าชีวิตนักเขียนยุคใหม่
ต้องใส่ใจและใช้กลยุทธ์เข้าช่วย
“การเขียนนิยายในยุคนี้ ผมคิดว่ามันต้องใช้กลยุทธ์เข้าช่วย การวางแผนดีๆ จะช่วยให้มีคนอ่านนิยายของคุณเพิ่มมากขึ้นเยอะเลยครับ”
นักเขียนที่เราพามาพบปะพูดคุยกันในวันนี้ จะบอกว่าเขาเป็นนักเขียนมือใหม่เลยก็คงจะไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะเขาเคยเขียนนิยายมาก่อน แถมยังมีความฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากเขียนนิยายเป็นอาชีพอีกด้วย
เรื่องราวความฝันในวัยเด็กของนักเขียนหนุ่มผ่านมานานมากๆ จนเขาบอกว่าตอนนี้มันเป็นยุคใหม่ไปแล้ว ช่วงที่เขาหยุดเขียนนิยายเพื่อไปเรียนต่อ เขาก็ไม่ได้หยุดฝัน ยังคงอ่านนิยายและเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเป็นนักเขียนยุคใหม่อยู่เสมอ จนมาพร้อมสุดๆ ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี่แหละค่ะ
เราถึงได้เริ่มรู้จักนิยายที่มีชื่อเป็นเอกลักษณ์เรื่อง ‘รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress’ ของนักเขียนหนุ่มนามปากกา ‘LittleKnight.’ ที่กำลังติดท็อปอันดับหนึ่งของหมวดนิยายกำลังภายในอยู่ตอนนี้เลย (31 มีนาคม 2564)
เมื่อพี่แนนนี่เพนได้มีโอกาสพูดคุยกับนักเขียนหนุ่มวัยนักศึกษาคนนี้มากขึ้น ก็ได้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นบนเส้นทางนักเขียนของเขา จนอยากจะนำเรื่องราวและสิ่งที่เขาลงมือทำจริงๆ นำมาเล่าเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนทุกคนที่อยากจะเขียนนิยายให้มีคนอ่าน หรืออยากจะเขียนนิยายให้ติดท็อป ได้ลองทำตามกันดูค่ะ ว่าแล้วก็มาตามไปดูกันว่าเขาทำได้อย่างไร
เริ่มเขียนนิยายตั้งแต่ยุค “จูนิเบียว”
เพราะมีความฝันอยากเป็นนักเขียน
สวัสดีครับ “LittleKnight.” เอง ตอนนี้ อายุ 23 แล้ว แต่กำลังเรียนอยู่ ปีหน้าก็จะจบแล้วครับผม พึ่งกลับมาเขียนนิยายอีกครั้งหลังจากห่างหายมานาน ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ
ก่อนหน้านี้ผมก็เคยเป็นนักอ่านธรรมดามาก่อน โชคดีที่ทางบ้านค่อนข้างสนับสนุนการอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กครับ ไม่ว่าจะนิยาย หรือการ์ตูน ขอแค่เป็นหนังสือส่วนมากถ้าขอที่บ้านก็ไม่ขัด เริ่มจับปากกาเขียนนิยายครั้งแรกมาตั้งแต่สมัย ม.ต้น น่าจะเป็นช่วงที่เขาเรียกว่า “จูนิเบียว” นั่นแหละครับ
นิยายเรื่องแรก? นานมากเลยนะ เท่าที่ผมจำได้สมัยนั้นยังไม่ค่อยจะมีเว็บอ่านนิยายออนไลน์ในไทยมากเท่าไหร่ ผลตอบรับที่ได้ก็เหมือนกับเด็กๆ ที่พึ่งหัดเขียนทั่วไป แต่มันก็เป็นเหมือนการเริ่มต้นนะ มันไม่มีอะไรยากเลย แค่หยิบกระดาษว่างๆ มาเขียน หรือไม่ก็เริ่มพิมพ์ไปเลย ตอนนั้นผมพิมพ์เก่งขึ้นเยอะเพราะเขียนนิยายนี่แหละ (ฮา) หลังจากนั้นก็เขียนๆ หยุดๆ ครับ ตอนนั้นก็มีแอบเอามาลงใน Dek-D ด้วย แต่ตอนหลังกลับไปอ่านแล้วรับตัวเองไม่ได้ เลยแอบลบไปแล้วเหมือนกันครับ
