ไฟนอลนั้นฉันตาย นักเขียนผู้ใช้การเขียนนิยาย
กู้วิกฤติการเงินครอบครัว!
อ่านนิยายเยอะเกินไปจนเริ่มอยากเขียนนิยายในแบบที่ชอบเองบ้าง เชื่อว่าต้องชาวเด็กดีหลายคนที่เริ่มต้นเขียนนิยายเพราะเหตุผลนี้แน่ๆ นักเขียนที่เรามาพาแนะนำให้ทุกคนรู้จักในวันนี้ก็เช่นกันค่ะ “ไฟนอลนั้นฉันตาย” หรือ “บรีม” เป็นนักศึกษาจากคณะวิศวกรรมอุตสาหการที่เริ่มอ่านนิยายตามแม่มาตั้งแต่เด็กๆ จนวันหนึ่งก็เลยเกิดความคิดที่จะเขียนนิยายในแบบที่ชอบขึ้นมา และมันก็ได้กลายเป็นงานอดิเรกที่เธอรักค่ะ โดยที่เธอไม่เคยคิดเลยว่า งานอดิเรกที่ว่านี้วันหนึ่งมันจะเป็นฟางเส้นสำคัญที่เข้าช่วยแก้ปัญหาด้านการเงินในวันที่ครอบครัวของเธอเดือดร้อนค่ะ
ซึ่งตอนแรกบรีมเล่าให้เราฟังว่าเธอไม่เคยคิดจะลงขายนิยายเลย แค่ได้เห็นว่ามีคนอ่านนิยาย เธอก็ดีใจแล้ว แต่เพราะปัญหาที่บ้าน สุดท้ายน้องบรีมเลยตัดสินใจลองเปิดขายนิยายในระบบเด็กดี และมีผลตอบรับที่ดีเกินคาดมากๆ จนตอนนี้เธอสามารถแบ่งเบาภาระของแม่ตามที่ตั้งใจได้สำเร็จแล้วค่ะ วันนี้เราเลยอยากพาทุกคนมารู้จักกับสาวน้อยยอดกตัญญูคนนี้กันค่ะ
ชื่อบรีมค่ะ ตอนนี้เรียนอยู่คณะวิศวกรรมอุตสาหการ อายุ 21 เขียนนิยายมาตั้งแต่ปี 60 ค่ะ แต่อ่านนิยายมาตั้งแต่ 9 ขวบ เพราะแม่ชอบอ่านหนังสือ นอกจากการเขียนนิยายก็เรียนแล้วก็สอบค่ะ สอบบ่อยมากๆ เพราะเรียนระบบ 3 เทอม
จุดเริ่มต้นที่มาเขียนนิยาย ความจริงบรีมมีความคิดว่าอยากเขียนมานานแล้วค่ะ บางครั้งเราอ่านนิยายแล้วก็คิดว่าทำไมตัวละครไม่ทำแบบนั้นนะ ทำไมไม่พูดแบบนั่นล่ะ เลยคิดว่าแต่งเองเลยดีกว่า ตามใจตัวเองสุดๆ ผลออกมาเรื่องแรกจึงไม่มีพล็อตเลยค่ะ ตอนคิดว่าจะลงมือทำก็ไม่ทำ พอไม่ได้คิดก็ดันทำซะงั้น เปิดคอมขึ้นมาแล้วเขียนเลย ลงไปตอนแรกก็ได้ผลตอบรับดีนะคะ มีคนอ่าน ติดตามและคอมเมนต์ จำได้ว่าตอนนั้นดีใจจนกรี๊ดออกมาเลย ทำให้มีแรงใจฮึดเขียนต่อ แต่ก็สะเปะสะปะและออกทะเลเหมือนกัน แต่คนก็ยังติดตาม เราก็เลยเบียวไปด้วยกันซะเลย
สาเหตุที่เรารักอ่าน....การอ่านนั้นมันให้อารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างจากการดู เป็นเสน่ห์เฉพาะตัว อีกอย่างคือหนังสือมักอธิบายในด้านของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้มากกว่าแบบภาพยนตร์ มีภาพหนึ่งได้อธิบายเรื่องนี้ได้ดีมาก มันคือภาพที่หนังสือส่วนหนึ่งถูกตัดออกไปเป็นรูปแผ่นซีดี มันบ่งบอกถึงว่าภาพยนตร์ไม่สามารถดึงเอาอรรถรสของหนังสือออกไปทั้งหมดได้ ดังนั้นแล้วเรื่องเดียวกันแต่หากเสพในสื่อที่ต่างกัน ความสนุกที่ได้ก็จะต่างกันด้วย นี่เป็นคนหนึ่งที่ชอบดูแล้วก็อ่านด้วย มันให้ความสนุกที่ต่างกันไปจริงๆค่ะ
