“เส้าหลง” แชร์ประสบการณ์เขียน! ก่อนจะเป็นนิยายท็อปก็เคยมีนักอ่านน้อยเช่นกัน!

“เส้าหลง” แชร์ประสบการณ์เขียน
ก่อนจะเป็นนิยายท็อปก็เคยมีนักอ่านน้อยเช่นกัน!

 

สวัสดีค่ะ ชาวเด็กดีทุกคน สำหรับนักเขียนในวันนี้ เชื่อว่าถ้าใครเป็นคอนิยายจีนเด็กดีจะต้องคุ้นเคยกับชื่อ “เส้าหลง” นักเขียคนนี้ไม่น้อยค่ะ เพราะนอกจากเขาจะเป็นนักเขียนที่มีผลงานออกมาให้เอาอ่านกันถึงสามเรื่องแล้ว ซ่งเซวีย เปลี่ยนวิญญาณ พลิกปฐพี ยังเป็นนิยายติดท็อปที่มียอดวิวรวมเกินห้าแสนวิว ทั้งนิยายเรื่องล่าสุดอย่าง เฟยหลง เวยป๋อทะลุมิติ ก็ยังเป็นนิยายติดท็อปขายเด็กดีในระบบเด็กดีอีกด้วยค่ะ

แต่เห็นมีผลงานนิยายปังๆ ออกมาให้เราติดตามกันหลายเรื่องแบบนี้ เชื่อไหมก่อนหน้านี้ เส้าหลง ก็เคยเขียนนิยายแล้วไม่มีคนอ่านมาก่อนเช่นกัน มียอดวิวต่อตอนแค่ไม่กี่ร้อย คอมเมนต์ไม่ถึงสิบ แต่ก็เป็นเพราะเขาไม่เคยยอมแพ้ มุ่งมั่นพัฒนางานเขียนต่อไป ปัจจุบันมันจึงทำให้เขาเปลี่ยนจากยอดวิวหลักร้อยมาเป็นยอดวิวหลักแสนได้สำเร็จ ทั้งยังสามารถสร้างรายได้จากการขายนิยายจนสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิดของตัวเองได้อีกด้วยค่ะ 

วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนมารู้จักกับอีกหนึ่งนักสู้คนนี้กัน เพราะอะไร เส้าหลงถึงไม่เคยยอมแพ้กับการเขียน และเขาใช้วิธีไหนถึงเขียนนิยายให้ติดท็อปนั้น มาติดตามเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงนี้เส้าหลงจะมาแชร์ในวันนี้ได้เลยค่ะ

สวัสดีครับ เส้าหลง ผู้เขียนนิยายเรื่อง ซ่งเซวีย เปลี่ยนวิญญาณ พลิกปฐพีครับ นอกจากเขียนนิยายแล้ว ตอนเขียนนิยายเรื่องแรกทำงานบริษัทครับ ฝ่ายบริการลูกค้า ปัจจุบันช่วยงานที่บ้านครับ ผลงานที่ผ่านมา  เรื่องแรกในชีวิตคือ บรรพลิขิต และล่าสุดนี้ที่กำลังเขียนอยู่คือเรื่อง เฟยหลง เวยป๋อทะลุมิติ

เริ่มต้นเขียนนิยาย เพราะชอบอ่านมาตั้งแต่เด็ก

ตั้งแต่เด็กอายุ 13-14 ก็เริ่มอ่านนิยายแล้วครับ เป็นนิยายแนวไทยแท้ ทั้ง โรสซาเลน ที่เนื้อเรื่องกระชับ โสภาค ที่ดราม่าตลอด ทมยันตีที่น้ำตาไหลบ่อย และสุดท้ายคือ พนมเทียน ที่เป็นสุดยอดสำหรับผมแล้วสำหรับนิยายไทยครับ ส่วนนิยายของต่างชาติพวก เดอะลอร์ด และแฮรรี่ก็ชอบครับ จะว่าไปผมอ่านเยอะมาก แนวไลน์โนวเวลหรือแฟนตาซีก็มี แนวออนไลน์ก็อ่าน กล่าวไปแล้วผมอ่านหมดทุกแนวยกเว้นวายครับ

