ชีวิตวัยรุ่นก็เหมือน "ต้อยติ่ง"
ตัวละครที่ถูกบังคับจากวรรณกรรมเรื่อง 'เจ้าหงิญ'
ของบินหลา สันกาลาคีรี
ฮัลโหล่ววว เซย์ไฮชาวเด็กดีทุกคนนะคะ วันนี้พี่นะจะพาทุกคนไปท่องโลกวรรณกรรมกับหนังสือที่ชื่อแปลกจนต้องร้อง ฮะ! ถามซ้ำย้ำอีกที ว่าชื่ออะไรนะ? สะกดผิดหรือเปล่า อย่างหนังสือที่ชื่อว่า ‘เจ้าหงิญ’ ไม่ใช่ เจ้าหญิงนะคะ นักเขียนจงใจสะกดแบบนี้ค่ะ แหม่ แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมละคะ หนังสืออะไรชื่อ ‘เจ้าหงิญ’ แล้วเกี่ยวกับอะไรเนี่ยยย
‘เจ้าหงิญ’ วรรณกรรมรางวัลซีไรต์ (รางวัลหนังสือดีแห่งอาเซียน) ที่รวมแปดเรื่องสั้นของ นักเขียนนามปากกาคุ้นเคยอย่าง บินหลา สันกาลาคีรี โดยนักเขียนได้นำเสนอเรื่องราวผ่านโลกจินตนาการผสมผสานโลกความจริง ผ่านรูปแบบนิทาน แต่วันนี้ พี่นะขออนุญาตหยิบเรื่องสั้นจากหนึ่งในแปดเรื่องมาพูดคุยกันค่ะ เป็นเรื่องแรกของเล่มชื่อว่า "ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ" พี่ชอบมากกกก กอ ไก่ล้านตัวค่ะ เพราะอ่านแล้วทำให้พี่รู้สึกเหมือนเห็นตัวเองตอนเรียนเลยค่ะ ทุกคนเริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมคะ ว่าทำไมพี่ถึงรู้สึกแบบนั้น ก่อนที่เราจะไปพูดถึงเรื่องนั้นกัน เบื้องต้น พี่นะขอเล่าเรื่องชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือให้ฟังสั้นๆ ก่อนค่ะ (ใครอยากรู้เรื่องทั้งหมดก็ไปซื้อหนังสือมาอ่านกันต่อได้นะ!)
ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่บนภูเขาภาคเหนือ
เขาอยากเอาของขวัญไปให้หลานสาวตัวน้อยของเขาในวันเกิดที่ภาคใต้ แต่ระยะทางระหว่างภาคเหนือไปภาคใต้มันไกลกันมาก ๆ ทำให้ตอนที่เขาเดินทางได้เรียนรู้อะไรมากมาย โดยเฉพาะเรียนรู้จาก “เมล็ดต้อยติ่ง” ของขวัญที่เขาจะนำไปให้หลานสาว สิ่งที่ต้อยติ่งพูดทำให้เขาต้องยอมเดินทางช้าลง จนในที่สุดเขาก็ได้พบกับหลานสาวตัวน้อยที่กลายเป็นแม่คนแล้ว และมอบต้อยติ่งให้กับเธอ
“เขาฝันที่จะเห็นหลานสาวตัวน้อยๆเติบโตงดงาม แต่กลับกีดกั้นเราไม่ให้เติบโต ช่างน่ารักและยุติธรรมจริง ๆ ” ต้อยติ่งเมล็ดหนึ่งพูด
แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว พี่นะก็สัมผัสได้ถึงความอึดอัดใจของต้อยติ่งที่โดนบังคับ ลองสมมติตามดูนะคะ ถ้าเกิดเมล็ดต้อยติ่งกลายเป็นคนขึ้นมา และถูกบังคับให้ต้องเป็นของขวัญคนอื่นโดยที่ไม่ได้ถามความสมัครใจ นี่ก็คือการบังคับดี ๆ นั่นเองค่ะ และถ้ามองดูให้ชัดเจน ปัญหาของต้อยติ่งก็ไม่ต่างจากปัญหาในสังคมปัจจุบันเลยค่ะ ซึ่งพี่นะก็จะขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ใกล้ตัว มาสัก 2 เหตุการณ์ คิดว่าน่าจะใกล้ตัวและทำให้น้องๆ หลายๆ คนเข้าถึงได้ไม่ยากเลย หรือคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วได้มาอ่าน พอย้อนกลับไปคิดถึงอดีต ก็น่าจะเข้าใจได้เหมือนกันค่ะ
บังคับให้เรียน ในสิ่งที่เราไม่ได้อยากเรียน
เรียนๆ ไปเดี๋ยวก็ชอบเอง! เรียนแบบนี้สิดี จะทำให้เรามีอาชีพที่ดีรองรับ! ส่วนตัวพี่นะคิดว่านี่เป็นปัญหาเบสิกที่เหล่าวัยเรียนทุกคนน่าจะพบเจอ พ่อแม่คิดว่าแบบนั้นดีแบบนี้ เรียนไปเถอะลูก ไม่ถามจิตใจลูกซักคำ ทุกคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ มันไม่เล็กนะคะ สำหรับเด็กถ้าโดนครอบครัวบังคับเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ อาจจะทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เครียด และทำให้ผลการเรียนไม่ออกมาดีอย่างที่ิคิด