การเขียนนิยายเป็นทั้งความฝันและงานอดิเรกที่ชอบเลยล่ะครับ ผมเคยบอกอาจารย์ต่างชาติในสมัยที่เรียน ม.ต้นว่าอยากเป็น “Writer” เลยนะ แต่อาจารย์แกดันฟังเป็น “Waiter” ที่แปลว่าบริกรแทน ต้องอธิบายกันอยู่พักใหญ่เลยล่ะครับ แกก็งงว่าทำไมเรามักน้อยจัง
เขียนนิยายจากแนวที่ชอบ
เลือกที่ถนัดและสบายใจที่สุด
พอเราโตขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง ชีวิตมันก็จะโหยหาอะไรที่มันน่ารักๆ บ้าง ดังนั้นชื่อ LittleKnight. หรือ “อัศวินน้อย” จึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของผม ระหว่างความเข้มแข็งและความน่ารัก นอกจากนี้อัศวินตัวเล็กๆ ที่มีความมุ่งมั่นที่จะเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มันก็ดูน่าเชียร์และน่าติดตามดีไม่ใช่เหรอครับ
ส่วนตัวผมเริ่มจากการเขียนแบบที่ชอบ สำหรับเด็กผู้ชายในวัยนั้นก็คงจะเป็นพวกแฟนตาซี ไม่ก็เกมส์ คำว่า “แฟนตาซี” มันค่อนข้างจะกว้างเลยล่ะครับ เมื่อไรที่เรากำหนดในหัวแล้วว่านิยายที่เราจะแต่งมันจะมีความเป็นแฟนตาซีนะ เมื่อนั้นมันจะเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดในความเป็นจริงทั้งหมดออกไปเลย คือเราสามารถจะเขียนให้ใครทำอะไรก็ได้ ทั้งมันยังไม่ยุ่งยาก
ผมชอบที่จะสร้างโลกขึ้นมาใหม่ จะได้ไม่ต้องมีอะไรมาผูกมัดกับความเป็นจริง ทำให้เราไม่ต้องกังวลตลอดเวลาที่เราจะเขียนว่ามันจะไปขัดกับกฏหรืออะไรไหม เรียกได้ว่าเป็นแนวเขียนที่ผม “ถนัด” และ “สบายใจที่สุด” เวลาเขียนแล้วกันครับ
เคยแอบนอกใจไปลองเขียนแนวอื่นมาบ้างนิดหน่อย แต่รู้สึกได้ด้วยตัวเองเลยว่ามันค่อนข้างจะเหนื่อยกว่าปกติมากเลยล่ะครับ
วาง Checkpoint เอาไว้
เขียนนิยายสนุกมากขึ้น
ไอเดียเขียนนิยายส่วนมากของผมจะมาจาก “ประโยคเดียว” ครับ ก็คือเวลาที่เราได้แนวคิดหรือคิดแนวเรื่องได้ ผมจะเขียนสรุปเอาไว้ให้ได้ในหนึ่งประโยค
อย่างนิยายเรื่อง ‘รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress’ มันก็มาจากตอนที่ผมคิดขึ้นมาสนุกๆ ว่า “ถ้านักปรุงยาคนหนึ่งใช้เวลาในการปรุงยาไปถึงหนึ่งหมื่นปี” มันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง แล้วค่อยๆ มานั่งดูว่าไอเดียนี้ดูสนุกไหม? ดูนำไปต่อยอดได้มากไหม? สิ่งสำคัญคือตัวคนเขียนต้องรู้สึกสนุกกับไอเดียนี้ แล้วนำไอเดียนี้ไปใช้เป็นแก่นเรื่อง ให้เนื้อเรื่องวนเวียนอยู่รอบๆ ไอเดียหลักนี้ให้ได้ครับ