ส่วนเรื่องชีวิตก็...อันนี้บอกตามตรงว่าลำบากตั้งแต่เด็ก หาเงินส่งตัวเองเรียนมา แต่ตลอดมาก็อ่านนิยายมาตลอดครับ เรียกว่านิวยายอยู่กับผมมาทุกช่วงชีวิต ลืมไปว่ามีนิยายจีนด้วยครับ ติดมาก ตอนนี้ถ้าไม่อ่านนิยายก็จะเล่นเกมสนๆ สลับกันไป ไม่เครียดดีครับ

และที่มาเขียนนิยายก็เพราะอ่านมาเยอะมากตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าในช่วงเวลาไหนของชีวิตก็จะมีนิยายทุกประเภทอยู่เสมอ พอเข้ามาในปัจจุบันก็ซื้ออ่านเอาในเว็บครับ

จริง ๆ ต้องบอกว่า พออ่านมากเข้า เราก็จะจดจำวิธีการเขียนและรูปแบบของการเขียนไปโดยไม่รู้ตัว อืม...คงเหมือนกับเราเปิดเทปภาษาอังกฤษฟังตอนเรียนภาษาแบบนั้นเลยครับ มันจะซึมซับไปเองโดยไม่รู้ตัวเลยครับ กล่าวได้ว่า ทุกการอ่านตั้งแต่เด็ก กลับกลายเป็นการเรียนรู้ของเรามาตลอดนั่นเองครับ ไม่ว่าสำนวน เนื้อหา หรือศัพท์ต่างๆ

ถ้าทำไมถึงชอบอ่าน? ผมชอบอ่านเฉพาะนิยายนะครับ 55 เพราะตอนเด็ก ๆ ผมไม่มีอย่างอื่นจริง ๆ ครับ มีแต่นิยาย นิยายทำให้เรามีความสุขครับ ไม่ว่าร้องไห้หรือสุขสม แต่ถ้าจะให้ดีขอจบแบบสุขนิยมดีกว่าครับ

แต่เอาๆ ผมเริ่มหลงรักการอ่านจริงจัง เพราะเพชรพระอุมาเมื่อยี่สิบห้าปีก่อนครับ ในร้านหนังสือเก่า ๆ ที่ปกหนังสือหน้าแต่เก่ามาก หนังสือเรื่องนี้ตอนนั้นยังไม่ดังขนาดนี้ มีแต่รักอ่านรุ่นใหญ่อ่านกัน ในนิตยสารรายปักษ์ เป็นความบังเอิญที่เด็กแบบผมไปหยิบเจอมา กับที่มีผู้ใหญ่แนะนำ หลังจากนั้นคงต้องใช้่คำว่า "หลงมนต์อักษร ของท่านอาจารย์พนมเทียนไปเลยครับ"

จนเมื่อเรียนจบก็ออกมาหางานทำ ตั้งแต่อายุยี่สิบจนถึงสามสิบกว่า ๆ ถึงปัจจุบัน ผมเริ่มงานเขียนเมื่อสองปีก่อนครับ เรื่องแรกในชีวิตคือ บรรพลิขิต เป็นนิยายแนวดราม่าที่เต็มไปด้วย รัก ศรัทธา ครอบครัว น้ำใจ และความดีครับ เรียกว่าด้วยความที่เป็นแฟนของท่านอาจารย์พนมเทียน จึงติดสำนวนการเขียนท่านมาบ้าง

