วาง Outline นิยายรักให้ปังปุริเย่ด้วย
โครงสร้างแบบ 3 องก์: Three-Act Structure
ถ้าต้องการเขียนนิยายรักให้ดี ทำไมไม่ลองการวางโครงเรื่องแบบโครงสร้างสามองก์ล่ะ?
สวัสดีค่ะชาวนักเขียนเด็กดีทุกคน วันนี้พี่น้ำผึ้งขอชวนทุกคนมาสร้างนิยายรักโรแมนติกให้สมจริง รวดเร็ว และน่าสนใจ โดยการใช้โครงสร้างสามองก์ (Three-Act Structure)
เพื่อให้ง่ายต่อการวางแผน เราอยากให้ทุกคนกำหนดตัวเลขคร่าวๆ ก่อนว่าจะเขียนจำนวนคำประมาณเท่าไหร่ เนื่องจากความยาวเฉลี่ยของแนวโรแมนติกคือ 80,000 คำ ดังนั้นพี่จะใช้ตัวอย่างนี้ในการนำเสนอ และเมื่อเราทราบเป้าหมายจำนวนคำแล้ว เราก็สามารถแบ่งนิยายของเราออกเป็นส่วนๆ โดยใช้โครงสร้างสามองก์
โครงสร้างแบบสามองก์คืออะไร?
โครงสร้างแบบสามองก์ (Three Act Structure) เป็นการวางพล็อตที่แบ่งเรื่องราวออกเป็นสามส่วน โดยทั่วไปแล้ว ส่วนต่างๆ จะแบ่งออกเป็นดังนี้
- เริ่มต้น (องก์ 1) แทน 25% ของเรื่องทั้งหมด (เช่น 20,000 คำ)
- ช่วงกลาง (องก์ 2) แทน 50% ของเรื่องทั้งหมด (เช่น 40,000 คำ)
- จุดจบ (องก์ 3) แทน 25% ของเรื่องทั้งหมด (เช่น 20,000 คำ)
ทีนี้เรามาดูจุดประสงค์ของแต่ละองก์ รวมถึงช่วงเวลาสำคัญๆ ของเรื่องราวที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในแต่ละองก์
องก์ 1 – เริ่มต้น
จุดประสงค์ขององก์ที่ 1 คือ เพื่อแนะนำตัวละครหลักทั้งสองของเราและนำพวกเขามาเจอกัน นอกจากนี้ในองก์ที่ 1 เรายังต้องกำหนดเป้าหมายภายนอกของตัวละคร และความขัดแย้งหลักที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน
ในตอนท้ายของส่วนนี้ นักอ่านของเราควรสงสัยว่า “ตัวละครสองตัวนี้จะเข้ากันได้หรือไม่?” หรือ “ตัวละครสองตัวนี้จะลงเอยกันได้หรือไม่?”
