ในวันที่ได้พบ “พระพายพเนจร” : เจ้าของนิยายวาย
ที่ครอบครัวและมิตรภาพเด่นกว่าพระเอก!
พูดถึงนิยายฮิตติดท็อปที่ Dek-D ในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนิยายวาย ไม่พูดถึงเรื่อง My Awakening: ในวันที่ผมตื่น ก็คงจะไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ยังคงติดท็อปอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่านักเขียนอัปสม่ำเสมอมากเท่าไหร่ นักอ่านก็พร้อมจะติดตามอ่านอย่างสม่ำเสมอมากเท่านั้น จนปัจจุบันนี้ยอดวิวรวมกว่า 1,300,000 วิวแล้ว!
อะไรทำให้นิยายเรื่องนี้ฮอตฮิตติดท็อป ทั้งที่เรื่องราวสุดแสนจะยาว สโลว์ไลฟ์ และเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของตัวเอกกับครอบครัวและผองเพื่อนมากกว่า ชนิดที่ว่าผ่านไป 90 กว่าตอน ก็ยังไม่เห็นเค้าลางเลยว่าตัวละครตัวไหนจะเป็นพระเอกที่มาคู่กับตัวเอกของเรากันแน่ ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้จริงจัง อย่าเพิ่งกดออกหรือปล่อยผ่าน
เพราะถ้าไม่ดีจริง การเขียนนิยายวายแต่สวนกระแสแบบนี้คงไม่ปังแน่นอน
และวันนี้ เราจะพาทุกคนไปพูดคุยกับ “พระพายพเนจร” เจ้าของผลงาน My Awakening: ในวันที่ผมตื่น เพื่อทำความรู้จักตัวตนของเขา เบื้องลึกเบื้องหลังกว่าจะเป็นนิยายเรื่องนี้

1
ในวันที่...พบพาน
(เริ่มต้นทำความรู้จักกับ ‘พระพายพเนจร’)
ช่วงบ่ายของวันนั้นอากาศไม่ร้อนมาก ติดจะอบอ้าวหน่อยๆ แต่ยังสัมผัสได้ถึงสายลมรำเพยที่พัดพามาอย่างแผ่วเบา ในวันที่ผมต้องไปพบกับ “พระพายพเนจร” เพื่อสัมภาษณ์ และทำความรู้จักเขา จากนั้นจึงนำมาบอกเล่าผ่านบทความพบปะนักเขียน
ทว่า...นักเขียนผู้นี้ไม่ประสงค์จะเปิดเผยตัวตน ชั่วขณะแรก ผมคิดว่าคงไม่เป็นปัญหาอะไร ไม่เปิดตัวกับคนอื่น แต่เปิดตัวกับผมก็ยังดีนะ ผมเป็นคนสัมภาษณ์ผมนะเฟ้ย!
แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะจนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าปัจจุบัน ตัวจริงของนักเขียนคนนี้คือใคร แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าเรื่องราวที่ผมกับเขาได้พูดคุยกัน
ประสบการณ์สุดพิเศษที่จะไม่มีวันลืม...
เสมือนสายลมพัดพาให้ผมได้พบกับเขา ในวันที่เราทั้งคู่ต่างดูสดใสกว่าปกติ แววตาคล้ายคนที่ยังผ่านโลกมาไม่เยอะ (อย่างน้อยขอบตาก็ไม่ดำเป็นหมีแพนด้าทั้งคู่) และที่สำคัญ เราพบกันในชุดนักเรียนสมัยม.ต้น แถมยังใส่ได้พอดีตัวด้วยนะ
ใช่แล้ว...สายลมพัดพาให้ผมกับเขาได้พูดคุยกัน ผ่านการย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างเด็กมัธยมต้นอีกครั้ง ไม่ต่างอะไรกับ “มีน” ตัวเอกในเรื่อง My Awakening: ในวันที่ผมตื่น ก็ดีเหมือนกันนะ คุยกันแบบกลับไปเป็นเด็ก คงเป็นอะไรที่สดใสน่าดู
“สวัสดีครับ นามปากกาพระพายพเนจร เรียกว่าพระพายก็ได้ครับ อายุอานามก็ อืม...ข้ามเรื่องนี้ไปแล้วกัน ชีวิตในฝั่งที่ไม่ได้เขียนนิยายก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ เพิ่งเรียนจบปริญญาโท ล่าสุดเข้าไปเป็นพนักงานออฟฟิศตัวน้อยๆ เต็มตัวเมื่อเดือนที่แล้ว กำลังต่อสู้กับอาการปวดหลังและเยียวยาจิตใจด้วยชาบูอยู่เนืองๆ ครับ ฮรึก”
นี่คือข้อความแรกที่คุณพระพายแนะนำตัวกับผม สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้คือเขาเป็นคนพูดเก่ง ติดจะขี้เล่น อารมณ์ขันด้วยนะ ดูสิ แค่เริ่มแนะนำตัวก็ปาไปหลายบรรทัดแล้ว
“จะบอกว่าผมพูดมากก็บอกมาตรงๆ”
“แง ไม่ได้หมายความอย่างนั้นสักหน่อย...”