ส่วนเรื่องที่เขียนล่าสุดเป็นเรื่องที่สองติด TOP อยู่คือ ซ่งเซวีย เปลี่ยนวิญญาณ พลิกปฐพีครับ เรื่องนี้เป็นนิยายแนวจีนย้อนอดีต ที่ตัวเอกเป็นผู้ชาย ถูกยมทูตดึงวิญญาณไปในร่างใหม่ แต่มีปมในเรื่องตัวร่างใหม่นั้นนิสัยไม่ดีและเป็นคนไม่ได้เรื่องครับ อีกทั้งยังทอดทิ้งบุตรและภรรยา จึงเป็นเหตุให้พระเอกที่มาใหม่ต้องหาทางช่วยเหลือและหาทางกลับไปเมืองหลวง เพราะตอนพระเอกเข้าร่างมาก็ถูกเนรเทศแล้ว

ผมเริ่มเขียนนิยายตั้งแต่ยังทำงานอยู่จะใช้เวลาเขียนตั้งแต่หลังเลิกงานครับ เริ่มตั้งแต่กลับมาถึงห้องถึงเที่ยงคืนครับ ได้วันละตอน ถ้าวันหยุดก็มากหน่อยครับ

เพราะติดนิยายจีนจึงเปลี่ยนจากการเขียนนิยายไทยมาเป็นจีนโบราณ

เรื่องแนวการเขียน ตอนแรกผมเป็นคนที่ยึดมั่นในการเขียนแบบไทยมาก และไม่คิดเขียนแบบแนวอื่น

แต่พอเราได้อ่านนิยายแปลหลายเล่ม ทั้งซื้อมาและเติมอ่านในเว็บนิยายแปล ทำให้เราได้ทราบถึงวัฒนธรรมและชั้นเชิงของสายจีนอีกแบบครับ ต้องบอกว่านิยายมีหลายแบบ หากเราไม่ตั้งข้อจำกัดกับมัน ไม่ว่าแนวไหนก็สนุกได้ครับ ทำให้อยากลองเขียนแนวจีนดู

อย่างเรื่องล่าสุด ซ่งเซวีย เปลี่ยนวิญญาณ พลิกปฐพี ก็ได้ไอเดียมาจากนิยายหลายเรื่องครับ แต่มาตกผลึกในความคิดที่สุดคือเริ่มจากอยากเขียนเรื่องที่พระเอกย้อนกลับมา ในอดีต แต่ก็ต้องมีสิ่งที่น่าสนใจคือลูกทั้งสองและวิชากำลังภายในครับ นั่นคือในเรื่องของผมจะเริ่มจากหนีตาย สร้างตัว เลี้ยงลูก ฝึกวิชา กลับไปเมืองหลวง พบภรรยา ช่วยฮ่องเต้ และเป็นเรื่องของการเมืองต่อ + ธรรมะและอธรรมครับ เพียงแต่ลูก ๆ ของผมจะมีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวหน่อย และเนื้อเรื่องพยายามไม่ให้ดร่าม่าเกินไป เพราะไม่เหมาะกับนักอ่านในเด็กดีที่ไม่ชอบดราม่านักครับ

ในมุมของผมนิยายสมัยก่อนกับตอนนี้แตกต่างกันครับ เนื่องจากมีนักอ่านหลากหลายแนวมากขึ้น สังคมนักอ่านเปิดกว้างมากขึ้น เด็กรุ่นใหม่อ่านนิยายกันมากกว่าเดิมหลายร้อย% ครับ แน่นอนว่านักเขียนชั้นครูผลงานยอดเยี่ยมอยู่แล้วครับ เพียงแต่ลดน้อยลงไป  ปัจจุบันจะมีแต่นักเขียนรุ่นใหม่ ซึ่งแนวนิยายจะต่างจากนักเขียนรุ่นเก่าเยอะครับ แต่นั่นก็เป็นไปตามยุคสมัย บอกได้แค่ว่า ผลงานของนักเขียนรุ่นก่อนคือของล้ำค่า ส่วนของนักเขียนปัจจุบันนั้นทำให้สนุกสนานและย่อยง่ายกว่า น่าจะประมาณนี้ครับ