ในองก์ที่ 1 ควรมีช่วงเวลาสำคัญเหล่านี้
1.- The Hook (ประมาณ 1% หรือ 800 คำ)
นี่คือโอกาสแรกของเราในการดึงดูดความสนใจนักอ่านให้อยู่หมัด ทำให้พวกเขาอยากตามอ่านเรื่องราวของเราต่อ ตามหลักการแล้ว นี่คือจังหวะที่เราจะเผยตัวเอกของเราออกมาให้นักอ่านได้รู้จัก อาจจะแสดงให้เห็นถึงชีวิตประจำวันของเขาหรือเธอ และทำให้ผู้อ่านได้เห็นถึง “ปัญหา” ภายในของตัวละครของเรา หรือ “ปัญหา” ทางอารมณ์ที่ขวางเขาหรือเธอ รวมไปถึงการค้นหาและยอมรับรักแท้หรือความสัมพันธ์ที่ดี
2.- The Inciting Incident (ประมาณ 12% หรือ 9,500 คำ)
The Inciting Incident ในเรื่องราวความรักจะเกิดขึ้นเสมอเมื่อตัวละครหลักทั้งสองมาพบกัน หรือเมื่อพวกเขาปรากฏตัวครั้งแรกในหน้าเดียวกัน บางครั้งการพบกันนี้เกิดขึ้นเพราะแรงภายนอกผลักให้พวกเขาเข้าหากัน เช่น เพื่อนหรือครอบครัวที่สนับสนุนให้ตัวเอกหาคู่ หรือเพราะเหตุการณ์ในชีวิตบางอย่างทำให้ตัวเอกเข้าใกล้คู่ของพวกเขา เช่น งาน การพักร้อนร่วมกัน หรือเหตุการณ์สภาพอากาศเลวร้าย บางครั้งก็มีสิ่งดึงดูดใจพวกเขาในทันที และบางครั้งตัวละครก็ไม่ชอบกันด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยพื้นฐานแล้วพวกเขามักจะ “ปฏิเสธ” ความสัมพันธ์ การเจอกันครั้งนี้ก่อให้เกิดความปรารถนาในตัวละครของเรา ซึ่งมักจะเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ที่โรแมนติก หรือเพื่อหนีจากกันและกัน
3.- The First Plot Point (ประมาณ 25% หรือ 20,000 คำ)
หากตัวละครของเรายังไม่ได้ใกล้ชิดกัน First Plot Point มักจะเป็นเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกัน อยู่ตัวติดกันเหมือนปาท่องโก๋ เช่น พวกเขาทำธุรกิจร่วมกัน พวกเขาจำต้องแต่งงานกัน พวกเขาติดอยู่ในพายุหิมะด้วยกัน พวกเขาอยู่ในการแข่งขันหรือการต่อสู้ร่วมกัน ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มักจะมีพัฒนาการใหม่ๆ ที่ระหว่างตัวละคร และกำหนดเป้าหมายของตัวละครแต่ละตัวอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ส่วนนี้ยังเป็นช่วงที่เราสามารถแนะนำเป้าหมายภายนอกที่อาจเจาะจงได้มากขึ้นสำหรับแนวย่อยๆ ที่กำลังเขียนอยู่
องก์ 2 – ช่วงกลาง
จุดประสงค์ขององก์ที่ 2 คือการปล่อยให้ตัวละครหลักทั้งสองของเราเริ่มตกหลุมรักกัน แต่ยังไม่เต็มที่ จนกว่าพวกเขาจะเอาชนะความกลัว ความเชื่อที่ผิด หรือได้บทเรียนของเรื่องราว พวกเขาต้องเริ่มประนีประนอมความต้องการของแต่ละคนที่แตกต่างกัน
ในตอนท้ายของส่วนนี้ มีบางอย่างเกิดขึ้นและตัวละครหลักของเราจะแยกออกจากกันชั่วคราว ช่วงเวลาสำคัญขององก์ที่ 2 คือ
4.- The First Pinch Point (ประมาณ 37% หรือ 29,500 คำ)
ในฉากนี้ตัวละครของเราจะเผชิญทั้งในแง่ของความขัดแย้งภายในและความขัดแย้งภายนอก โดยปกติเมื่อถึงจุดนี้ แรงดึงดูดจะเริ่มก่อตัว และตัวละครอาจเริ่มคิดว่า
“บางทีความรักหรือความสัมพันธ์อาจไม่เลวร้ายนัก…”
