ชวนวิเคราะห์ : เทคนิคการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ตัวละคร
จาก “แมวนักพยากรณ์แห่งร้านกาแฟจันทร์เต็มดวง”
ช่วงนี้พี่เบียร์หันไปทางไหนก็เจอแต่ความนุ่มนิ่ม นุ่มฟูของน้องเหมียวเต็มไปหมด จนกลายเป็นทาสแมวไปเรียบร้อยแล้ว อาการหนักถึงขนาดซื้อนิยายที่มีหน้าน้องเหมียวอยู่บนปกอย่างเรื่อง “แมวนักพยากรณ์แห่งร้านกาแฟจันทร์เต็มดวง” มาอ่านคิดดูเอาแล้วกัน แต่พี่ไม่รู้สึกผิดหวังที่ซื้อน้องแมวเล่มนี้มาอ่านเลยนะ เพราะยิ่งอ่านไปยิ่งรู้สึกว้าวขึ้นเรื่อย ๆ แถมได้เคล็ดลับสำหรับไปเขียนนิยายต่อด้วย
ก่อนอื่นขอเล่าเรื่องย่อคร่าวๆ ก่อนค่ะ แมวนักพยากรณ์แห่งร้านกาแฟจันทร์เต็มดวง เป็นเรื่องราวของร้านกาแฟที่เปิดเฉพาะคืนพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น ร้านนี้จะไม่มีที่ตั้งตายตัวสามารถไปโผล่ได้ทุกที่ที่ลูกค้าต้องการ ความพิเศษของร้านคือ มาสเตอร์และพนักงานเป็นแมวเหมียวหลากสไตล์คอยมาทำนายดวงชะตาและเยียวยาลูกค้าให้ร่าเริง ซึ่งการเยียวยานี้ก็คือทำอาหารให้เรากิน และให้คำแนะนำในการใช้ชีวิต
กฎของร้านนี้คือ น้องแมวจะเป็นคนเลือกลูกค้าและทำอาหารเสิร์ฟตามดวงชะตา
ลูกค้าไม่มีสิทธิ์เลือกเมนู และไม่รู้ว่าน้องแมวจะเชิญไปร้านอีกครั้งเมื่อไหร่
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแปลของญี่ปุ่นแต่งโดยคุณ ไม โมจัทสึกิ นักเขียนจินตนาการเริด ที่ทำให้นิยายเรื่องนี้ขายไปแล้วมากกว่า 100,000 เล่ม
ด้วยการเขียนพล็อตเรื่องและเชื่อมโยงตัวละครที่ดีมากทำให้พี่เบียร์ไม่แปลกใจเลยที่นิยายเรื่องนี้จะขายดี ขนาดตอนที่อ่านพี่ยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกค้าอีกคนหนึ่งของร้านเลย เพราะลูกค้าแต่ละคนเหมือนตัวแทนของคนในสังคมของเราจริง ๆ พวกเขาต้องต่อสู้กับอะไรมากมายเพื่อชีวิตที่ดีแต่ก็ยังไม่มีประสบการณ์มากพอ คำแนะนำของน้องเหมียวแต่ละตัวทำให้พี่ทัชมาก พี่ได้แนวคิดการใช้ชีวิตมาเยอะเลย แถมยังได้รู้อีกว่าโลกใบนี้มันเล็กแค่ไหน ไม่ว่าใครต่างก็รู้จักกัน
ก่อนอื่นเรามาดูกันดีกว่าว่าตัวละครของเรื่องนี้มีใครกันบ้าง
ตัวละครในเรื่อง
1.แมวร้านจันทร์เต็มดวง
พนักงานและมาสเตอร์ของร้านนี้มีกันทั้งหมด 6 ตัว(?) แต่ตัวมีลักษณะนิสัยแตกต่างกัน พวกเขามีชื่อเรียกและนิสัยคล้ายกับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเรา พวกเขาจะออกไปหาลูกค้าด้วยร่างคน และกลับมาบริการในร้านด้วยร่างแมวยืนสองขา นอกจากความสามารถด้านการทำนายแล้ว พวกเขายังมีความสามารถในการทำอาหารด้วยวัตถุดิบจากอวกาศ และเล่นดนตรีเก่ง ความสามารถของแก๊งเหมียวดาวเคราะห์พวกนี้ทำเอาลูกค้าติดพันไม่อยากออกจากร้านเลยล่ะ
2.เซริคาวะ มิสึกิ
ลูกค้าคนแรกของร้านเป็นนักเขียนบทผู้ตกอับหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต มองไม่เห็นทางข้างหน้า อดีตเธอเคยเป็นนักเขียนบทละครชื่อดัง แต่พอเขียนไปสักพักงานเธอกลับขายไม่ออก ทำให้ต้องออกมาทำฟรีแลนซ์เขียนบทจบรองให้กับบริษัททำเกมส์
หลังจากทำบทเกมไปเรื่อย ๆ เธออยากลองเขียนบทละครอีกสักครั้ง เลยเขียนส่งผู้กำกับไป แต่ผู้กำกับกลับปัดตกเรื่องของเซริคาวะ ทำให้เธอท้อใจไม่อยากทำอะไรแล้ว จนมาเจอกับร้านจันทร์เต็มดวง พอได้คำแนะนำจากมาสเตอร์เหมียว ชีวิตของเธอก็ดีขึ้นอีกครั้ง