พ้นจากเรื่องนั้นไป คำถามต่อมาที่ผมอยากรู้ คือทำไมคุณพระพายถึงเลือกใช้นามปากกาว่า “พระพายพเนจร” ผมรู้สึกว่ามันเป็นนามปากกาที่เข้ากับมู้ดแอนด์โทนของเรื่องนี้ อย่างพอดิบพอดีเลยแฮะ
และแน่นอน...จุดเริ่มต้นหรือที่มาของชื่อพระพายพเนจร มันลึกซึ้งกว่าที่ผมคิดไว้มาก มันคือ เสรี ที่ผมสัมผัสได้ว่าตรงกับตัวตนของคุณนักเขียนมากๆ เลยละ
“พระพายเป็นลม ลมคือสัญลักษณ์ของการเดินทาง พเนจรคือร่อนเร่ไปเรื่อยโดยไม่ได้มีหมุดหมายชัดเจน ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเรากำลังท่องไปในโลกแห่งจินตนาการที่ไม่ได้มีกรอบของโลกภายนอกมาขีดกั้น อยากให้เป็นชื่อที่มีความหมายสื่อถึงคำว่าเสรีน่ะครับ
ถ้าเอาแบบสาระน้อยหน่อยก็คือ เมื่อก่อนเคยใช้นามปากกาหนึ่งแต่งนิยาย มีความหมายว่าลมๆ เหมือนกัน เพราะงั้นก็เลยพยายามหาชื่อที่ใกล้เคียงครับ แฮ่”
นั่นไง มีแบบสาระน้อยหน่อยซะด้วย แต่เอาเถอะ คุณๆ คงพอจะเห็นภาพแล้วเนอะ ผู้ชายคนนี้มีทั้งความลึกซึ้งและความขี้เล่นที่ผสมกันแล้วลงตัวมากๆ เลย
“แล้วคุณมาเริ่มเขียนนิยายได้ยังไงเหรอ อะไรทำให้หันมาลงมือเขียนได้ เขียนมานานหรือยัง มีผลงานมาแล้วกี่เรื่อง เอ้อ เรื่องนี้คือเรื่องแรกเลยมั้ย”
“1 2 3 4 5”
“นับเรื่องที่ตัวเองเขียนเหรอ ?”
“เปล่า นับคำถามที่คุณถามมารวดเดียวต่างหาก คุณนี่ก็พูดเก่งไม่ต่างจากผมเลยเนอะ”
“...” หน้าที่ผมคือการถาม ผมก็ต้องทำตามหน้าที่สิท่านผู้โช้มมม
“จริงๆ แล้วอย่างที่บอกว่าเคยแต่งนิยายมาแล้วโดยใช้นามปากกาอื่น ซึ่งก็ย้อนกลับไปนานมากๆ คือสักสิบกว่าปีที่แล้ว นานจริงนะ เพราะตอนนั้นยังเป็นเด็กมัธยมต้นอยู่เลย เรื่องนี้เลยไม่ใช่เรื่องแรกแน่นอน ผลงาน...อันนี้ถ้านับเรื่องที่จบบริบูรณ์จริงๆ ก็ศูนย์ โห เศร้าเหมือนกันนะเนี่ย เพราะพอเข้าเรียนมัธยมปลายก็ทิ้งไปยาวๆ จนจบมหาวิทยาลัย ทำงานไปหลายปีก็ไม่ได้มาแตะอีกเลย กลับมาเขียนอีกทีตอนที่กำลังเรียนปริญญาโทอยู่ งงๆ เหมือนกันว่าทำไมถึงตัดสินใจเขียนช่วงที่เรียนสาหัสขนาดนั้น แต่สุดท้ายก็เขียนมาได้ไกลจนไม่น่าเชื่อเลย!
ทุกวันนี้เรื่องเก่าก็ยังไม่ได้กลับไปเขียนต่อ เพราะสาเหตุนี้ล่ะมั้งก็เลยอยากเริ่มต้นกับนามปากกาใหม่ไปเลย จะได้ไม่พะวงกับเรื่องที่ยังไงก็เขียนจนจบไม่ได้สักที”
“เขียนครั้งแรกยากไหมครับ...”
ผมพยายามข่มใจให้ถามทีละคำถาม แต่มันก็ดูฝืนตัวเองเหลือเกิน ให้ตาย ผมคงเป็นอย่างที่พระพายบอกจริงๆ “...เจออุปสรรคการเขียนอะไรที่ทำให้ปวดหัว หรือท้อบ้างไหม”
“ถ้าพูดถึงเขียนครั้งแรกตอนมัธยมต้น ไม่ยากเลยครับ ทุกอย่างที่อยู่ในหัวก็แค่ถ่ายทอดลงบนแผ่นกระดาษ (แต่ที่จริงสมัยนั้นก็ใช้คอมละนะ มาเขียนกระดาษอะไรล่ะ...) ด้วยความที่เราเป็นเด็กด้วยมั้งเลยรู้สึกว่าการเขียนไม่ได้มีกรอบบางอย่างมาจำกัด แต่ทุกวันนี้จะคำนึงถึงเรื่องความสมเหตุสมผลมากที่สุด อาจเป็นเพราะโตแล้วยิ่งจริงจังด้วย ก็เลยไม่อยากปล่อยให้เรื่องราวขาดความสมจริง เวลาจะเขียนฉากอะไรสักอย่างก็ต้องวางแผนและหาข้อมูลหนักมาก ปวดหัวจริงๆ นั่นแหละครับ!”

2
ในวันที่...เริ่มเขียน
(จุดเริ่มต้นของนิยายเรื่องฮิตอย่าง
My Awakening: ในวันที่ผมตื่น)
ถ้าจะพูดถึงจุดเริ่มต้นของ My Awakening: ในวันที่ผมตื่น สิ่งแรกที่ผมอยากรู้มากๆ คืออะไรทำให้ผู้ชายอย่างเขาตัดสินใจเขียนนิยายวาย ทั้งที่นิยายวายในเด็กดีส่วนใหญ่มีแต่นักเขียนหญิงทั้งนั้นเลย น้านนาน...กว่าจะเจอผู้ชายเขียนนิยายวายสักที
“พอถามคำถามนี้มาก็ต้องขอสารภาพบาปเลยแล้วกัน ที่ตัดสินใจเขียนนิยายวายแรกสุดเพราะคิดว่าเป็นแนวที่อยู่ในกระแส เขียนยังไงก็มีคนอ่านแน่ๆ เราเองเริ่มเขียนใหม่ก็ไม่มีฐานนักอ่าน เขียนแนวนี้น่าจะสร้างฐานได้ง่าย สำหรับเราคู่ตัวเอกจะเพศอะไรก็ไม่ได้รู้สึกเป็นประเด็นใหญ่โต เพราะสุดท้ายเนื้อเรื่องเราอาจจะไม่ได้เน้นความรักเข้มข้นขนาดนั้น พอเริ่มต้นเขียนด้วยความคิดตื้นเขินไปหน่อยเลยรู้สึกผิดต่อนักอ่านมากๆ เหมือนกับว่าไม่มีความจริงใจในการเขียนยังไงชอบกล ต้องขออภัยมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ (กราบ)
แต่ว่าตอนนี้ที่เขียนอยู่รู้สึกสนุกไปกับมันสุดๆ ทั้งเปิดกว้างมุมมองตัวเองและได้เรียนรู้จากทางฝั่งนักอ่านเยอะมาก ยิ่งเขียนก็ยิ่งอยากถ่ายทอดเรื่องราวที่กลมกล่อมยิ่งขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นคนบาปกลับตัวกลับใจแล้ว ขอให้ทุกท่านให้โอกาสด้วยนะครับ!”
