เทคนิคสร้างแรงจูงใจให้กับตัวละคร
ตัวช่วยที่จะทำให้ตัวละครของคุณสมจริงขึ้น!
เพื่อนๆ ชาวเด็กดีลองลิสต์รายชื่อนิยายเรื่องโปรดสักหนึ่งถึงสองเรื่องออกมาดูสิคะ พี่ปุ๋ยพนันได้เลยว่านิยายเหล่านั้นจะต้องมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ตัวละครหลักที่ใครก็ลืมไม่ลง!
ไม่ว่าจะเป็น กัปตันอาฮับ, แอตติคัส ฟินช์, แฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือแคทนิส เอเวอร์ดีน ตัวละครเหล่านี้ล้วนเป็นตัวละครหลักของนิยายหรือวรรณกรรมที่เราล้วนคุ้นเคยกันดี ได้ยินชื่อเหล่านี้เมื่อไหร่ก็ต้องร้องอ๋อ พร้อมกับมีภาพผุดขึ้นมาในหัวแบบทันทีเลย
และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ตัวละครหลักเหล่านี้โดดเด่นและเป็นที่จดจำของนักอ่านทั่วโลกก็คือ พวกเขาล้วนแสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจที่ชัดเจนในการกระทำต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายของตนนั่นเองค่ะ
การสร้างตัวละครในนิยายของเราให้สมจริง เราไม่เพียงแต่ต้องให้ตัวละครเติบโตผ่านเรื่องราวต่างๆ และพิสูจน์ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเองเท่านั้น แต่ตัวละครเหล่านั้นยังต้องให้ความรู้สึกเสมือนว่าพวกเขามีชีวิตอยู่จริงในโลกนี้ เพื่อทำให้การกระทำแต่ละอย่างมีความน่าเชื่อถือและสมเหตุสมผลมากขึ้น
การสร้างแรงจูงใจให้กับตัวละครจึงเปรียบเสมือนการสร้างเหตุผลรองรับในการกระทำต่างๆ ของพวกเขา เป็นส่วนที่ช่วยให้ตัวละครของเราดูมีความสมจริงและมีความเป็นมนุษย์จริงๆ
แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าค่ะว่าแรงจูงใจคืออะไร? และมีอะไรบ้าง?
แรงจูงใจของตัวละครคืออะไร?
ขนาดมนุษย์อย่างเราๆ เองไม่ว่าจะทำอะไรก็ล้วนแล้วแต่ต้องมีเหตุผลในการกระทำใช่มั้ยล่ะคะ เหล่าตัวละครเองก็เช่นกันค่ะ
การสร้างตัวละครในนิยาย เราจะต้องสร้างตัวละครให้มีพฤติกรรมเหมือนมนุษย์จริงๆ ในสถานการณ์จริงต่างๆ เหมือนกับการจำลองเหตุการณ์นั่นเองค่ะ เช่น สมมติในชีวิตจริงเกิดเหตุการณ์ตึกถล่ม คนทั่วไปจะทำตัวยังไงกันนะ?