แล้วพอได้มาเริ่มเขียนจริงจัง มุมมองต่ออาชีพนักเขียนของผมเปลี่ยนไปนะคะครับ มันมีทั้งความสนุกและความกดดันในตัว จริง ๆ มันมองได้หลายมุม ถ้าในแง่เมื่อเข้ามาแล้ว จึงได้รู้ว่าการจะเขียนงานออกมาสักหนึ่งเรื่อง ต้องทุ่มเทลงไปขนาดไหน ต้องมีวินัยขนาดไหนครับ ไหนจะต้องคอยคิดเรื่อง กดดันความคาดหวัง กระแส และตรวจอักษรเองอีก

สรุปคือทำให้เมื่อก่อนที่ว่านิยายน่าจะเขียนอย่างนี้นะ อย่าโน้นนะ ทำให้เข้าใจคนเขียนขึ้นมาครับ ว่ามันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ส่วนในแง่รายได้ อันนี้ต้องบอกว่าถ้าติดลมบนขึ้นมาก็มากมายเกินจะคิดไปถึงครับ 55

ติดท็อปไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นประสบการณ์สั่งสมมา!?

ตอนเขียนก็ไม่คิดเลยว่าจะได้รับผลตอบรับดีขนาดนี้นะ 55 เพราะมีตัวอย่างจากเรื่องแรกแนวไทยแท้จ๋าเลย ย้อนอดีตเหมือนกัน ลึกซึ้งกว่ามาก แต่เหมือนจะไม่โดนใจครับ ผมเลยลองมาเขียนแนวจีนดูครับ แต่ไม่นึกไม่ฝันว่าเรื่องใหม่จะไปถึง Top เคยไปที่ 3 ของทุกหมวดได้ เมื่อลองขายยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ ไม่คิดว่าจะไปถึงขายดีอันดับ 2-3 ในตอนนี้ครับ ต้องขอบคุณนักอ่านทุกท่านจริง ๆ ครับ

ถ้าถามว่าทำไมถึงได้รับผลตอบรับที่ดีขนาดนี้ อันนี้ขอบอกตามการคิดเองนะครับ ผมเอานิยายเรื่องแรกมาเป็นตัววัด และหาข้อมูลก่อนครับ เริ่มจากนิยายเรื่องเก่ายาวกว่า 170 ตอน ไปไล่ดูว่าตัวเองมีตอนไหนที่นักอ่านกดถูกใจมากสุด ชอบที่สุดคอมเมนต์ ที่สุด เราก็จดบันทึกไว้ หลังจากนั้นจึงนำมาหาจุดอ่อนและข้อบกพร่องของตัวเอง เมื่อทราบแล้วจึงนำมาวางโครงเรื่องใหม่ รวมทั้งยังใช้ข้อมูลสถิตติของเด็กดีที่ออกมาในปี่ที่แล้วมาคำนวนครับ ว่านักอ่านไปในแนวไหนชอบแบบไหน จึงเริ่มวางแผนและคิดออกมา แต่ที่นักอ่านชอบในเรื่องส่วนใหญ่คือนิยายผมคล้ายจะหลอกว่ากำลังจะดราม่าแล้วนะ แต่สุดท้ายมาขำกลิ้งเลยก็มีครับ ตัวละครในเรื่องทุกตัวเป็นตัวของตัวเอง คิดว่านี่เป็นสไตล์ของผมแล้วครับ

สุดท้ายคือ คอมเมนต์ของนักอ่าน ในแต่ละวันกว่า 120-150+ เราต้องนำมาคำนวนด้วยครับ ว่าแต่ละวันที่ลงไปนักอ่าน ok ไหม ชื่นชอบไหม จะบอกว่าผมเขียนไปตามความชอบของคนอ่านก็ได้ครับ เพราะทุกตอนด้นสดหมด ไม่เคยมีเขียน stock ครับ แต่สุขนิยมแน่นอน เพราะคนเขียนชอบแนวสุขนิยมครับ 55 