ก็มีด้นสดบ้างสิครับ (ฮา) ผมชอบปล่อยให้จินตนาการมันไหลไปเรื่อยๆ เวลาเขียน การที่เรามีพล็อตมาจำกัดเสียทุกย่อหน้า ทุกประโยค มันจะเป็นการผูกเราไว้กับความคิดของเราในอดีต เราจะกังวลตลอดเวลาว่ามันจะหลุดพล็อตไหมจนกดดันตัวเอง
นอกจากนี้อย่างที่ผมบอกไป จินตนาการและไอเดียที่ “สนุก” มันจะไหลเข้ามาหาเราทุกวัน ผมเลยเลือกที่จะวางพล็อตเอาไว้คร่าวๆ ไม่ได้ละเอียดยิบตั้งแต่ต้นจนจบ แค่วาง Checkpoint เอาไว้เป็นช่วงๆ เน้นดำเนินเรื่องให้สนุก ถ้าเนื้อเรื่องเรามาถึง Checkpoint ที่เราตั้งไว้ได้ตลอดโดยไม่หลุดนอกทางไปไกล ก็ถือว่าสำเร็จแล้วครับ
กลับมาเขียนวันแรกๆ มีคนอ่านไม่กี่คน
แต่ไม่ยอมแพ้อัปนิยายทุกวันจนติดท็อป
ตอนที่ลงแรกๆ ก็ไม่กดดันนะครับ ตอนกลับมาเขียนวันแรกๆ ผมมีคนอ่านไม่กี่คนเอง แต่ตอนที่คนอ่านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราจะรู้สึกถึงความคาดหวังที่จะมีต่อนิยายของเรามากขึ้น (ฮา) สำหรับนักเขียนนิยายโดยเฉพาะที่ลงเป็นรายวันแบบผมเนี่ย ความคาดหวังต่อตอนของนักอ่านคือสิ่งที่ผมต้องตอบสนองให้ได้ ตอนวันนี้จะสนุกเท่าตอนเมื่อวานไหมนะ? นักอ่านจะรู้สึกไม่พอใจหรือเปล่า?
นิยายเรื่องล่าสุดนี้ลงครั้งแรกวันที่ 15 ก.พ. มั้งครับ จนถึงวันนี้ยังไม่เคยหยุดลง ผมว่าเรื่องนี้คือเรื่องที่สำคัญที่สุดของการเป็นนักเขียนครับ เราต้องทำให้คนอ่านรู้สึกว่าเขาสามารถมารอเราที่หน้านิยายได้ทุกวัน ซึ่งมันจะเพิ่มทั้งยอดคนอ่าน เพิ่มทั้งจำนวนการมองเห็นจากนักอ่านหน้าใหม่ แล้วก็รักษาฐานคนอ่านเก่าด้วยครับ
เอาจริงๆ คือ การมีวินัยและแบ่งเวลามันคือเรื่องที่สามารถฝึกกันได้ มันก็คล้ายๆ กับตอนทำบัญชีรายรับรายจ่าย เราจะรู้ได้เลยว่าเรามีรายจ่ายฟุ่มเฟือยตรงไหน การแบ่งเวลาก็เหมือนกัน ถ้าเราสังเกตดีๆเราจะพบกับเวลาที่เราฟุ่มเฟือยในแต่ละวัน เราก็เอาเวลาช่วงนั้นมาเขียน ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงยาวๆ ก็ได้ จะเป็นช่วงเล็กๆ ยี่สิบนาทีหรือครึ่งชั่วโมงระหว่างวัน แต่หลายๆ ครั้งก็ได้เหมือนกันครับ
การเขียนนิยายเปลี่ยนชีวิตผมเยอะมากเลยครับ แค่การที่ต้องเขียนนิยายทุกวันให้เป็นวินัยมันก็เปลี่ยนกิจวัตรของผมแล้ว นอกจากนี้มันทำให้ผมรู้สึกว่าเราโตขึ้นแล้วนะ เรามีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ อย่างน้อยก็นักอ่านที่ยอมเสียเงินเพื่ออ่านนิยายของเรา
ขายตอนอ่านล่วงหน้า
เป็นทั้งแรงใจและแรงดัน
ให้เขียนนิยายจนเป็นวินัย
ลองเริ่มติดเหรียญดูครับ...เมื่อนั้นแหละต่อให้ร่างพังหรือหัวหมุนก็จะยังลุกขึ้นมาเขียนได้ (ล้อเล่นนะครับ) คือเมื่อก่อนมันไม่มีระบบนี้น่ะ พอกลับมาลงเรื่องล่าสุดในเว็บนี้ก็เลยอยากลองดูครับ แล้วสมัยนี้คนเริ่มจะเข้าใจการซื้อนิยายรายตอนอ่านกันเยอะแล้วด้วย