“แล้วนี่...คนรอบข้างรู้ไหม ว่าคุณเป็นนักเขียน”
“ครอบครัวรู้ครับ แต่ไม่รู้ว่าเขียนแนวนี้ (ฮา) ส่วนเพื่อน รู้ว่าเราเขียนนิยาย แต่ก็ไม่รู้แนวเหมือนกัน ชอบหลอกเพื่อนว่าเขียนนิยายติดเรต 18+ แล้วที่ตลกคือเขาก็เชื่อกันด้วยนะ หน้าผมดูเป็นคนหื่นขนาดนั้นเลยเหรอ! คุณคิดว่าไง?”
“เอ่อ...นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ต้องถามครับ คำถามต่อมาเลยละกัน คุณพระพายอ่านนิยายวายไหม คิดว่านิยายวายโดยส่วนใหญ่เป็นยังไง”
“อ่านครับ อ่านเยอะมากเลย ขอพูดในมุมของตัวเราเองเทียบกับเจ้าของผลงานหลายๆ ท่านที่เคยอ่านมาแล้วกัน อาจจะผิดหรือถูกก็ไม่แน่ใจนะครับ ส่วนตัวคิดว่านิยายวายที่อ่านมาจะวางบทในลักษณะ “รุก” และ “รับ” ที่ชัดเจนมาก ทั้งในแง่ของการบรรยายรูปร่างหรือบุคลิก ซึ่งเอาจริงเป็นเรื่องปกติ เพราะเรื่องนี้มีประเด็นเรื่องโพ (Position) ที่ต้องกำหนดให้ชัดเจนเพื่อที่นักอ่านจะจินตนาการได้ถูก เรื่องความสัมพันธ์บนเตียงมันต้องมีตำแหน่งแน่นอนใช่ไหมล่ะ? แต่พอเป็นแบบนี้บางครั้งเราจะแอบคิดไปเองว่านี่คือนิยายชายหญิงที่สวมบทบาทโดยผู้ชายมากกว่าผู้ชายสองคนจริงๆ เพราะบางครั้งผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกันอาจจะไม่ได้แสดงออกในลักษณะคำพูดหรือท่าทางแบบนั้นเสมอไป
ตรงกันข้าม สำหรับนิยาย เราอยากจะให้การยึดโยงกับบทบาททางเพศและการแสดงออกผ่านรูปร่าง/บุคลิกพวกนี้ลดน้อยลง อย่างในนิยายน่าจะไม่เคยเรียกลุงมีนว่านายเอกตรงๆ แต่จะพยายามใช้คำว่าตัวเอกเสียมากกว่า พยายามให้มันเป็นความรักความผูกพันระหว่างผู้ชายสองคนธรรมดาๆ มากกว่าจะเน้นไปเรื่องใครอยู่โพไหนน่ะครับ
จริงๆ ตรงนี้อาจจะเป็นรสนิยมในการเขียนมากกว่า เราเคารพความคิดนักเขียนทุกท่านในการถ่ายทอดเรื่องราวและถักทอความสัมพันธ์ตัวละครเสมอ ไม่มีการเขียนไหนที่ผิดหรือถูก อยู่ที่ความชอบของนักอ่านนั่นแหละครับ!”
คำถามต่อมาที่ผมอยากรู้จากคุณพระพาย จากเท่าที่คุยกันมา ผมมั่นใจยิ่งกว่ามั่นใจ ว่านี่จะเป็นคำถามที่เขาตอบยากแน่นอน...
ถ้าจะให้เล่าสั้นๆ My Awakening: ในวันที่ผมตื่น เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
“ถ้าเล่าจริงๆ ไม่น่าจะสั้นได้นะครับ (หัวเราะ)...”
นั่นไง...
“...ก็เป็นเรื่องของการกลับมาเกิดใหม่ของผู้ชายคนหนึ่งเพื่อแก้ไขเรื่องราวในอดีตที่ผิดพลาด ปกป้องครอบครัวและคนที่รัก รวมทั้งปูทางสู่อนาคตที่ไม่ซ้อนทับรอยเดิม เกริ่นมาแบบนี้อาจจะเหมือนแนวย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ทั่วไป แต่สิ่งที่เราคิดว่าแตกต่างก็คือเรื่องราวระหว่างทางของความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างมั่นใจว่ายังไม่ค่อยมีใครนำเสนอในรูปแบบนี้ออกมาครับ”
และเรื่องราวที่พระพายมั่นใจว่า “ยังไม่ค่อยมีใครนำเสนอในรูปแบบนี้มากๆ” ก็ประสบความสำเร็จมากๆ ซะด้วย ทำเอาผมอยากรู้ความรู้สึกของเขาเลย ว่าคิดไหมว่าผมตอบรับจะออกมาดี ยอดวิวหลักอ่าน ติดท็อปที่เด็กดีอย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์ (ตอนนี้ก็ยังติดอยู่)
“นิยายเรื่องแรกที่เคยเขียนจริงๆ ก็เคยติดท็อปนะครับ (ยิ้ม)”
บางที เว็บเราก็ควรมีปุ่มชื่นชมยินดีกับปุ่มหมั่นไส้ไปพร้อมๆ กันเนอะครับ
“เอาจริงๆ ไม่ได้คิดว่าจะง่ายเหมือนเมื่อก่อนหรอก เพราะว่าตอนนี้จำนวนนิยายเยอะมาก นักเขียนออนไลน์ก็มากเท่าทวีคูณกว่าตอนนั้น ตอนแรกลงไปไม่มีคนอ่านก็ใจแป้วๆ เหมือนกัน ทำใจยอมรับไว้บ้างว่าอาจจะแป้กก็ได้ แต่สุดท้ายปีนป่ายขึ้นมาได้ขนาดนี้ก็เกินคาดจริงๆ ครับ!”