จริง ๆ แล้วนักเขียนชาวจีนมีคนที่ผมนับถืออยู่คืออาจารย์ มาวนี่และ aradeer โดยเฉพาะท่านที่สองที่มีเทคนิคชอบอ่านคอมเมนต์นักอ่านแล้วเอาไปปรับงานเขียนในแต่ละวันครับ อันนี้ผมชอบมาก เรียกว่าพวกคุณเดาไปเถอะ สุดท้ายผมหักมุมจนขำอะไรแบบนั้นครับ 55

คอมเมนต์จากนักเขียนคือสิ่งสำคัญต่อการเขียน

หากถามว่าคอมเมนต์สำคัญกับการเขียนนิยายของเรามากเลยใช่ไหม ใช่ครับผม ก็นักอ่านนี่แหละครับ ทำให้ผมไม่ออกทะเล บางทีเขียนไปจะดราม่าแล้วให้พระเอกตายหน่อย นักอ่านก็มาดักบอกไม่นะ ไม่เอา ช่วงโควิดเศร้าพอแล้ว ขอร้อง เราก็ลากจากดราม่ามาขำกลิ้งได้ อะไรแบบนี้ครับ

อาจเป็นเพราะอ่านนิยายได้หลายแนว แนวรักผมก็อ่านครับ ท่านยาขอบก็ดี *ยาขอบนี่เขียนเกี่ยวกับวรรณกรรมสามก๊กฉบับวณิพกได้ดีมากครับ ถือเป็นอาจารย์ผมท่านหนึ่งเลยครับ ที่นำสำนวนท่านมาใช้

สำหรับผมนิยายคือความสุขนะครับ

อยากให้นักอ่านมีความสุขด้วย ได้ข้อคิดด้วย แต่หลัก ๆ คือความสุข อิ่มเอมใจหลังจากอ่านแล้ว ไม่ต้องไปขบคิดวุ่นวาย เพราะนิยายความความสุขในยามว่างของเราครับ คุณเจอนิยายที่ชอบ สำนวนที่ใช่ เนื้อเรื่องไม่ทำร้ายจิตใจ หัวเราะและร้องไห้จากปลายมือของผม นั่นก็ถือว่าผมเป็นนักเขียนท่านหนึ่งแล้ว เท่านี้ก็เพียงพอครับ

ก่อนนิยายจะติดท็อป นิยายก็เคยมีคนอ่านน้อยเหมือนกัน

เอาจริงๆ นิยายผมตอนแรกก็ไม่ได้มีผลตอบรับดีมากๆ ตั้งแต่เรื่องแรกเหมือนกันครับ ผมเขียนเรื่องแรก ไป 20 กว่าตอน ลงทุกวัน คนอ่าน 300-400 ครึ่งเดือนแล้วนะครับ คอมเมนต์ มีแค่ 10-20 แต่ความท้อผมไม่มีครับ เพราะผมไม่ใช่นักเขียนอาชีพ ไม่เคยออกเล่ม จึงไม่มีความกดดัน

จริง ๆ แล้วเป็นนักอยากเขียนก็ดีอย่าง ตรงที่เราจะพลาดอย่างไรก็ได้ ปลดปล่อยจินตนาการของตัวเองได้เต็มที่ ไม่ว่าแบบไหน แนวอะไร อยากให้เป็นอย่างไหน เราก็ทดลองได้หมดครับ ผมคิดแค่ว่า ถ้าเราเขียนไป 20 ตอน มีคนอ่านแค่ 200 คน งั้นเราก็เขียน 200-500 ตอนไปเลย จะได้มีนักอ่านเป็นหมื่น คิดแบบนี้จริง ๆ ครับ อีกส่วนคือหาข้อมูลว่านักอ่านชอบแนวไหน และตลาดไปในทางไหนครับ อย่างที่บอกว่าผมอ่านนิยายได้ทุกแนว ยกเว้นวายนะครับ ทำให้การเขียนของตัวเองมันกว้างมาก สามารถเปลี่ยนสำนวนตัวเองไปตามแนวนิยายได้เลย เป็นผลมาจากการอ่านครับ