3.อาคาริ นากายามะ
ลูกค้าคนที่สอง เธอเป็นผู้กำกับละครสาวสวยที่จริงจังกับทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว มีทัศนคติที่ว่า
ทุกคนต้องพยายามให้ถึงที่สุด แม้จะล้มเหลวต้องห้ามล้มเลิก
เธอไปคนจริงจังมากเกินไปเลยเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา เพราะอาคาริดันคิดว่าตัวเองผิดปกติที่ไปรู้สึกดี ๆ กับเพื่อน (ชาย) สาว ทั้งที่เธอไม่รู้ว่าเขาเป็นจริง ๆ หรือเปล่า แต่พอได้ปรึกษากับแมวหนุ่มมาดขรึมไปทำให้เธอปลดล็อคชีวิตของตัวเองมากขึ้น พร้อมเดินหน้าเรื่องความรักและได้ขอโทษกับเซริคาวะที่ต่อว่าเรื่องการไม่พยายามเขียนบทต่อ
4.เมกุมิ ฮายาคาวะ
ลูกค้าคนที่สาม เธอเป็นเด็กสาวที่มีความอัดอั้นในใจไม่รู้จะทำอะไรต่อในชีวิต เธอเบื่อกับการทำงานออฟฟิศ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรือทำอะไรได้กันแน่ เมื่อน้องเหมียวเข้ามาทักทายชวนเธอไปร้านเพื่อพูดคุย เมกุมิก็เกิดไอเดียว่าเธอชอบเสริมสวย งั้นเปิดร้านทำผมขึ้นมาแล้วกัน ทำให้ตอนนี้เธอมีความสุขกับการทำงานมาก
5.ทาคาชิ มิสึโตะ
ลูกค้าคนที่สี่ ประธานบริษัทผลิตเกมส์ที่แอบหลงรักสาวร้านตัดผมแต่ไม่กล้าแสดงออกมาตรง ๆ เพราะเขินอาย เขาเลยถูกเชิญชวนไปกินโฟลตแสงจันทร์และดาวศุกร์ เพื่อไขข้อข้องใจและลุยหน้าจีบหญิงสาวได้เต็มที่
6.คุณปู่
คุณปู่วัยชราที่มักมานั่งเล่นเปียโนให้กับลูกค้าของร้านนี้ฟัง เขาเป็นคนเดียวที่เป็นทั้งแขกและพนักงาน อีกทั้งคุณปู่ยังเป็นคนที่ทำให้ทุกคนมาเจอกันอีกด้วย
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างตัวละคร (มีสปอยล์)
เอาล่ะหลังจากที่เรารู้จักกับตัวละครครบทุกตัวแล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงกันยังไง
ถ้าเล่าง่าย ๆ เลยก็คือเซริคาวะเคยเป็นครูสอนเมกุมิ และ อาคาริตอนชั้นประถมมาก่อน ถึงจะไม่ได้สนิทกันแต่พวกเธอทั้งสามคนได้ไปช่วยรับเลี้ยงแมวของคุณปู่ท่านหนึ่งไว้ตอนที่เขาเสียชีวิต แต่เพราะแมวมีจำนวนมาก มิสึโตะรุ่นน้องในโรงเรียนเลยมาอาสารับเลี้ยงแมวช่วยพวกเธอ
ความสัมพันธ์ครั้งนั้นส่งผลให้ อาคาริเป็นผู้กำกับคอยตรวจบทให้เซริคาวะ ส่วนเมกุมิเปิดร้านเสริมสวยให้บริการคนที่อาคาริชอบ และมิสึโตะกลายเป็นเจ้าของบริษัทเกมส์ที่เซริคาวะส่งบทให้ตลอด แถมเขายังมาตกหลุมรักเมกุมิอีก ซึ่งความสัมพันธ์ของพวกเขาล้วนเกิดมาจากคุณปู่ทั้งสิ้น
เพราะหลังจากเสียชีวิตไป คุณปู่ก็ได้มาขอให้เทพเจ้าแมวร้านจันทร์เต็มดวงช่วยนำทางเด็ก ๆ ที่เคยช่วยเขาไว้ให้เจอกับแสงสว่างในชีวิตเป็นการตอบแทน ซึ่งเจ้าเหมียวเหล่านี้ก็ยินดีที่จะช่วย เพราะถือว่าพวกเธอเคยช่วยเหลือพวกพ้องของตัวเองไว้เหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงวงกลมจริง ๆ
ความสัมพันธ์พวกนี้นักเขียนไม่ได้เฉลยตู้มเดียวนะคะ นักเขียนค่อย ๆ ไล่เรียงเรื่องราว เฉลยทีละปม พาเราไปรู้จักกับตัวละครแต่ละคนและให้เห็นมุมมองชีวิตของคน ๆ นั้น ตอนแรกพี่ก็ไม่คิดว่าทุกคนจะเชื่อมโยงกันขนาดนี้ แต่พอมาเก็บรายละเอียดต่าง ๆ แล้วถึงได้รับรู้ความน่าทึ่งนี้ พี่เบียร์ขอซูฮกให้คุณไม โมจัทสึกิ เลย!!