บางครั้งนี่คือจุดที่ตัวละครของเรามีจูบแรก หรือมีช่วงเวลาที่ใกล้ชิดจริงๆ จังๆ ด้วยกันครั้งแรก เช่น การได้เห็นตัวละครอื่นทำความดี ช่วงเวลาสนุกสนาน แชร์ความลับส่วนตัว หรือการต้องเชื่อใจกันเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง เป็นต้น
5.- The Midpoint (ประมาณ 50% หรือ 40,000 คำ)
Midpoint หรือกลางเรื่อง เป็นการดำเนินเรื่องที่ทำให้เรามองเห็นพัฒนาการของตัวละครมากขึ้น แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ false-high และ false-low
false-high
คือตัวละครทั้งสองมีความมุ่งมั่นและพร้อมที่จะใช้ชีวิตด้วยกันอย่าง “มีความสุขตลอดไป” อาจหมายถึงตัวละครตัดสินใจลงเอยกัน อยู่ด้วยกันในที่สุด มันอาจเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาเปิดใจให้กันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจเป็นช่วงเวลาที่พวกเขายอมรับกับตัวเองในที่สุดว่า สิ่งที่พวกเขารู้สึกอาจเป็นรักแท้
false-low
คือการที่ตัวละครทั้งสองไม่มีทางที่จะผูกมัดกันและกัน มันอาจหมายถึงช่วงเวลาที่คนๆ หนึ่งยอมรับความรู้สึกของตัวเองได้ ขณะที่อีกคนบอกว่าไม่มีวันที่เราจะรักกัน หรืออาจเป็นช่วงเวลาที่พวกเขายืนยันหนักแน่นถึงการอุทิศตนเพื่อเป้าหมายส่วนตัว ที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในความสัมพันธ์ของพวกเขา ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ช่วงเวลานี้มักจะทำให้ตัวเอกของเรากลับมองตัวเอง และพิจารณาว่าจริงๆ แล้วพวกเขาต้องการอะไรจริงๆ
6.- The Second Pinch Point (ประมาณ 62% หรือ 49,500 คำ)
เช่นดียวกับในข้อ 4.- แต่จะกดดันกว่า เพราะตัวละครจะต้องต่อสู้กับความขัดแย้งภายใน พวกเขาจะต้องเอาชนะความกลัว หรือความเชื่อที่ผิดเพื่อที่จะได้รับรักแท้ ใน Second Pinch Point ตัวละครทั้งสองของเราจะใกล้ชิดมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับความกลัวหรือความเชื่อผิดๆ ของพวกเขาเริ่มคืบคลานมาหา เช่น
- นางเอกของเรื่องเชื่อว่าผู้ชายทุกคนนอกใจ
- พระเอกต้องเลือกระหว่างความรักกับอาชีพ
- นางเอกของเราคิดว่าเธอไม่คู่ควรกับความรักเพราะพ่อทิ้งเธอและแม่ไป
ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ความกลัวหรือความเชื่อที่ผิดๆ นี้กำลังจู่โจมตัวเอกของเรามากขึ้น
7- The Second Plot Point (ประมาณ 75% หรือ 60,000 คำ)
อีกหนึ่งจุดพีคที่ยกระดับความน่าตื่นเต้นของเรื่องราว นี่คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับนางเอก (หรือพระเอก) ได้ การทรยศที่เธอกลัวอยู่เสมอจะเกิดขึ้น ความไว้วางใจที่มอบให้กับคู่ของเธอถูกทำลาย นี่คือเวลาที่ความกลัวหรือความเชื่อที่ผิดๆ ของตัวเอกเข้าครอบงำ และพวกเขาก็เริ่มเห็นความกังวลที่กลายเป็นจริงขึ้นมา
โดยปกติ ตัวเอกของเรามักเริ่มคิดได้ว่า “ฉันรู้ดีว่าฉันสมควรได้รับความรัก / เชื่อมั่นในรักแท้ / ต้องการความรัก แต่เมื่อฉันลองเปิดใจ เรื่องแย่ๆ ก็ดันเกิดขึ้น”
ด้วยเหตุนี้จึงมักมีการเลิกราหรือการพรากจากกันของตัวละครเกิดขึ้น ทำให้ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์จบลงถาวร