และถึงแม้ว่าตัวเอกในนิยายของเราจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่หรืออาศัยอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลออกไป แต่เราก็ต้องใส่ความต้องการ ความปรารถนา และความฝันแก่พวกเขา รวมถึงปล่อยให้ตัวละครมีข้อบกพร่อง ความผิดพลาด และความเสียใจบ้าง สิ่งเหล่านี้จะชี้ให้เห็นถึงเหตุผลและแรงจูงใจของตัวละครนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะในท้ายที่สุดเราแค่ต้องการตัวละครที่มีบุคลิกลักษณะและชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง
แรงจูงใจจะเป็นเหตุของการกระทำที่ทำให้ตัวละครฝ่าฟันอุปสรรคได้สำเร็จจนกลายเป็นฮีโร่ หรืออาจล้มเหลวจนกลายเป็นตัวร้ายก็ได้ค่ะ ยิ่งเราสร้างและแสดงแรงจูงใจของตัวละครหลักได้ดีเท่าไหร่ นิยายของเราก็จะยิ่งน่าเชื่อถือ น่าจดจำ และน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น
นี่เป็นวิธีที่เราสามารถสร้างอารมณ์ร่วมระหว่างนักอ่านและตัวละครของเราได้ เพราะนักอ่านทุกๆ คนล้วนชอบที่จะได้รับความรู้และความบันเทิงจากนิยายที่ได้อ่าน แต่นอกจากนี้นักอ่านมักจะมีอารมณ์ร่วมหรืออินไปกับเรื่องราวในนิยายด้วย ดังนั้นถ้าเราสร้างแรงจูงใจของตัวละครให้มีความน่าสนใจและน่าติดตามมากพอ ก็จะทำให้นักอ่านทั้งหลายอ่านนิยายของเราได้เรื่อยๆ ไปจนจบเลยละค่ะ
ประเภทแรงจูงใจของตัวละคร
จากทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow's Hierarchy of Needs) ของ อับราฮัม มาสโลว์ นักจิตวิทยาด้านมนุษยนิยม ที่เชื่อว่าเมื่อความต้องการในขั้นต้นของมนุษย์ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอแล้ว มนุษย์ก็จะถูกกระตุ้นให้เกิดความต้องการในขั้นต่อๆ ไปที่สูงขึ้น
มาสโลว์ระบุว่าสิ่งเหล่านี้คือความต้องการโดยทั่วไปของมนุษย์ (โดยลำดับที่ 1 คือความต้องการขั้นต่ำสุด)
- ความต้องการทางร่างกาย (Physical) : อาหาร,น้ำดื่ม, การพักผ่อนนอนหลับ, ที่อยู่อาศัย และเครื่องนุ่งห่ม เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด และหากคนเราเอาแต่ทุ่มเทแรงกายทั้งหมดเพื่อความอยู่รอดนั้น ความสนใจที่มีต่อสิ่งอื่นๆ ก็จะถูกลดลงไป
- ความต้องการความมั่นคง (Safety) : เมื่อตอบสนองความต้องการทางร่างกายแล้ว ความมั่นคงและความปลอดภัยก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น : ความมั่นคงทางการเงิน ความมั่นคงทาง หรือความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน
- ความต้องการทางสังคม (Social) : ความปรารถนาในความรักและการยอมรับ ความต้องการในขั้นนี้สามารถได้รับการเติมเต็มได้จากครอบครัว เพื่อน และคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกัน
- ความต้องการความเคารพนับถือ (Self-esteem) : ความต้องการของมนุษย์ที่อยากได้รับการยอมรับ การเคารพและเห็นคุณค่าโดยคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการยอมรับในตัวตนของเรา หรือการยอมรับนับถือในอาชีพการงาน
- ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (Self-actualization) : เมื่อความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนองแล้วและเรารู้สึกพึงพอใจกับมัน เราก็มีความปรารถนาที่จะบรรลุเป้าหมายอื่นๆ ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ซึ่งส่วนมากจะเป็นความใฝ่ฝันส่วนตัวที่ต้องการการเติมเต็ม
ความต้องการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการสร้างแรงจูงใจให้ตัวละครยังไง?
กล่าวคือแรงจูงใจทั้งหมดของตัวละครในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น จะส่งผลให้เกิดการรวมตัวกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของความต้องการที่ว่ามาข้างต้นนั่นเองค่ะ
เช่น ตัวละครเอกมีแรงจูงใจจากบาดแผลทางใจในอดีตที่เคยถูกกลั่นแกล้งรังแก เมื่อโตขึ้นเลยมีเป้าหมายที่จะกลายเป็นผู้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ให้ได้ แรงจูงใจนี้ก็จะส่งผลให้เขาเกิดความต้องการความเคารพนับถือและความสำเร็จในชีวิตเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักเขียนเราควรคำนึงถึงแรงจูงใจหลักๆ สองประเภท คือ
1. แรงจูงใจภายใน ได้แก่
- ความกลัว
- ความสงสัย
- ความโลภ
- พลังอำนาจ
- ความแค้น
- ศักดิ์ศรี
- ความรัก
2. แรงจูงใจภายนอก ได้แก่
- เงิน
- กฎหมาย
- ขีดจำกัดของเวลา
- การสรรเสริญ
- ความอยู่รอด
- การแข่งขัน
บาดแผลทางใจก็สามารถเป็นแรงจูงใจของตัวละครได้เช่นกัน ได้แก่
- การคุกคามจากความรุนแรงใดๆ
- การเป็นพยานรู้เห็นในเหตุการณ์ความรุนแรง
- การล่วงละเมิดทางเพศ
- การทำร้ายร่างกาย
- การทำร้ายจิตใจ
- การถูกละเลย (ทางร่างกายหรืออารมณ์ความรู้สึก)
- อุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วย
- ภัยพิบัติทางธรรมชาติ
- การสูญเสีย/ความเศร้าโศก
- สงคราม
เอาล่ะ เมื่อได้รู้ที่มาที่ไปคร่าวๆ กันแล้ว ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มสร้างตัวละครแสนโดดเด่นในแบบฉบับของเราเอง ด้วย 6 เทคนิคสร้างแรงจูงใจให้กับตัวละครกันเลยดีกว่าค่ะ!