หรืออาจเป็นเพราะตัวเองอายุไม่น้อยแล้วด้วยครับ เลยมองโลกคนละแบบกับนักเขียนที่อายุน้อย หรืออาจเพราะเราทำงานหนัก ๆ มาตลอดหลายสิบปี จึงมีภูมิต้านทานความเสียใจระดับนึงก็ได้ครับ ถ้าเปลี่ยนเป็นตัวผมในตนเด็ก อาจจะท้อเป็นก็ได้ครับ หรือจะบอกว่าผมลำบากมาแต่เด็กก็ได้ เลยเข้าใจโลกในแบบที่เป็นครับ แต่เพราะแบบนั้นนิยายของผมเลยเป็นแบบสุขนิยมครับ 555

ถ้าอยากเขียนนิยายได้ดีต้องให้ความสำคัญกับ เหตุผลในตัวละคร

สิ่งสำคัญในการเขียนนิยาย สำหรับผมคือเหตุผลในตัวละครครับ ไม่ว่าแนวนั้นจะแฟนตาซี หรือกำลังภายใน แม้จะมีของวิเศษหรือวชาเหนือโลก แต่การกระทำของตัวละครต้องมีเหตุผลครับ แต่ถ้าถามในเง่การเขียนปกติ  คือความมีวินัยครับ

ยิ่งอ่าน=ยิ่งเข้าใจ สำนวนยิ่งมา รู้ว่าจะไปทิศทางใด

ยิ่งเขียน=ยิ่งทำให้เราเขียนได้เร็วขึ้น ดีขึ้น ย้ำ ๆ อยู่แบบนั้นกับตัวเอง

เปิดขายเพราะนักอ่านทัก!

มีนักอ่านพิมพ์บอกบ่อย ๆ ครับ ประมาณว่า  "ค้างงงง ไรท์ออกมาสิบตอนเลยก็ได้ พร้อมเปย์ค่า"  แบบนี้ออกมาบ่อย ๆ ครับ บ่อยจนเราคิดว่านักอ่านพร้อมสนับสนุนจริง ๆ แต่อีกใจก็อยากให้อ่านฟรีไปด้วย กลายเป็นที่มาของตอนอ่านล่วงหน้าครับ ซึ่งผมว่าเป็นระบบที่ดีมากของเด็กดีเลยครับ

ซึ่งพอเปิดขายแล้ว เรื่องผลตอบรับก็มีกังวลบ้างครับ แต่ไม่ถึงกลับเก็บมาคิดมาก เพราะนิยายไม่ว่าดีหรือไม่อย่างไร สุดท้ายแล้วนักอ่านจะตัดสินเองครับ  5555555555

เอาจริงๆ ช่วงโควิดแบบนี้ ผมก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน แต่ผมพอมีรายได้จากการทำงานหลายปีมารองรับครับ จึงสามารถอยู่ได้ ทั้งยังมีรายได้จากงานเขียนในเว็บเด็กดีด้วยครับ ต้องบอกว่ารายได้จากงานเขียนช่วยให้ผมสบายใจและมีความหวังในช่วงนี้มากเลยครับ  ต้องขอบคุณนักอ่านทุกท่านจริง ๆ ครับ

 

อ่านมาถึงจุดนี้พูดได้เลยว่าการที่ผลงานของ “เส้าหลง” กลายเป็นนิยายติดท็อปเด็กดีได้นั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ นอกจากจังหวะเวลาที่ลงตัวแล้ว การศึกษาตลาดและเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในผลงานเก่าก็เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เส้าหลงสามารถเปลี่ยนจากการเขียนแล้วไม่มีคนอ่านมาเป็นนิยายคนอ่านหลักแสนได้สำเร็จ