บางครั้งการแยกจากกันของตัวละคร อาจเป็นเพราะทั้งสองต้องการประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของตัวเอง แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องแสดงให้เห็นว่าตอนนี้ตัวละครทั้งสองของเรามีทางเลือก พวกเขาสามารถเลือกความรักหรือความกลัวได้
คนใดคนหนึ่งหรือทั้งคู่เลือกความกลัว หรือบางคนอาจเลือกเปิดเผยความสัมพันธ์ แต่อีกคนไม่พร้อมชัดเจนด้วยเหตุผลบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับปมในอดีต หรือบาดแผลในใจของพวกเขา
องก์ 3 – จุดจบ
จุดประสงค์ขององก์ 3 คือการนำตัวละครของเรากลับมารวมกัน และส่งมอบตอนจบที่ “มีความสุขตลอดไป” ที่นักอ่านของเราใฝ่ฝัน โดยในส่วนนี้จริงๆ แล้วเป็นการตอบคำถามที่เคยเกิดขึ้นในองก์ที่ 1 ช่วงเวลาสำคัญของเรื่องราวในองก์ 3 ได้แก่
8.- The Crisis (ประมาณ 88% หรือ 70,000 คำ)
ในช่วงวิกฤต (The Crisis) ตัวละครของเราคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองจะต้องตัดสินใจว่า มันคุ้มค่าไหมที่จะจัดการกับความขัดแย้งภายในเพื่อยอมรับความรักอย่างแท้จริง หรือพวกเขาจะยอมจำนนต่อความกลัวภายในหรือความเชื่อที่ผิดๆ และปิดตัวเองจากความสัมพันธ์
โดยปกติ นี่จะเป็นฉากที่ตัวเอกตระหนักดีถึงสิ่งที่เขาหรือเธอต้องทำเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่เพียงแต่ปัญหาภายนอกเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญกว่าคือปัญหาภายใน มันเป็นช่วงเวลาที่เขาหรือเธอคิดหาวิธีแก้ไขปัญหายิ่งใหญ่ของพวกเขา และเรียนรู้บทเรียนชีวิตจากเรื่องราวทั้งหมด
9.- The Climax (ประมาณ 90% หรือ 72,000 คำ)
ตามปกติจุดไคลแม็กซ์ (Climax) ของนิยายรักคือ การให้ตัวละครทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง มักมีฉากโรแมนติกหรือฉากที่ตัวละครพิสูจน์ความรักที่พวกเขามีต่อกัน เป็นคำตอบของคำถามที่ถามในข้อ 2.- The Inciting Incident ว่า “ตัวละครสองตัวนี้จะลงเอยกันหรือไม่”
10.- The Resolution (ประมาณ 98% หรือ 78,000 คำ)
ในฉากนี้จะแสดงให้นักอ่านเห็นว่าชีวิตทั้งคู่เป็นอย่างไรหลังจากที่ตัวละครของคุณคนใดคนหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายได้เอาชนะความเชื่อผิดๆ ของพวกเขา และได้เปิดตัวเองให้กับความรักที่แท้จริง มันจะเป็นตอนจบที่ “มีความสุขตลอดไป” ตามที่นักอ่านรอคอยตั้งแต่หน้าแรก
.............................
จัดเต็มครบหมดแล้วกับการวางโครงเรื่องด้วยโครงสร้างแบบสามองก์ หวังว่าทุกคนจะได้ไอเดียไปสร้างนิยายรักให้ปังปุริเย่มากขึ้นนะคะ สำหรับตอนจบและจำนวนคำ ทุกคนลองปรับใช้ได้ตามใจชอบเลย เมื่อได้โครงเรื่องคร่าวๆ แล้ว อย่าลืมลงมือเขียน นั่นแหละคือพาร์ทสำคัญที่ทุกคนต้องทำ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ ^ ^
พี่น้ำผึ้ง :)
ขอบคุณรูปภาพจาก unsplash
4 ความคิดเห็น
ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ นะครับ
ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ค่า