ต้องยอมรับว่าคุณไมเขียนเก่งจริง ๆ ค่ะ ที่ทำให้ตัวละครทุกตัวเชื่อมโยงกันอย่างไหลลื่นและปิดจบด้วยความอึ้งกิมกี่กับทุกสัมพันธ์ จนพี่ต้องขอยืมเทคนิคนี้มาแชร์ให้น้อง ๆ อ่านกัน เผื่อใครอยากสร้างตัวละครที่เชื่อมโยงกัน แล้วยังนึกไม่ออกว่าควรจะเขียนออกมาแบบไหนอย่างไร เชื่อว่าถ้าอ่านสิ่งที่พี่สรุปมาให้ 5 เทคนิคด้านล่างนี้ น่าจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยค่ะ
5 เทคนิคการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ตัวละคร
น้อง ๆ อาจคิดว่าการเขียนตัวละครให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันแบบนี้เป็นเรื่องยาก แต่พี่จะบอกว่ามันมีเทคนิคในการเขียนอยู่ค่ะ มาดูกันเถอะว่าเราต้องยังไงบ้าง
1.ลองสร้างตัวละครจากเรื่องจริงดูสิ
หากคิดไม่ออกว่าจะเชื่อมโยงตัวละครยังไง ลองหันไปมองคนข้าง ๆ ตัวเอง แล้วนึกย้อนไปว่าเรารู้จักเขาได้ยังไง เหตุการณ์และเหตุผลอะไรที่ทำให้เราเป็นเพื่อนกับคน ๆ นี้
เช่น เรารู้จักกับแฟนเพื่อนผ่านเพื่อนของเรา พอคุยไปคุยมาเลยรู้ว่าจบมาจากโรงเรียนเดียวกัน และเคยเป็นแฟนเก่ากับแฟนเรา...เป็นความสัมพันธ์ที่ซ้ำซ้อนเลยใช่มั้ย
ถ้าเรานำความสัมพันธ์เหล่านี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละคร จะทำให้ความสัมพันธ์ของตัวละครของเราดูเรียลมากขึ้น เพราะเราสามารถเห็นความสัมพันธ์แบบนี้ได้จากในชีวิตประจำวัน คนอ่านเข้าถึงง่ายมากขึ้น วิธีนี้ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ง่ายที่สุดเลยล่ะ
2.ภูมิหลังเนี่ยแหละที่จะทำให้คนเจอกัน
การจะมีความสัมพันธ์กันได้ ต้องมีภูมิหลังร่วมกันมาก่อน ตรงนี้เหมือนเป็นตัวชี้ชะตาเหมือนกันนะ ถ้าเราวางภูมิหลังไม่ดีอาจทำให้คนอ่านสับสนกับความสัมพันธ์ของตัวละครได้ ดังนั้นเราควรสร้างสถานการณ์หรือภูมิหลังร่วมกันให้กับตัวละคร เพื่อเป็นแก่นในการขยายและเชื่อมโยงทุกคนไปจนจบเรื่อง
เหมือนกับเรื่องแมวนักพยากรณ์แห่งร้านกาแฟจันทร์เต็มดวงที่ลูกค้าทุกคนมีจุดร่วมเดียวกันคือช่วยแมวของคุณปู่ ทำให้ในปัจจุบันทุกคนยังมีความเส้นด้ายของความสัมพันธ์มัดรั้งพวกเขาให้อยู่ด้วยกันไว้
3.ทำให้ความสัมพันธ์มันดิ้นซะ