3
ในวันที่...ผูกพัน
(รู้ตัวอีกที ก็ผูกพันกับตัวละครและเรื่องราวไปแล้ว)
My Awakening: ในวันที่ผมตื่น เป็นเรื่องที่ยาวมาก แถมยังแบ่งเป็นสามภาคตามช่วงวัยของตัวละคร คือมัธยมต้น มัธยมปลาย จนถึงมหาวิทยาลัย เรื่องยาวที่ตามติดชีวิตตัวเอกไปเรื่อยๆ แบบนี้ จะทำให้เสียงตอบรับเป็นไปในทิศทางที่ดี และงานเขียนมีเสน่ห์ คงไม่มีเหตุผลอะไรนอกจาก...
“ความผูกพันกับตัวละคร...
เราพยายามทำให้นักอ่านซึมซาบความรู้สึกของตัวละคร รู้สึกเหมือนกับว่าเติบโตไปพร้อมๆ กัน หรือบางทีจินตนาการไปจนถึงขนาดเชื่อว่า เอ๊ะ หรือจะมีคนคนนี้จริงในชีวิตเรากันนะ ถ้าเขาคิดได้แบบนั้นก็จะยิ่งอินกับเรื่องเรามากขึ้นครับ ซึ่งนี่ก็เป็นการบ้านทุกครั้งเวลาจะแต่งตอนใหม่เลยก็ว่าได้ ในทุกๆ ตอนที่นำเสนอสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป จะทำให้คนที่อ่านคล้อยตามและเอาใจช่วยตัวละครไปได้อย่างไร”
มาจนถึงตอนนี้ ผมเห็นแววตาของพระพายที่เริ่มเปลี่ยนไปจากช่วงแรก ในความสนุกสนาน ช่างพูดช่างคุย มีความจริงจังและความซาบซึ้ง ความลึกซึ้งแฝงอยู่ลึกขึ้น มันทำให้ผมรู้เลยว่าไม่ใช่แค่นักอ่านหรอกที่ผูกพัน นักเขียนอย่างเขาผู้เป็นจุดเริ่มต้นก็ผูกพันมากๆ...ไม่แพ้กันเลย
“งั้นผมขอพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ในเรื่องบ้าง คุณพระพายตั้งใจเน้นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเอก คือมีน กับคนรอบข้าง เพื่อน ครอบครัว มากกว่าเส้นความรักใช่ไหมครับ เพราะจากช่วงแรกที่ผมอ่าน พระเอกยังไม่ออกเลยจ้า”
“ถามแบบนี้...อ่านไปกี่ตอนแล้วครับเนี่ย (ยิ้ม)”
ขออนุญาตเกลียดรอยยิ้มรู้ทันนี้ได้ไหม
“เพราะถ้าอ่านถึงตอนล่าสุดก็จะพูดได้เต็มปากว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นพระเอกเนี่ย! เอาจริงก็ถูกอย่างที่ว่าครับ เพราะขนาดแฮชแท็กเรื่องยังเป็นครอบครัวกับเพื่อนเลย จนถึงขั้นมีคนมาบอกว่าควรเอาแท็กนิยายวายออกไหมเนี่ย!
อันนี้นอกเรื่องนิดหน่อย เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีความคิดว่า ถ้ามีสักวันที่เราไม่ต้องใช้แท็กนิยายวายได้ก็ดีนะ เพราะว่าวายก็ยังแบ่งย่อยได้หลายแบบ แฟนตาซี ผจญภัย รักโรแมนติก ดราม่า เอาจริงก็แทบจะอยู่ในทุกหมวดที่เด็กดีมีตอนนี้ได้เลย ถ้าสักวันเราก้าวข้ามเรื่องรูปแบบความรักไปได้ มันคงจะยิ่งทำให้การเขียนนิยายวายเป็นอิสระและเปิดกว้างมากขึ้นก็ได้นะครับ อันนี้พูดถึงทั้งที่เป็นชายรักชายแล้วก็หญิงรักหญิงเลย”
พอพูดถึงประเด็นนี้ ผมเลยอดที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมไม่ได้
“ผมว่าไม่จำเป็นต้องเอาแท็กนิยายวายออกนะ เพราะคุณพระพายสร้างตัวละครมีน ให้เป็น LGBT ใช่ไหมล่ะ นิยายชายหญิงที่ไม่เน้นเส้นความรักก็มีให้เห็นอยู่ตั้งมาก มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะมีนิยายวายสักเรื่องเล่าเรื่องราวแบบไม่เน้นความรักพระเอกนายเอก”
“กำหนดไว้ว่ามีนชอบผู้ชายครับ แต่ไม่เคยลงรายละเอียดสัญญะทางเพศว่ามีนเป็นอะไร เป็นวายที่เจือจางมากจริงๆ นั่นแหละ แต่ตรงนี้ก็เปิดโอกาสให้นักอ่านตีความในแบบของเขาเองด้วย”
คำถามต่อมาที่ผมอยากรู้ ว่าแต่...คุณพระพายจะคิดว่าผมแซะเขาไหมนะ ผมมั่นใจว่าเขาเป็นสายบรรยายแน่ๆ จากการอ่านเรื่องนี้ (รวมทั้งการคุยกับเขานี่ละ) พบว่ามันโดดเด่นด้านการบรรยายความรู้สึก อารมณ์ตัวละคร รวมทั้งสภาพแวดล้อมต่างๆ
“ทำไมคุณถึงชอบเน้นการบรรยาย แล้วมีวิธีบรรยายยังไงให้คนอ่านไม่รู้สึกเบื่อฮะ”
“สงสัยเพราะเขียนรายงานบ่อยเลยบรรยายเก่งแน่เลย! ล้อเล่นครับ จริงๆ ต้องมาจากความชอบ ชอบอ่านนิยายที่บรรยายเยอะๆ เพราะนิยายต่างจากการ์ตูนหรือแอนิเมชัน เราต้องจินตนาการภาพในหัวเอง บทบรรยายที่ชัดจะทำให้เรานึกภาพได้ง่ายขึ้น เลยจะไม่ค่อยชอบนิยายที่มีบทพูดเยอะๆ เพราะเราไม่สามารถจินตนาการได้ว่าคนพูดรู้สึกยังไง สภาพแวดล้อมตอนนั้นเป็นแบบไหน นี่เวลาเขียนถึงขนาดทุกประโยคที่พูดต้องบรรยายออกมาตลอดเชียวนะ แต่พักหลังก็เริ่มรู้สึกว่าอาจจะยืดยาวไปก็พยายามลดทอนลงบ้างครับ