ส่วนเรื่องการเขียนนี่ต้องบอกว่าชอบเพราะได้ทำตามใจตัวเองค่ะ รู้สึกว่าเป็นผู้ควบคุมที่แท้จริง อยากให้ตัวละครเป็นแบบไหนหรือทำอะไรก็ได้หมด มันจะมีบ้างบางครั้งที่เราอ่านนิยายแล้วรู้สึกว่าทำไมไม่ทำแบบนั้น อยากให้ลองทำแบบนี้จังเลย เราจะไม่ไปกดดันให้คนเขียน เขียนในแบบที่เราต้องการแต่จะมาแต่งเองเพื่อสนองความต้องการของเรา เพราะเราถือว่านิยายคือจินตนาการของผู้แต่ง และเรากำลังอ่านจินตนาการของเขาอยู่ เสน่ห์ของการเขียนนิยายอีกอย่างหนึ่งคือเราเหมือนกำลังสร้างโลกอยู่ค่ะ ค่อยๆสร้างแล้วมอบชีวิตให้กับตัวละครทำให้เขาเหมือนมีชีวิตอยู่จริงๆ และใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เราสร้าง ดำเนินชีวิตแบบคู่ขนานไปกับเราด้วย
อ่านเยอะเกินจึงตัดสินใจเขียนนิยาย!
เรื่องแรกเป็นแนวนางร้ายที่กำลังเป็นกระแสค่ะ พอดีอ่านเยอะมากๆ ในเว็บเรื่องไหนติดท็อปคืออ่านหมด ไม่ติดก็อ่านเพราะชอบ ในหัวเลยมีแต่แนวนี้ ก็แต่งไปค่ะ เป็นนิยายตามกระแส
ธีมหลักเป็นญี่ปุ่น เพราะดูพวกสารคดีและรายการวาไรตี้ของญี่ปุ่นเยอะด้วย เลยทำให้มีอิทธิพลต่อความคิดของเรามาก อีกอย่างไม่ชอบระบบศักดินาอังกฤษด้วย เลยแต่ธีมญี่ปุ่นยุคปัจจุบันแทน ตัวละครในนั้นก็จะขายขำกันเป็นส่วนใหญ่ค่ะ พยายามหวานแล้วแต่ไม่ได้จริงๆ รู้สึกว่าการขายขำนั้นมันคือตัวเรามากกว่า ชีวิตก็เครียดอยู่แล้วเลยมาปลดปล่อยในนิยายซะเลย แต่เรื่องเราเขียนไม่จบค่ะ เพราะไม่มีพล็อตแน่นอนแล้วก็เรื่องเรียนด้วย พอขึ้นมหาลัยแล้วมันกินพลังชีวิตของเราไปหมดเลยค่ะ เลยห่างหายไป
นิยายเรื่องแรกเหมือนเป็นครูให้กับเรื่องถัดๆ ไป
เขียนออริมาก่อนค่ะ ส่วนแฟคฟิคนั้นมาเขียนทีหลัง แฟนฟิคพล็อตจะแน่นกว่าค่ะ เพราะเอาความผิดพลาดของนิยายเรื่องแรกมาแก้ไข ภาษาที่ใช้เขียนจะเหมือนนิยายแปลอังกฤษ ที่ให้กลิ่นอายของความเป็นไฮสคูลเกิร์ลสูงมาก นอกจากนิยายแล้ว นี่ยังเป็นแฟนของหนังแนวไฮสคูลเฮ้วๆด้วย
ความต่างที่เห็นได้ชัดเลยคือภาษาเขียนค่ะ เป็นคนที่สามารถปรับภาษาเขียนตัวเองได้ แฟนฟิคนั้นบรีมจะเอาข้อผิดพลาดของนิยายเรื่องแรกมาปรับปรุงให้ดีขึ้นค่ะ จะไม่ค่อยขายขำเท่าเรื่องแรกแต่ก็ยังคงมีอยู่บ้าง การผูกปมและดำเนินเรื่องจะดีกว่าเรื่องแรกมาก นิยายเรื่องแรกเหมือนเป็นครูให้กับการเขียนนิยายเรื่องถัดๆ ไปค่ะ
ตอนแรกคิดเหมือนกันว่าจะรีไรท์นิยายเรื่องแรกเพื่อให้บทมันดีกว่านี้แต่คิดไปคิดมาก็ไม่ได้ทำ เพราะมันเป็นบทเรียนที่ดีเลยค่ะ ทั้งความผิดพลาดและข้อดีบางอย่างที่ได้รับมา เลยเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ บางครั้งคนเราก็ต้องมียุคมืดบ้างจริงไหมคะ ฮา
สิ่งที่ยากในการเขียนนิยายคือ การต่อสู้กับตัวเอง