ส่วนตัว ผมชอบระบบขายของเด็กดีนะครับ ส่วนแบ่งรายได้สำหรับนักเขียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ นอกจากนี้ผมค่อนข้างชอบการแบ่งรูปแบบการขายเป็นหลายๆ แบบ โดยเฉพาะการอ่านล่วงหน้านี่ช่วยได้มากเลยครับ นักอ่านหน้าใหม่ที่พึ่งเข้ามาจะได้เข้าใจว่าต้องรออีกกี่วันๆ ก็อ่านฟรีได้ การมีวันบอกชัดเจนคือดีมากครับ
สำหรับนิยายผมมันคือ “ตอนล่วงหน้า” ครับ จริงๆ ก็คือผมตั้งเป้ามาตอนแรกว่าจะลงให้อ่านวันละตอน แล้วตอนนั้นก็มีความเห็นประมาณว่าอยากอ่านต่อ ขออีกตอนได้ไหม ผมก็เลยลองส่งเรื่องขอเปิดตอนอ่านล่วงหน้าดู ตอนที่กำลังติดเหรียญในปัจจุบันก็เลยเป็นเหมือนโบนัสที่ผมเขียนเพิ่มต่อวันแล้วมันก็สะสมมาเรื่อยๆ น่ะครับ
ตอนเปิดขายก็ต้องคาดหวังกันบ้างนั่นแหละครับ การเปิดตอนฟรีกับเริ่มมีการเสียเงินมันต่างกันมากเลยนะ มันจะแสดงให้เห็นว่านิยายเราดีพอที่จะมีคนยอมสนับสนุนเราไหมเลยล่ะ
ผมเปิดยอดได้ไหมครับ? ยอดวันแรกๆ ผมได้เงินมาประมาณสามสิบบาทนิดๆ ครับ (ฮา) แต่พอเราแต่งมากขึ้น ขยันมากขึ้น เงินส่วนนี้มันก็มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นทั้งแรงใจและแรงดันให้เรามาเขียนนิยายจนเป็นวินัยเลยครับ
ผมพึ่งจะติดเหรียญครั้งแรกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่เขียนไปได้สิบกว่าตอน ยอดขายเดือนแรกเลยยังไม่ได้มากมายอะไรเลยครับ แค่พอช่วยจ่ายค่าเน็ตได้ แต่เดือนมีนาคมนี้ไปแอบดูยอดมา เรียกได้ว่ากำลังรอคอยวันเงินเดือนออกอย่างใจจดใจจ่อเลยครับ (ฮา)
เคล็ดลับที่อยากแชร์
เพราะทำได้จริง!
ผมก็ยังไม่ได้เชี่ยวชาญด้านนี้มากนัก แต่ถ้าถามว่าเขียนยังไงให้เริ่มมีคนอ่าน ผมว่านักเขียนในยุคที่แค่เปิดโทรศัพท์ก็มีนิยายเป็นแสนเรื่องให้อ่าน เราจะทำยังไงให้นิยายของเราไปเข้าตานักอ่าน
ถ้าอยากจะให้มีคนอ่านก็ต้องเริ่มจากให้เขาเห็นงานของเราก่อน เพราะฉะนั้นช่วงแรกๆ ที่ยังไม่มีคนติดตาม การลงนิยายทุกวันติดๆ กันคือทางเลือกที่ง่ายที่สุดและทำได้จริงที่ผมลองมาแล้วครับ
แต่ไม่ใช่ว่าตะบี้ตะบันลงมันทุกชั่วโมงโดยการแบ่งซอยตอนสั้นๆ นะครับ อย่างนั้นนักอ่านบ่นแน่นอน บางคนถึงขนาดเลิกติดตามไปเลยก็มี ให้เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับตัวเราที่สุด แล้วลองลงงานในช่วงเวลานั้นไปเรื่อยๆ ดูครับ
นอกจากนี้พอนักอ่านเขาเห็นงานเราแล้ว เราก็ต้องทำให้เขาคลิกเข้ามาอ่านให้ได้ ชื่อเรื่องและคำโปรยสั้นๆ ที่น่าดึงดูดจึงเป็นสิ่งที่ทำคัญ พยายามเลือกชื่อเรื่องที่มันดูน่าสนุก
การเขียนนิยายในยุคนี้ผมคิดว่ามันต้องใช้กลยุทธ์เข้าช่วย การวางแผนดีๆ จะช่วยให้มีคนอ่านนิยายของคุณเพิ่มมากขึ้นเยอะเลยล่ะครับ