เอาตรงๆ ก็ไม่ได้เป็นคนที่บรรยายเก่งเลยด้วย แรกๆ ก็มีนักอ่านบอกสาธยายยืดยาวจนแทบหลับก็มีนะ (หัวเราะ) คือคนที่ไม่ชอบบรรยายเลยจริงๆ ก็มีเหมือนกัน เพราะมันย่อยยาก ทุกวันนี้ก็พยายามพัฒนาฝีมืออยู่นะ พยายามเขียนให้กระชับและใช้คำที่ง่าย บางทีใช้คำสละสลวยวิลิศมาหราเกินไปก็จะทำให้นักอ่านไม่อินได้เหมือนกัน เป้าหมายก็เลยเป็นเขียนให้กลางๆ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงได้ครับ”
นอกเหนือจากเรื่องบรรยาย อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นจุดเด่นของเรื่องนี้ก็คือ
ความเป็น Slice of Life ทำไมนะ ทำไมพระพายพเนจรถึงเลือกเล่าเรื่องแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ไม่หวือหวา ไม่มีจุดพีคมาก
“เพราะกำหนดมาตั้งแต่แรกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์ การเล่าเรื่องด้วยวิธีแบบนี้จึงน่าจะเหมาะที่สุด อย่างที่บอกไป เรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกับนิยายย้อนอดีตหลายๆ เรื่องที่อาจจะโฟกัสไปกับการแก้แค้น การฟาดฟันเพื่อเอาชนะ ถ้าเป็นแนวนั้นจะต้องเขียนให้แบบกระตุ้นอารมณ์ร่วมด้วยฉากที่หวือหวา ซึ่งมันเอามาใช้กับเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ เพราะฉะนั้นก็ต่อนยอนต่อไปครับ!”
จะว่าไป นอกเหนือจากความต่อนยอนที่เราจะเจอในเรื่อง ผมยังรู้สึกว่าเรื่องนี้ดึงดราม่าได้ดีเลย
“คุณพระพายเขียนซีนดราม่ายังไงให้จับใจคนอ่านครับ แล้วที่สำคัญ มีวิธีฮีลใจนักอ่านยังไง เพราะเอาจริง นักอ่านส่วนใหญ่ก็สายสุขนิยมเนอะ”
“ต้องบอกเลยว่าจนถึงตอนนี้ เรื่องนี้ไม่ได้มีซีนดราม่าแบบตัวเอกไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกันจนทำให้นักอ่านบีบคั้นทรมานจิตใจ (แน่ละ ใครพระเอกก็ยังไม่รู้เลยนี่!) ซีนพวกนี้แทบจะเป็นเรื่องของเพื่อนและครอบครัวล้วนๆ พอมันเป็นเรื่องคนรอบตัวทั่วไป หลายคนก็จะมีความรู้สึกร่วมได้ง่ายกว่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มาก ที่สำคัญ จุดจบของเรื่องราวมักเป็นความเข้าใจกัน มันมีเรื่องของความอบอุ่นและอิ่มเอมเข้ามาปนด้วยตลอด เพราะฉะนั้นนักอ่านจะไม่เศร้าสลดเกินไปแน่ครับ! (ใช่หรือเปล่านะ?)”
“ว่าแต่...เราสองคนย้อนเวลามาเป็นตัวเองตอนอายุสิบสี่แบบนี้ จะได้เจอลุงมีนไหมครับ”
“ทำไมล่ะ คุณอยากเจอลุงมีนเหรอ”
“อื้อ อยากรู้ไงว่าตัวจริงลุงมีนเป็นยังไง งั้นผมถามคุณก็ได้ คาแรคเตอร์ลุงมีน คุณพระพายได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร เหมือนคุณหรือคนรอบข้างไหม เอ้อ...” ผมหยุดชะงักกลางคัน นึกได้ว่าชักจะถามเยอะไปแล้ว กลัวโดนแซวอีก
“ถามต่อมาเถอะน่า ผมชินแล้ว”
“จะถามเรื่องพี่ชายทั้งสองของลุงมีนด้วยเลยละกัน แรงบันดาลใจการดีไซน์สามพี่น้องมาจากอะไรครับ รู้สึกว่าพอรวมกันสามคน เป็นพี่น้องที่เข้ากันดี (อย่างที่หัวใจบอกไว้) มากๆ”
“ลุงมีนไม่ได้มีอะไรเหมือนผมเลย ไม่มีจริงๆ (หัวเราะ) เป็นคาแรกเตอร์ที่สร้างมาจากกลางอากาศอย่างแท้จริง ไม่ยึดโยงกับใครเลย มีแค่ความคิดว่าว่าตัวเอกเราต้องเป็นแบบนี้แหละถึงจะดำเนินเรื่องอย่างที่เรากำลังตั้งเป้าหมายได้ เพราะฉะนั้นถ้าขอเรฟลุงมีน เสียใจด้วยครับ ไม่มีให้ ฮ่าๆ
คนที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจริงคือพี่กร นิสัยหลายอย่างของพี่กรมาจากเพื่อนคนหนึ่งในชีวิตจริง เป็นคนที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์พร้อมมาก เรียนเก่ง เล่นกีฬาดี เข้าอกเข้าใจคนอื่น แล้วก็เป็นคนดีมากๆ คนแบบนี้เป็นทั้งเพื่อนที่ดีและพี่ชายที่ดี เราก็เลยยืมคาแรกเตอร์เขามาเป็นพี่กร ใครที่อยากมีพี่กรเป็นของตัวเองก็ขอบอกให้รู้นะว่ามีคนที่เหมือนกับพี่กรในชีวิตจริงจริงๆ นะ!