หลายครั้งที่เราเจอว่าความสัมพันธ์ของตัวละครไม่น่าสนใจ นั่นเป็นเพราะว่าเราทำให้ตัวละครแบนเกินไป เราต้องทำให้ความสัมพันธ์มีไดนามิคขึ้นลงบ้าง ไม่ใช่แค่สร้างให้ตัวละครรักกัน หรือเกลียดกันอย่างเดียว เราต้องทำให้เขามีทั้งเกลียด มีทั้งรัก อย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์หยุดนิ่ง พี่เบียร์ขอยกตัวอย่างความสัมพันธ์ที่ดิ้นไปมาของเซริคาวะกับอาคาริให้น้อง ๆ ดูนะคะ
ในอดีตอาคาริตั้งให้ครูเซริคาวะเป็นไอดอลของตัวเอง เธอพยายามเดินรอยตามเซริคาวะจนกลายเป็นผู้กำกับ อาคาริคอยช่วยเซริคาวะทุกอย่าง แต่พอเซริคาวะหมดแรงจะเขียนบทต่อ อาคาริกลับไม่พอใจคิดว่าทำไมไอดอลถึงยอมแพ้ง่าย ๆ เธอไม่คิดจะช่วยต่อแล้ว แต่พอได้ปรับทัศนคติจากร้านกาแฟจันทร์เต็มดวงเธอก็รู้สึกผิดมาก จนมาขอโทษเซริคาวะ และคอยช่วยเหลือจนเธอประสบความสำเร็จ
น้อง ๆ เห็นมั้ยคะว่านักเขียนไม่ได้เขียนให้ทั้งคู่รักกันตลอดนะ เขาทำให้ตังละครมีการทะเลาะกระทบกระทั่งกันบ้างเพื่อให้ความสัมพันธ์น่าติดตามว่าจะจบลงแบบไหน
4.อย่าทำให้ฉันเหมือนเธอ
ถ้าอยากให้เรื่องราวของนิยายของเราน่าสนใจ เราไม่ควรที่จะสร้างตัวละครเหมือนกันเกินไปเพราะพอทั้งคู่ได้มีปฏิสัมพันธ์และแสดงออกมาในรูปแบบเดียวกัน มันจะทำให้ตัวละครทั้งสองคนซ้ำซากจำเจไม่น่าสนใจ ไม่มีอะไรให้จำ และจะทำให้คนอ่านสับสนง่าย
5.รู้จักตัวละครให้ดีกว่าที่ตัวละครรู้จักตัวเอง
นักเขียนควรจะรู้จักตัวละครที่ตัวเองสร้างทุกซอกทุกมุม แม้จะไม่ได้นำมาใช้ทั้งหมดก็ตาม เพราะยิ่งเราทำความเข้าใจกับตัวละครที่สร้างมากเท่าไหร่ ตัวละครก็จะมีมิติมากขึ้นเท่านั้น มันจะช่วยให้เราสามารถเก็บดีเทลเล็ก ๆ ไม่ให้หลุดบทบาท พล็อตและเส้นความสัมพันธ์ที่วางไว้ได้ยังไงล่ะ
เป็นยังไงกันบ้างคะกับเทคนิคการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของตัวละครจากเรื่อง “แมวนักพยากรณ์แห่งร้านกาแฟจันทร์เต็มดวง” ง่ายมากเลยใช่มั้ย หลังจากลองได้รู้จักกับตัวละครและเทคนิคเหล่านี้แล้ว พี่เบียร์หวังว่าน้อง ๆ จะเกิดไอเดียอยากเอาไปต่อยอดกับนิยายของตัวเองบ้างนะคะ พี่เชื่อว่าถ้าน้อง ๆ เอาไปปรับใช้ นิยายต้องออกมาสนุกมากแน่ ๆ แต่ถ้ารู้สึกยังไม่กล้าเริ่มเขียน อยากขอเรียนรู้เทคนิคอื่นอีกนิดหน่อย ก็คลิ๊กปุ่มข้างล่างได้เลยค่ะ ในนั้นมีเคล็ดลับให้น้อง ๆ ได้ศึกษาอีกเพียบ สำหรับวันนี้พี่ไปก่อนน๊า บ๊ายบาย
พี่เบียร์
อ่านเคล็ดลับเพิ่มเติม
0 ความคิดเห็น