วิธีสร้างแรงจูงใจให้กับตัวละคร
การสร้างแรงจูงใจให้กับตัวละครของเราจึงไม่ได้มีแค่การเลือกมาอย่างใดอย่างหนึ่งจากลิสต์ของแรงจูงใจทั้งหมดเท่านั้น แต่เราควรผสมผสานแรงจูงใจของตัวละครให้เข้ากับเรื่องราวในนิยายด้วย โดยมีวิธีดังนี้
1. อย่าละเลยตัวร้าย
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุดอย่างหนึ่งในนิยายก็คือ บทบาทของตัวร้ายที่มักจะโผล่มาก็ทำตัวน่ารังเกียจ หรือทำตัวชั่วแบบสุดๆ แต่นักอ่านไม่เคยรู้เลยว่าทำไมตัวร้ายถึงเป็นเช่นนั้น จนบางทีก็สรุปเอาได้เลยว่าที่ตัวร้ายทำสิ่งเลวร้ายต่างๆ นาๆ ก็เพราะว่านั่นคือบทบาทของพวกเขาที่จะต้องเป็นคนร้ายกาจ
ในฐานะนักเขียนเราไม่ควรปล่อยผ่านหรือละเลยตัวร้ายของเราเด็ดขาด แต่เราต้องให้ภูมิหลังเกี่ยวกับตัวร้าย ว่าทำไมเขาถึงมีพฤติกรรมแบบนี้นะ มันเกิดมาจากแรงจูงใจในด้านไหน เป็นการใส่สิ่งที่จะสามารถเป็นข้อแก้ตัวเกี่ยวกับพฤติกรรมของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ
เราไม่ควรสร้างตัวร้ายที่ดูจงใจทำตัวร้ายๆ แบบไร้เหตุผลมากจนเกินไป หรือแบบที่ทำให้นักอ่านรู้สึกว่า ‘แกคงจะพอใจกับการเป็นคนเลวสินะ’ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง คนที่นิสัยเลวร้ายไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นคนเลวเลย พวกเขามีเหตุผลที่จะเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก ดังนั้นการสร้างตัวร้ายที่ดูสมจริงเราควรใส่แรงจูงใจที่เป็นผลมาจากเรื่องราวในอดีตของพวกเขาให้เพียงพอ จนเมื่อเฉลยปมต่างๆ แล้วอาจจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกเห็นใจตัวร้ายเหล่านั้นขึ้นมาเลยก็ได้
2. การบอกภูมิหลังของตัวละคร
ภูมิหลัง (backstory) ก็คือ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนบทที่หนึ่ง เป็นสิ่งที่จะสามารถตอบคำถามที่ว่า อะไรคือสิ่งที่หล่อหลอมตัวเอกหรือตัวร้ายให้มีนิสัยอย่างทุกวันนี้ได้? เป็นเรื่องราวในอดีตที่ส่งผลต่อพฤติกรรมหรือการใช้ชีวิตของตัวละครในปัจจุบัน
สิ่งที่นักเขียนควรรู้เกี่ยวกับตัวละครของตัวเอง ไม่ว่าจะได้ใส่ไว้ในนิยายหรือไม่ก็ตาม :
- เกิดเมื่อไหร่ ที่ไหน และเกิดจากใคร
- พี่น้อง
- เข้าเรียนที่ไหน
- สังกัดทางการเมือง
- อาชีพ
- รายได้
- เป้าหมาย
- ทักษะ
- จิตวิญญาณ
- เพื่อน
- เพื่อนรัก
- สถานะ : โสด มีแฟน หรือแต่งงานแล้ว
- โลกทัศน์
- บุคลิกภาพส่วนตัว
- สิ่งที่กระตุ้นความโกรธ
- สิ่งที่ทำให้มีความสุข
- ความกลัว
- และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนิยายของเรา
3. รู้จักใช้ plot twists หรือพล็อตหักมุม
ตัวละครของเราต้องมีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าเราวางเส้นทางของตัวละครให้เป็นเส้นตรงมากจนเกินไปอาจทำให้นักอ่านรู้สึกเบื่อหน่ายและเลิกติดตามนิยายของเราได้ค่ะ เพราะฉะนั้นเราอาจจะใช้ plot twists หรือพล็อตหักมุมเข้ามาบ้าง เพื่อให้ตัวละครของเราได้เผชิญกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแบบฉับพลัน เพื่อให้นักอ่านเห็นถึงจุดเปลี่ยนและพัฒนาการของตัวละครนั่นเอง
แน่นอนว่าพล็อตหักมุมในนิยายของเราจะต้องมีความสมจริง จนนักอ่านไม่สามารถแย้งได้เลยว่า ‘เป็นไปไม่ได้!’ เราต้องถือคติอะไรก็เกิดขึ้นได้ค่ะ และนักอ่านส่วนใหญ่ต้องการอ่านเรื่องราวที่สมเหตุสมผล ดังนั้นเราต้องสร้างเบาะแสของการหักมุมที่มีความเป็นไปได้ แต่ก็ต้องเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากเช่นกัน เพื่อให้นักอ่านอ่านแล้วต้องตบเข่าฉาดพร้อมกับอุทานว่า ‘แบบนี้ก็ได้เรอะ!’
4. สร้างความซับซ้อนของตัวละคร
เมื่อพูดถึงสิ่งที่คาดเดาได้ยากแล้วนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเลยก็คือ อย่าจำกัดแรงจูงใจของตัวละครของเราให้มีเพียงอย่างเดียว
เราต้องรวมแรงจูงใจหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน ทั้งแรงจูงใจภายในและภายนอก ให้สิ่งเหล่านั้นเป็นไปในทางขัดแย้งกัน เพื่อให้เรื่องราวของตัวละครนั้นมีความซับซ้อนและน่าติดตามมากขึ้น
เช่น ตัวเอกของเราอาจจะกำลังต่อสู้กับความกลัวภายในจิตใจของตัวเอง โดยพยายามที่จะไม่ทำบางสิ่งให้ผิดพลาดซ้ำกับในอดีต (แรงจูงใจภายใน) ในขณะที่อาจจะกำลังทำเรื่องผิดบาปอีกอย่างหนึ่งโดยไม่ตั้งใจแต่เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดเพียงเท่านั้น (แรงจูงใจภายนอก)
ความขัดแย้งเหล่านี้จะเพิ่มมิติให้กับตัวละครของเรา และเมื่อสุดท้ายปมปัญหาต่างๆ ในเรื่องถูกเฉลย ความซับซ้อนต่างๆ ก็จะถูกคลี่คลายตามไปด้วย และก็จะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างการกระทำที่ไม่ดีของตัวละครได้
5. การกำหนดเป้าหมายให้กับตัวละครของเรา
อันดับแรกเราต้องอย่าสับสนระหว่างเป้าหมายกับแรงจูงใจค่ะ :
- แรงจูงใจ คือ เหตุผลของตัวละคร
- เป้าหมาย คือ สิ่งที่ทำให้ตัวละครมีทิศทางในการกระทำต่างๆ
เช่น ตัวเอกของเราอาจต้องการกอบกู้โลกจากผู้ก่อการร้าย (เป้าหมาย) เพราะคนที่เขารักถูกฆ่าตายในเหตุการณ์โจมตี World Trade Center (แรงจูงใจ)
ดังนั้นเราต้องกำหนดเป้าหมายภายนอกแก่ตัวละครและให้เหตุผลที่แท้จริง (ภายใน) ในการบรรลุเป้าหมายของพวกเขา