ซึ่งจุดนี้พี่หญิงคิดว่าเป็นบทเรียนสำคัญที่เป็นกำลังใจที่ดีให้นักเขียนมือใหม่ชาวเด็กดีมากๆ เลย เพราะความจริงแล้ว เส้าหลงเองก็เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากศูนย์เช่นกัน เคยเขียนนิยายแล้วมียอดวิวหลักร้อย คอมเมนต์หลักสิบเช่นเดียวกันกับหลายๆ คน แต่เป็นเพราะความพยายามไม่ยอมแพ้ และการวางแผนที่ดีมันจึงทำให้ผลงานของเขามีผลตอบรับที่ดี ทั้งปัจจุบันมันยังได้กลายเป็นรายได้สำคัญที่ช่วยให้เขาอยู่รอดในสถานการณ์วิกฤตโควิดอีกด้วยค่ะ

สุดท้ายนี้หลังบทสัมภาษณ์จบลง พี่หญิงก็หวังว่าทุกคนจะได้ไอเดียและกำลังใจดีๆ จนทำให้มีแรงฮึกสู้เพื่อพัฒนาการเขียนกันต่อไปนะคะ เพราะอย่างน้อยแล้วก็ได้รู้แล้วว่าความพยายามมันไม่เคยทรยศใคร เหมือนกับที่ เส้าหลง ไม่เคยท้อในการเขียนนิยายจนทำให้ผลงานมีผลตอบรับที่ดีอย่างในทุกวันนี้ค่ะ 

ติดตามผลงานของ เส้าหลง ได้ที่นี่

พี่หญิง

 

พี่หญิง
พี่หญิง - Columnist มนุษย์บ้านิยายที่สิงอยู่แถวๆ คลังนิยายเด็กดีเป็นประจำ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

Shadow_J Member 21 ต.ค. 65 10:41 น. 3

ชอบมาอ่านบทสัมภาษณ์นักเขียน ทุกครั้งที่อ่านจบก็มักจะเขียน comment เสมอ เพราะจะได้มีคนรับรู้ว่าเราได้อ่านมันแล้วนะ และมักจะได้ idea และบันดาลใจดีๆ เสมอเลย แต่ที่สุดแล้วเวลาก็มักโหดร้ายเสมอ สารภาพตามตรงแทบไม่มีเวลามาอ่านเลย หลังจาก Covid-19 ชีวิตก็ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมาย


เป็นบทความที่ดี และ ตามงานเขียนของคุณเส้าหลงอยู่นะครับ เป็นกำลังใจให้ทั้งนักเขียนและคนสัมภาษณ์คร้าบ

1
กำลังโหลด

3 ความคิดเห็น

กำลังโหลด

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากงดตั้งกระทู้วิจัย โครงงาน หรือใช้พื้นที่เว็บบอร์ดเพื่อการส่งการบ้าน เนื่องจากเป็นการรบกวนผู้ใช้บอร์ดท่านอื่นๆ ขออภัยในความไม่สะดวก

กำลังโหลด
Shadow_J Member 21 ต.ค. 65 10:41 น. 3

ชอบมาอ่านบทสัมภาษณ์นักเขียน ทุกครั้งที่อ่านจบก็มักจะเขียน comment เสมอ เพราะจะได้มีคนรับรู้ว่าเราได้อ่านมันแล้วนะ และมักจะได้ idea และบันดาลใจดีๆ เสมอเลย แต่ที่สุดแล้วเวลาก็มักโหดร้ายเสมอ สารภาพตามตรงแทบไม่มีเวลามาอ่านเลย หลังจาก Covid-19 ชีวิตก็ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมาย


เป็นบทความที่ดี และ ตามงานเขียนของคุณเส้าหลงอยู่นะครับ เป็นกำลังใจให้ทั้งนักเขียนและคนสัมภาษณ์คร้าบ

1
กำลังโหลด
กำลังโหลด