ถ้าเรื่องยากสำหรับเราคือเป็นคนแต่งฉากหวานไม่ค่อยเก่ง เคยลองให้ตัวละครพูดหวานๆแล้ว แต่เรากลับไม่พอใจเพราะมันออกจะเลี่ยนไปเสียมากกว่า ก็แก้ด้วยการไปดูซีรีส์หรืออ่านนิยายเพิ่ม พอดูและอ่านมากขึ้นมันทำให้เราคิดได้ว่าความหวานนั้นมันไม่เหมือนกัน แต่ละคู่ต่างมีความสัมพันธ์ในแบบที่ต่างกันออกไปดังนั้นจะหวานเหมือนกันหมดไม่ได้ ซึ่งจริงๆแล้วบางทีความหวานมันไม่ต้องออกมาเป็นคำพูดก็ได้ แค่การกระทำหรือความคิดก็ทำให้มันหวานขึ้นมาได้แล้ว
อีกเรื่องคือต่อสู้กับตัวเองค่ะ ด้วยเป็นคนสบายๆ ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ไม่ชอบการแข่งขันหรือกดดันตัวเอง เพราะถ้าได้ทำขึ้นมาแล้วเราก็จะจมอยู่กับมันมากๆเลย ทำให้เวลาแต่งนิยายก็มักจะคิดว่าไม่เป็นไร ยังไม่ต้องเขียนก็ได้ แค่นี้ก็พอแล้ว แค่นี้ก็ดีแล้ว พอใจแค่นี้แล้วกัน แต่ใจเราตั้งเป้าไว้แล้วว่าเรื่องนี้ต้องเขียนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นเลยต้องกดนิสัยไม่อะไรมากของตัวเองลงไปบ้าง ไม่อย่างนั้นงานมันจะออกมาไม่อะไรมากตามไปด้วย เราผ่านมาด้วยแรงใจล้วนๆค่ะ คอยพูดให้กำลังใจตัวเอง ทะเลาะกับตัวเองบ้าง บางครั้งเพื่อนก็เริ่มสงสัยว่าเราไหวหรือเปล่า เรียนหนักไปไหม ทำไมเราคุยคนเดียว แต่เราก็ยิ้มสู้ค่ะ
เขียนนิยายแม้จะปวดหลัง แต่ก็ทำให้มีความสุข
การเขียนนิยายทำให้เราปวดหลังค่ะ จนอยากจะคิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยในการพิมพ์ หรืออุปกรณ์ที่จะเป็นมิตรกับนักเขียนขึ้นมา เลือดวิศวะมันร้อน ฮ่าๆ
แต่ถึงจะปวดหลังเราก็สนุกที่ได้เขียนค่ะ มันสำคัญกับเรามาก เพราะมีคนที่รออ่าน รอติดตามอยู่ ดังนั้นแล้วเราเลยพยายามเขียนทุกวัน พอมีเวลาว่างก็เริ่มเขียนเลยค่ะ เราอยากส่งนิยายของตัวเองไปยังจุดจบให้ได้ อยากเห็นคนอ่านเพลิดเพลินไปกับนิยาย ช่วยให้ลืมความทุกข์ของแต่ละคนไปชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี อยากให้คนอ่านวางความทุกข์ไว้แล้วมาอยู่ในโลกของผู้เฝ้ามองด้วยกัน เพราะมีสิ่งที่อยากทำอยู่มาก ดังนั้นแล้วเราจะพยายามให้มากขึ้นค่ะ
ส่วนที่ถามว่าเปลี่ยนชีวิตเราไปยังไง การเขียนนิยายช่วยให้เรามีสกิลการพิมพ์ที่รวดเร็วมากค่ะ ทุกวันนี้ไม่ต้องมองคีย์บอร์ดเลยเวลาพิมพ์ งานเร่งงานด่วนเราพิมพ์ไม่นานก็เสร็จ แถมยังมีคลังศัพท์ในหัวเยอะทำให้เปเปอร์หรือรีพอร์ตทั้งหลายมีการใช้คำที่สวย ไม่ขัดตาอีกด้วย มันช่วยในเรื่องการเรียนได้มากเลยค่ะ อีกสิ่งที่ได้จากนิยายคือมันทำให้เราเป็นคนละเอียดอ่อนมากขึ้น ทั้งกับความสัมพันธ์ การพูด การเห็นใจผู้อื่น การแบ่งปัน การคาดเดาอารมณ์ของผู้อื่นจากสีหน้าและแววตา เพราะต้องเขียนมันออกมาทำให้เราพลอยสังเกตคนรอบๆ ตัวเราไปโดยปริยาย
บทแม่ของตัวร้ายทำไมอันตรายขนาดนี้ ผลงานที่มีแรงบันดาลใจจากการอ่าน!