ส่วนพี่สิงห์นั้นไม่ได้อ้างอิงจากใครเช่นกัน แต่เป็นคนที่สร้างขึ้นโดยคิดว่าถ้าลุงมีนกับพี่กรขัดแย้งกัน ใครจะอยู่ตรงกลางคอยประสานใจได้ ก็เลยได้พี่สิงห์ที่นิสัยแบบนี้ออกมาครับ”
พอจะคุยกับคนเขียน My Awakening: ในวันที่ผมตื่น ไม่พูดถึงบรรยากาศก็คงไม่ได้ ผมว่าเรื่องนี้ พระพายพเนจรต้องตั้งใจเอาความสวยงาม หรือประสบการณ์ในอดีตที่ตรงกับเหตุการณ์ในเรื่องมาใช้แน่ๆ ใครอยู่ในยุคนั้นจริงๆ ยุคที่หัวขโมยแห่งบารามอส ยุคที่เซวีน่าดังมากๆ คงจะอินหรือเห็นภาพตามไม่ยากเลย ไหนจะเรื่องการเรียนพิเศษ กวดวิชาที่สยามอีก
“ใช่ครับ คนแก่ชอบรำลึกอดีตใช่ไหมล่ะครับ อะแฮ่ม...ถึงเราจะไม่แก่มาก แต่ก็มีหลายๆ ครั้งที่ชอบนึกย้อนไปถึงความทรงจำเก่าๆ เวลาพลิกดูรูปหรือว่าอ่านบันทึกตอนเด็กๆ ก็จินตนาการถึงช่วงเวลานั้นขึ้นมา ความรู้สึกโหยหาในอดีตนี้น่าจะเป็นกันหลายคน ก็เลยคิดว่าถ้าเอามาเขียนน่าจะดึงอารมณ์ร่วมนักอ่านที่ช่วงวัยใกล้เคียงกับเรา (อุ๊บ) ได้ดีพอสมควร
แต่ว่าความทรงจำในหัวน่ะมันมักสวยงามเพราะความคลุมเครือใช่ไหมล่ะ ความยากก็เลยอยู่ที่ทุกอย่างในความทรงจำคือความคลับคล้ายคลับคลาเท่านั้น พอจะให้ยึดโยงกับความเป็นจริงในอดีตก็ต้องทำการบ้านหนักไม่น้อยเลยครับ!”
เอ...แล้วนอกเหนือจากบรรยาย จะมีประสบการณ์ชีวิตของนักเขียนที่มาใช้ในเรื่องนี้ด้วยไหมนะ
“มีแน่นอนครับ เพราะการเขียนในสิ่งที่เรารู้ดีที่สุดจะสื่อสารได้ดีกว่าเรื่องที่เราไม่รู้ใช่ไหมล่ะครับ ฉากและเรื่องราวไม่น้อยเลยที่เอามาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเรา แต่ว่าก็ให้นักอ่านเดากันเองแล้วกันนะครับว่าอันไหนคือประสบการณ์จริงของผมบ้าง!”
ประเด็นต่อมา ผมเลือกชวนพระพายคุยในสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นักเขียน หรือนักหัดเขียนทาง Dek-D เพราะเรื่องที่พระพายเขียนมันยาวมากๆ น่าคิดว่าคนเขียนเขียนไปตามอารมณ์ของตัวละคร หรือว่าขณะที่เขียนมีการวางพล็อต วางทรีตเมนต์ หรือวางแผนได้ๆ ไว้ไหม
“เรื่องนี้ยาวและเขียนยากจริงต้องยอมรับเลย
อาศัยแค่อารมณ์ตัวละครอย่างเดียวไม่พอ ความยากอย่างแรกคือตัวละครเรื่องนี้เยอะมาก จะต้องเกลี่ยบทยังไงให้สมดุลอันนี้คือโจทย์หนักมาตลอด อย่างที่สองลำดับเหตุการณ์ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง เวลาจะคิดอีเวนต์บางอย่าง ก็ต้องมาพลิกดูละ เออ ตอนนี้ลุงมีนเรียนอยู่หรือปิดเทอมอยู่ พลิกแม้กระทั่งปีปฏิทินดูบริบทเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงมาประกอบอีกต่างหาก
เรารู้ว่าเขียนไปเรื่อยมีหวังได้ออกอ่าว ก็เลยต้องมีการวางโครงเรื่องมาก่อน จากนั้นหยอดเหตุการณ์สำคัญของเรื่องว่าอยู่ในช่วงเวลาไหนถึงจะสมเหตุสมผล พอเขียนไปสักพักก็อาจจะต้องมาจัดลำดับเหตุการณ์ใหม่อีกครั้งให้เนื้อเรื่องออกมาสมูทที่สุด แต่ถึงขั้นนี้ก็ยังไม่เคยวางพลอตละเอียดยิบอะไรหรอกนะครับ เราก็ยังอยากเปิดช่องให้ไอเดียที่อาจสดใหม่และน่าสนใจกว่าเข้ามาโลดแล่นในเรื่องด้วย สรุปก็คือพยายามผสมผสานระหว่างการวางแผนและการใช้สัญชาตญาณในการเขียนไปพร้อมๆ กันแหละครับ!”
ยิ่งไปกว่านั้น พระพายพเนจรยังเผยให้เราได้รู้ ว่าการเขียนเรื่องยาวขนาดนี้ ทำยังไงให้ไม่เบื่อ ไม่อยากเขียนเรื่องอื่นแทนจนทิ้งเรื่องนี้ไว้กลางทาง
“เคยมีคนพูดบ่อยๆ ถ้าอยากจะเป็นนักเขียนจริงๆ สิ่งที่ต้องมีก็คือวินัย และเราก็เห็นด้วยมากๆ นะ ก็ต้องยอมรับว่าระหว่างทางมีท้อ มีเหนื่อย มีหมดอารมณ์เขียนไปบ้าง กำลังใจนักอ่านช่วยได้เยอะนะแต่ไม่ได้ตลอดเวลา เราเลยต้องจัดการกับตัวเองดีๆ บางทีต่อให้ไม่อยากเขียนก็ต้องบังคับตัวเองให้เขียน เรามีสัญญาใจกับนักอ่านตลอดว่าจะลงทุกวันอังคาร พฤหัส และเสาร์ หรือถ้ามาช้ายังไงสัปดาห์หนึ่งก็ต้องเขียนให้ได้สามตอน นิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ชอบผิดสัญญาใครอยู่แล้ว ถ้าทำไม่ได้ก็จะยิ่งรู้สึกผิด เพราะงั้นก็เลยสามารถเขียนออกมาได้ตามที่ตั้งเป้าตลอด
แต่วิธีนี้ก็กดดันตัวเองมากไปเหมือนกันนะ หลังๆ ก็เริ่มพยายามไม่ฝืนทำในเวลาที่ตัวเองไม่พร้อม เพราะว่าเขียนออกมาได้ไม่สนุกเท่าตอนที่มีอารมณ์อยากเขียนเลย ตอนนี้พยายามให้เวลาตัวเองไปทำเรื่องอะไรสนุกๆ มากขึ้น พออารมณ์แจ่มใสความอยากแต่งก็จะค่อยๆ มาเองนั่นแหละ!”