พี่นะก็เคยโดนนะคะ เขาจะมองว่าเป็นการหวังดี แต่บางครั้งมันก็ทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว พี่นะว่าเรื่องนี้ไม่มีใครผิดหรือถูก เราก็แค่มองต่างกันค่ะ มันก็เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน มุมมองของคนเป็นพ่อแม่กับมุมมองของคนเป็นลูก มันก็ไม่เหมือนกันค่ะ พ่อแม่หวังอยากให้ลูกประสบความสำเร็จ ลูกก็หวังอยากจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจแต่ก็อยากที่จะได้ทำในสิ่งที่ชอบ พี่นะว่าเรามาเจอกันครึ่งทางดีกว่าค่ะ ลองเปิดอกเคลียร์ใจกับพ่อแม่ตรง ๆ ว่าเราอยากเรียนอะไร พี่นะเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนรับฟังแน่นอนค่ะ ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่อยากเห็นลูกประสบความสำเร็จค่ะ คนเราควรได้เรียนในสิ่งที่รัก ในสิ่งที่ชอบและในสิ่งที่เขาอยากจะทำค่ะ
อย่าได้ “บังคับ” ให้ลูกเรา ให้เขาเลือกเส้นทางของตัวเอง
บังคับเพศ
พ่อแม่ไม่ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น เพียงเพราะลูกไม่ได้เป็นตามเพศสภาพที่เกิด ความจริงแล้วเรื่องนี้สำหรับพี่นะเป็นประเด็นที่ค่อนข้างเซนซิทีฟจริง ๆ ค่ะ แต่พี่นะว่าไม่ว่าเพศไหน ถ้าเราทำตัวดี มีจิตใจที่ดี ทำแต่สิ่งที่ดีแค่นี้ก็พอแล้วค่ะ เพราะการกระทำสำคัญกว่าเพศที่เป็นค่ะ
จริง ๆ แล้วสมัยนี้ถือว่าเปิดกว้างมากนะคะ พ่อแม่หลายคนก็ยอมรับในความแตกต่างทางเพศได้ พี่ก็มีเพื่อนที่เป็น LGBTQ+ เยอะนะคะ เขาก็เหมือนคนทั่วไปปกติเลย สิ่งที่พี่นะอยากจะบอกทุกคนก็คือ เพศไม่ได้กำหนดคุณค่าของความเป็นคน ทุกคนมีคุณค่าในตัวเองค่ะ ดีในแบบที่ตัวเองเป็น บอกรักตัวเองให้มากๆ และอย่าลืมขอบคุณตัวเองในทุก ๆ วันด้วยนะคะ
ไม่ว่าเพศไหนก็มีคุณค่าในแบบของตัวเอง
ทุกคนคือต้อยติ่งในชีวิตจริง
ถึงแม้เรื่องราวในเรื่องนี้จะจบลง แต่เรื่องราวของโลกความจริงไม่เคยจบ ยังคงมีปัญหาเรื่องการบังคับจิตใจกันอยู่เรื่อย ๆไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน สังคมเราก็ยังเป็นสังคมแห่งการบังคับโดยใช้คำว่ารักและห่วงเป็นข้ออ้างในการกระทำ พี่นะอยากให้ทุกคนรับฟังเด็กวัยเรียนกันให้มากขึ้น ตามโลกให้ทัน ปรับเปลี่ยนความคิดเรื่อยๆ เพราะเวลามันไม่เคยหยุดนิ่ง เปิดใจรับฟัง และเดินไปด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ปัญหาที่ยกมาวันนี้นี่แค่ส่วนหนึ่งในปัญหาของวัยเรียน พี่นะว่าทุกคนก็น่าจะเคยเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ กัน ที่เรากลายเป็นผู้ถูกกระทำ ถูกบังคับเหมือนต้อยติ่ง แค่เรื่องราวของแต่ละคนอาจจะต่างกันไป มาเล่าสู่กันฟังได้นะคะ :)
สุดท้ายแล้วในเรื่องนี้ ชายเดียวดายก็ยังสำนึกได้ว่าไม่ควรที่จะบังคับใคร ถ้าทุกคนคิดเหมือนชายเดียวดายก็คงดีไม่น้อยเลยค่ะ อาจจะทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น และทุกคนก็จะมีความสุขในแบบของตัวเอง…
0 ความคิดเห็น