เรื่องบทแม่ของตัวร้าย มาจากการอ่านเหมือนกันค่ะ ถึงจะเป็นนักเขียนแต่สายเลือดนักอ่านมันก็ไม่หายไปค่ะ มีแว้บไปอ่านนิยายเรื่องอื่นบ้างเวลาว่างๆ แล้วก็ได้แรงบันดาลใจว่าอยากมีลูกชายหล่อๆแบบตัวละครในนิยายบ้างจัง เลยแต่งเลยค่ะ ประกอบกับตอนนั้นเพิ่งปิดเทอมแล้วเคว้งเพราะไม่มีอะไรทำ ก่อนหน้านั้นคือทำโปรเจคหนักมาก พอได้พักจนดีขึ้นแล้วก็รู้สึกว่ามันว่างเกินไม่มีงานให้ทำแล้ว เลยหาอะไรให้ตัวเองทำซะเลย
เขียนตอนแรกไม่ได้คิดเลยค่ะ ว่าจะได้ผลตอบรับดี คิดว่าจะเขียนอ่านเองแล้วก็สนุกเองเท่านั้น พอเขียนนิยายมากๆ เข้าเลยทำให้รู้สึกว่านักอ่านที่เข้ามาเขามีจริตเดียวกับเราเลยมาร่วมอ่านด้วยกัน ไม่ได้ฟิคว่าต้องมีคนอ่านเยอะๆ นะ ส่วนคอมเมนต์นั้น อันนี้ชอบมากเลยค่ะ เหมือนได้เพื่อนพูดคุยในเรื่องเดียวกัน เพราะเพื่อนรอบตัวไม่มีใครอ่านนิยายเลย คนเขียนนิยายยิ่งแล้วใหญ่ หาไม่ได้เข้าไปอีก
เคยมีความคิดว่าอยากติด Top 1 ของบอร์ดประจำวันในหมวดอยู่เหมือนกัน แต่ก็ดันไม่ถึง จนวันนี้ได้ติดแล้วดีใจมากค่ะ รู้สึกใจฟูไปหมด รักนักอ่านทุกคนเลยค่ะ ตามอ่านคอมเมนต์จนจำแอคนักอ่านได้แล้ว อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้จริงๆ
งานอดิเรกสร้างประโยชน์ เปิดขายนิยายแก้ปัญหาทางบ้าน
ตอนแรกไม่ได้คิดจะขายนิยายเลยค่ะ เขียนเป็นงานอดิเรกเท่านั้น แต่มามีปัญหาตรงที่ทางบ้านต้องจ่ายเงินก้อนออกไปกระทันหัน ประกอบกับแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วย เงินจึงมาจากแม่ทางเดียว เรายังมีน้องชายอ่อนกว่า 3 ปี อยู่คนหนึ่งด้วยค่ะ กำลังจะเข้ามหาลัย ค่าใช้จ่ายเลยเยอะมาก จากแค่ที่ประหยัดอยู่แล้วมันไม่พอค่ะ มันจำเป็นต้องหาเงินเพิ่ม เราก็โตแล้วด้วย ควรช่วยแบ่งเบาแม่ได้แล้ว
เราเริ่มจากทำงานออนไลน์ที่เขาชอบไปโฆษณาใต้โพสต์ใน ig ค่ะ แอบทำลับๆ ไม่ให้แม่รู้ เผื่อจะได้เงินกับเขาบ้าง ก็จ่ายค่าสมัครไปค่ะ ทำอยู่เกือบเดือนก็ไม่ได้เงิน พอมองความเป็นไปได้แล้วมันไม่มีความหวังเลย เสี่ยงโดนหลอกด้วย แต่เพราะตอนนั้นต้องหาเงินระหว่างเรียนประกอบกับไม่มีเวลาทำงานพาร์ทไทม์เพราะเรียนหนัก งานเยอะ เลยหน้ามืดสมัครไป
เราเลยตัดสินใจใหม่ ใช้งานอดิเรกของตัวเองให้เกิดประโยชน์ เปิดขายตอนนิยายเพื่อหาเงินแทน แรกๆ ก็สะดุดไปหมดเพราะไม่เคยเปิดขายนิยายเลย แต่ก็อาศัยอ่านคำแนะนำจากนักอ่านบ้าง อ่านจากบทความในเว็บบ้างเลยผ่านมาได้ค่ะ