และก่อนที่เราจะพูดคุยกันในช่วงสุดท้าย ผมจึงอยากให้คุณพระพายได้บอกเล่ากับคนอ่านที่อ่านบทความนี้ หรืออ่านนิยายเรื่องที่เขาเขียนสักเล็กน้อย ว่าเขาตั้งใจจะสื่อสารอะไรให้คนอ่านรู้ผ่านเรื่องราวของลุงมีนใน My Awakening: ในวันที่ผมตื่น
“แก่นก็คือความสัมพันธ์ การเรียนรู้ และการเติบโต
แม้ว่าตัวเอกเราจะย้อนกลับมาจากช่วงวัยที่โตแล้ว แต่ประสบการณ์ใหม่ระหว่างทางก็จะทำให้เขาเติบโตไปในรูปแบบที่ต่างออกไปจากเดิมเช่นกัน อย่าลืมนะครับว่าความเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่มันมาจากการตกผลึกของประสบการณ์ คนที่อายุมากแล้วก็ทำเรื่องผิดพลาดได้เช่นกัน เพียงแต่ถ้ามีเวลาก็จะเรียนรู้และแก้ไขได้ เหมือนกับลุงมีนนี่แหละครับ!”
4
ในวันที่...เริ่มขาย
(สู่การขายรายตอนที่เด็กดี)
“เพราะจนครับ”
นี่คือสามพยางค์แรกของคุณพระพาย สำหรับคำถามที่ว่าทำไมถึงตัดสินใจลองเปิดขายกับเด็กดี ฟังดูขายขำเนอะ แต่...
“...อุ๊ย เหมือนจะล้อเล่นแต่ก็เป็นเรื่องจริง ระหว่างเรียนปริญญาโทมันมีแต่รายจ่ายใช่ไหมล่ะครับ ก็อยากจะหารายได้เสริมบ้าง ที่สำคัญตอนนั้นก็คิดๆ ว่าเรื่องนี้จะตีพิมพ์หรือขายออนไลน์ดีไหมก็ยังไม่แน่ชัดขนาดนั้น เลยลองเปิดขายเพื่อหารายได้มาจุนเจือชีวิตอาภัพๆ ของนักเขียนสักหน่อย (กระซิก)”
“แล้วอย่างนี้ ตอนเปิดขาย คุณกังวลผลตอบรับ หรือกลัวนักอ่านหายไหม”
“กังวลว่าคนจะหายไปเหมือนกัน แต่ว่าเราไม่ได้ติดเหรียญถาวร เราติดเป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยากอ่านก่อน เพราะฉะนั้นต่อให้ไม่อยากซื้อก็สามารถรอได้ไม่มีปัญหา ตอนที่ขายได้จริงก็รู้สึกดีนะครับ อาจจะเกินความคาดหมายนิดหน่อย พอจะทำให้ยาจกมีข้าวกินได้ครับ ฮ่าๆ”
และคำถามในช่วงท้ายนี้ ที่จะไม่ถามไม่ได้เด็ดขาด ผมว่าเราอ่านกันมาถึงบรรทัดนี้ คงได้แรงบันดาลใจจากพระพายในการสร้างสรรค์งานเขียนของตัวเองแน่นอน (สำหรับคนที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียน)
นี่จึงเป็นสิ่งที่พระพายฝากไว้สำหรับชาวเด็กดีทุกคน
“อาจจะเป็นคำพูดเชยๆ แต่ว่าหนทางหมื่นลี้เริ่มต้นที่ก้าวแรก ถ้าคิดจะประสบความสำเร็จก็ต้องเริ่มต้นเสียก่อน ในช่วงแรกอาจจะลำบาก แต่ประสบการณ์ระหว่างทางจะขัดเกลาให้เราเป็นเราที่ดีกว่าเดิม อย่ากังวลถึงผลลัพธ์ที่อาจจะมาช้า ไม่ใช่ดอกไม้ทุกดอกจะแย้มกลีบในปีแรกที่ปลูก ถ้ามีวินัยและไม่ย่อท้อก็ต้องมีสักวันที่ผลิบานอย่างงดงามได้แน่นอนครับ”
ผมนี่อยากจะลุกขึ้นยืนปรบมือรัวๆ ให้เขาเลย
“จบยัง” คราวนี้เขาเป็นฝ่ายถามบ้าง
“หืม”
“คุณน่ะ มีอะไรจะถามผมอีกไหม น่าจะหมดแล้วมั้ง ถามมาเยอะขนาดนี้”
“จริงๆ ก็...ยังเหลืออีกข้อเดียว ข้อเดียวจริงๆ ครับ”
“อ้ะ งั้นว่ามา”
ผมชั่งใจครู่หนึ่ง ก่อนจะถาม
“คือตอนนี้เรามาอยู่ในร่างตัวเองสมัยม.ต้น กันทั้งคู่ ถามว่าจะกลับไปยังไง คุณคงตอบไม่ได้หรอก งั้นถามละกันว่าชีวิตคุณพระพายตอนม.ต้นนี้เป็นยังไง ได้ย้อนมาเหมือนลุงมีนแบบนี้ จะสนุกแบบลุงมีนไหม”
“ก่อนตอบคำถามนี้ต้องถามกลับก่อนว่าในเรื่องนี่ลุงมีนสนุกจริงเหรอ (หัวเราะ) ในมุมมองนักอ่านก็คงรู้สึกว่าเรื่องมันตื่นเต้นน่าติดตาม แต่สำหรับลุงมีนก็คงเครียดนะ เพราะเขาแบกรับอะไรบางอย่างจากอนาคตกลับมาด้วย ต้องยอมรับลุงมีนจิตใจแข็งแกร่งมากที่ต่อสู้กับเรื่องราวขนาดนั้นตามลำพังได้ ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกันน่าจะคิดไม่ตกแล้วก็มืดแปดด้านเหมือนกันนะครับ
ย้อนกลับมาที่ตัวเรา ไม่ได้มีเรื่องผูกมัดแล้วก็เป็นปมในใจอย่างลุงมีน ถ้าอยากใช้ชีวิตให้สนุกจริงๆ ก็พอเป็นไปได้ แต่เอาเข้าจริงๆ มันคงมีความจำเจน่าเบื่อปนอยู่ด้วย นึกภาพตัวเองต้องตื่นเช้าหกเจ็ดโมงไปเข้าแถวเคารพธงชาติหน้าโรงเรียนทุกวันมันก็แอบขนลุกยังไงชอบกล อันนี้น่ะไม่สนุกแน่ๆ! หรือถ้ามองแง่บวกหน่อย เพราะรู้อยู่แล้วว่าอนาคตเราจะมุ่งหน้าไปทางไหนก็คงตัดทอนเรื่องที่ไม่สำคัญกับชีวิตลงไปได้พอสมควร ในแง่นี้ก็คงมีเวลาไปแก้ตัวในสิ่งไม่มีโอกาสได้ทำมากขึ้น ไม่ต้องมารำพึงรำพันทีหลังอีกว่า ‘ถ้ารู้แบบนี้...’ อีกในอนาคต อืม ก็คงเป็นชีวิตที่ไม่เลวทีเดียวนะ!”