เรื่องสุดท้ายคือวินัยในการเขียน เราไม่จำเป็นต้องเขียนทุกวันจริงๆ ก็ได้นะครับ แต่ให้เราตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนคำหรือจำนวนตอนเอาไว้ แล้วแบ่งเวลาเอา เช่นผม สมมติว่าอาทิตย์นี้ต้องเขียนเจ็ดตอน (ลงวันละตอน) ผมก็อาจจะเขียนวันอาทิตย์ไว้เยอะหน่อยสักสองสามตอน วันจันทร์อาจจะไม่เขียนเลยเพราะไม่มีเวลา วันอังคาร วันพุทธเขียนวันละตอน วันพฤหัส ศุกร์อยากหยุดไปพักผ่อนกับเพื่อนๆ บ้างแล้วค่อยมาเขียนต่อวันเสาร์
การแบ่งแบบนี้จะช่วยให้เรามีความยืดหยุ่นทั้งยังไม่กดดันตัวเองมากเกินไป เดี๋ยวนี้เว็บเขามีระบบตั้งเวลาแล้ว เราก็ตั้งไปเลยว่าอยากจะปล่อยตอนกี่โมง
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพครับ เริ่มจากเรื่องง่ายๆ อย่างการลองจัดหน้า จัดฟอนท์ หรือพยายามลดคำผิดให้มากที่สุด เรื่องพวกนี้มันจะแสดงออกมาผ่านทางผลงานของเรา ถ้านักอ่านเข้ามาเห็นความตั้งใจ อย่างน้อยก็อ่านจนจบบทที่หนึ่ง ให้เราได้โชว์ฝีมือทั้งนั้นแหละครับ
สำหรับผม นักเขียนคือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง พวกเขาเริ่มวิ่งตามความฝันที่ไม่เหมือนกันและเริ่มจากจุดเริ่มต้นที่แตกต่าง เป้าหมายในการเขียนแต่ละคนไม่ใช่สิ่งที่ควรเอามาเปรียบเทียบ สิ่งที่สำคัญคือพวกเขารักในการถ่ายทอดเรื่องราวออกมาผ่านตัวอักษรเหมือนกันครับ
เป้าหมายของผมต่อจากนี้ ทำให้มันสามารถเป็นอาชีพได้จริงๆ ครับ แล้วก็ยังไม่รู้ว่าเราจะรุ่งหรือร่วง ก็ถ้ามันร่วงก็อยากจะให้มันร่วงเงียบๆ ไป แต่ถ้ามันรุ่งมันก็แสดงให้เห็นว่าเราสามารถเลือกเดินทางสายนี้ได้จริงๆ
สำหรับผม สิ่งสำคัญในการเป็นนักเขียน อย่างแรกคือ “จงเขียน” ครับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณเลือกที่จะถือสถานะนี้อยู่ ก็ให้เขียนต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามันเกิดเรื่องราวที่ไม่ไหวจริงๆ เราก็สามารถวางสถานะ “นักเขียน” ของเราลงสักพัก ไปพักผ่อนให้เพียงพอ ถ้าพร้อมเมื่อไรก็ค่อยกลับมาเป็นนักเขียนอีกครั้งก็ได้ครับ เพราะมันไม่ได้ผูกมัดกับเราตลอดไปนี่นา เรา “เลือกเอง” ว่าเราจะเขียนหรือหยุดเขียน
บอกเคล็ดลับเด็ดๆ มาขนาดนี้แล้ว ต้องเอาไปลองใช้กันแล้วนะ!
เรื่องราวที่นักเขียนหนุ่มนำมาแชร์ในวันนี้ นอกจากจะเป็นประสบการณ์การเขียนนิยายที่เขาได้เรียนรู้มาสดๆ ร้อนๆ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้แล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจดีๆ สำหรับคนที่อยากเขียนนิยายให้มีคนอ่านได้อีกด้วย ซึ่งในมุมหนึ่ง เคล็ดลับเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่เลยค่ะ แต่เพราะเขานำไปลองทำจริงๆ อัปนิยายทุกวันจนขึ้นไปติดท็อปได้ นี่ต่างหากคือสิ่งที่เราอยากให้นักเขียนทุกคนได้ลองนำไปปรับใช้กันดู!
เริ่มเขียนนิยายพี่แนนนี่เพน
อ่านนิยายของ LittleKnight.
0 ความคิดเห็น