ผลตอบรับหลังเปิดขาย?...เกินไปมากเลยค่ะ หวังไว้แค่ว่าจะมีเงินมาช่วยในส่วนค่าใช้จ่ายส่วนตัวในแต่ละเดือนเพื่อลดภาระของแม่เท่านั้น แต่ตอนนี้ช่วยแม่ได้แล้วค่ะ ต้องขอบคุณทุกคนจริงๆ ที่สนับสนุนกันขนาดนี้ มันทำให้เราอยากพัฒนาตัวเองให้มากยิ่งขึ้นเพื่อมอบผลงานดีๆ ให้กับทุกคนได้อ่านกัน
สุดท้ายนี้สำหรับชาวเดีกดีคนไหนที่กำลังท้อ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ เราเองก็แวะเวียนเข้าไปในบอร์ดนักเขียนบ่อยๆ ถ้าว่างก็จะไปช่วยอ่านหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนิยายของนักเขียนท่านอื่นบ้าง ช่วยพัฒนากันไป อยากบอกว่าเขียนในสิ่งที่ตัวเองรักและต้องการเถอะค่ะ อย่าเศร้าหรือท้อเพราะคนอ่านน้อยหรือไม่มีคนอ่านเลย ถ้าเรารักที่จะเขียน คนอ่านก็ไม่มีผลอะไรหรอกค่ะ แค่เขียนในสิ่งที่ต้องการ เป็นตัวของตัวเองแล้วยึดมั่นมันเอาไว้ คนที่เขารักในแบบเดียวกันกับเราก็จะหาเราเจอเองค่ะ พอเราเจอเขาแล้วก็เหมือนได้เจอเพื่อนที่พูดคุยกันได้ แม้จะแค่คนเดียว แต่ถ้านักอ่านคนเดียวคนนั้นตอบโต้กับเรา ก็จะคิดเป็น 100% นะคะ
ใครจะคิดว่างานอดิเรกที่ทำเพื่อความสนุก ระบายจินตนาการวันหนึ่งจะกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตสร้างรายได้จนทำให้น้องบรีม นักเขียนเจ้าของนามปากกา “ไฟนอลนั้นฉันตาย” สามารถช่วยเหลือคุณแม่ออกจากปัญหาทางการเงินได้สำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอคิดไม่ถึงมากๆ ก็อย่างที่น้องบรีมเล่าให้เราฟังว่าความจริงแล้ว เธอไม่เคยคิดเปิดขายนิยายเลยสักนิด ตอนที่เจอปัญหาแรกๆ เธอพยายามลองหาเงินจากช่องทางอื่นทุกทางจนถึงขนาดไปสมัครงานออนไลน์ที่มีโพสต์โฆษณาในคอมเมนต์ ig แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จนกระทั่งเธอได้ตัดสินใจเปิดขายนิยายในระบบของเด็กดี ชีวิตก็พลิกกลับเลยค่ะ เธอทำเงินได้จากนิยายออนไลน์ได้เกินคาดมากๆ จนในที่สุดแล้วเธอก็สามารถ เอาเงินในส่วนนี้ไปช่วนเหลือคุณแม่ที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มีภาระต้องเลี้ยงเธอและน้องชายได้สำเร็จ!
และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ “บรีม” หรือ “ไฟนอลนั้นฉันตาย” นักเขียนยอดกตัญญูที่เราอยากนำเรื่องราวของเธอมาเป็นแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับชาวเด็กดีทุกคนในวันนี้ค่ะ
ติดตามผลงานของ “ไฟนอลนั้นฉันตาย” ได้ที่นี่
พี่หญิง

0 ความคิดเห็น