คิดว่าคงจบบทสัมภาษณ์เพียงเท่านี้ แต่สุดท้ายพระพายก็ยังมิวายทิ้งท้ายถ้อยคำสุดท้ายกับเราไว้ ก่อนที่ผมกับคุณพระพายจะแยกจากกัน
แล้วไปใช้ชีวิตในวัยสิบสี่ของตนเอง...
“สุดท้าย เมื่อย้อนกลับไปในอดีตจริงๆ คงตอบได้ไม่เต็มปากว่าจะสนุกหรือเปล่า เพราะพอเราย้อนกลับไป อะไรหลายๆ อย่างมันก็อาจจะพลิกผันไม่เป็นอย่างที่เคยเป็นก็ได้ ถึงเวลานั้นจริงอาจจะเครียดน่าดู เฮ้อ! แต่ที่แน่ๆ ย้อนกลับไปได้แบบนี้ จะรีบซื้อบิตคอยต์ทิ้งไว้ก่อนเลย สนุกไม่สนุกก็ไม่รู้ล่ะ ขอรวยก่อนก็แล้วกัน!”
คุยกันกับคุณพระพายพเนจรมายาวนานมาก เลยพอจะสรุปได้ว่า My Awakening: ในวันที่ผมตื่น เป็นทั้ง “นิยายวายทางเลือก” คือเหมาะสำหรับนักอ่านที่ต้องการอ่านวายแบบใหม่ๆ ที่อาจไม่ได้เน้นเส้นเรื่องความรักของตัวเอกกับพระเอก แต่เลือกนำเสนอเรื่องความความสัมพันธ์ การเติบโตระหว่างตัวเองกับครอบครัวและผองเพื่อนแทน
หรืออีกนัยหนึ่ง อาจบอกได้ว่ามันคือ “นิยายวายเลือกทาง” เลือกคนอ่านที่ตรงกับแนวนี้ เลือกคนอ่านที่ใช่กับแนวทางของมัน
อ่านนิยายลองอ่านกันดูได้นะ แล้วมาบอกเรา หรือบอกคุณพระพายก็ได้
ว่านิยายวายเรื่องนี้ “ใช่” สำหรับคุณหรือเปล่า : )
พี่บาส
4 ความคิดเห็น
เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกๆที่อ่านในเด็กดีแล้วสนุกมากๆเลย เป็นกำลังใจให้นักเขียนนะคะ สู้ๆๆ
ตกใจนิดหน่อยที่คุณพระพายเขียนเป็นแนววายเพราะกระแส แต่ในปัจจุบันนี้กระแสแรงจริงค่ะ ชอบและเห็นด้วยกับคุณพระพายในเรื่องเกี่ยวกับเพศมากเลย เราแอบคาดหวังอยากให้ในอนาคตการจัดหมวดหมู่นิยายเหลือเพียงแนวเรื่องเท่านั้น เช่น โรแมนติด แฟนตาซี ไซไฟ อะไรแบบนี้น่ะค่ะ ที่เป็นทิศทางหลัก ๆ ของเรื่อง ส่วนเพศของตัวละครก็จะเป็นแท็กหรืออะไรก็ว่าไป ในปัจจุบันเรื่องโพ หรือรุก-รับนี่ เราเองก็รู้สึกคนหลายคนเอาระบบแบบไบนารี่เข้ามาควบคุมมากเกินไปหน่อย ทุกเพศเลยที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งนี้ เรื่องที่ตกใจอีกเรื่องคือพี่กรค่ะ! พี่กร!! อยากกรี๊ดมากว่าคนแบบนี้มีอยู่จริง! 5555 รู้เลยว่าใครคือลูกรักในเรื่อง พูดถึงเรื่องย้อนอดีต มีนเองอย่างน้อยตอนกลับมาก็ได้เพื่อน(หรือเด็กในสังกัด?)มากมายเลยนะคะ ถึงแม้จะต้องช่วยแก้ปัญหาให้ด้วยก็เถอะ 555 เป็นกำลังใจให้ลุงต่อไปในนิยายค่ะ! นิยายสนุกมาก ๆ อยากชวนทุก ๆ คนมาอ่านด้วยกัน!
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องอ่านจริงๆ แนะนำแบบสุดใจ สนุกมากทุกฉากทุกตอนเลย ตอนแรกที่เข้ามาอ่านนึกว่าเป็นแนวเกิดใหม่แก้แค้นเหมือนที่เคยอ่าน พอมาอ่านจริงๆคือเป็นแนวที่แปลกใหม่มาก มารู้ตัวอีกทีคือติดแบบงอมแงมมาก (ฉันกรี๊ดมากตอนบอกว่าคนแบบพี่กรมีจริง)