6. ใช้วิธีแสดงให้เห็น แต่ไม่เล่าตรงๆ
นักอ่านมีจินตนาการมากกว่าที่เราคิดค่ะ ดังนั้นการกระตุ้นจินตนาการของนักอ่านจะทำให้นักอ่านรู้สึกสนุกที่ได้อ่านนิยายของเรา และอยากที่จะติดตามตอนต่อไปเรื่อยๆ
การแสดงให้เห็นจะทำให้นักอ่านสามารถคิดภาพตามหรือจินตนาการได้เองมากกว่าการที่เราบอกออกไปตรงๆ เพราะอะไรที่รู้ได้ง่ายๆ มันก็ไม่น่าตื่นเต้นใช่มั้ยล่ะคะ
เราจึงต้องแสดงให้เห็นถึงตัวละครของเราว่าพวกเขาเป็นใคร มีลักษณะอย่างไร กำลังทำอะไร จากคำพูด ภาษากาย ความคิด และการกระทำของตัวละคร เราจะไม่บอกแค่ว่าตัวละครเอกของเรากล้าหาญ แต่เราจะแสดงให้นักอ่านเห็นว่าเขาเป็นคนกล้าหาญยังไงผ่านการบรรยายสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น
ตัวอย่างแรงจูงใจของตัวละคร
David Morrell กล่าวว่าลูกศิษย์ของเขาที่เคยรบในสงครามเวียดนามเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างตัวละคร John Rambo และภาพยนตร์ภาคต่อในชื่อ Rambo ถึง 5 เรื่องด้วยกัน
Rambo วีรบุรุษสงครามที่ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติ เขาได้เดินทางกลับบ้านด้วยอาการวิตกกังวล ถูกเหตุการณ์ในสงครามตามหลอกหลอน และได้รับความทรมานจากอาการ PTSD นั่นจึงเป็นแรงจูงใจที่มากพอที่จะทำให้เขาทำหรือไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อปกป้องคนที่เขารัก
นอกจากนี้นิยายเรื่อง Winnie the Pooh โดย A.A. Milne ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจที่หลากหลายของตัวละครได้อย่างดีทีเดียว
- Pooh : ตัวละครหลัก, นิสัยน่ารัก เงียบขรึม เป็นกันเอง ช่างคิด และเฉลียวฉลาด
- Christopher Robin : มนุษย์เพียงคนเดียวในเรื่อง, หนึ่งในเพื่อนซี้ของพูห์ เขามีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นและฉลาดเกินวัย
- Piglet : เพื่อนสนิทอีกคนของพูห์, ตัวเล็ก ขี้อาย และขี้กลัว แต่ก็มีความกล้าหาญอย่างมากเมื่อต้องเผชิญกับความลำบาก
- Eeyore : ตัวอย่างของความมืดมน, เขาเป็นเพื่อนที่แสนเชื่องช้าของพูห์ ขี้ประชดและมองโลกในแง่ร้ายเสมอ
- Kanga : ตัวละครผู้หญิงเพียงคนเดียว, เป็นแม่ที่คอยปกป้อง Roo แต่จริงๆ แล้วเป็นเหมือนแม่ของทั้งกลุ่ม ใจดีเสมอ เธอพร้อมจะให้คำแนะนำที่อ่อนโยนและให้อาหารเพื่อนๆ ของเธออย่างรวดเร็ว
- Roo : ลูกชายของ Kanga, เป็นดั่งแสงตะวันในป่าร้อยเอเคอร์ ร่าเริงและเต็มไปด้วยพลัง
- Tigger : ตัวอย่างที่ชัดเจนของความกระตือรือร้น, เขาเป็นคนซุ่มซ่ามและพูดไม่ค่อยเก่ง แต่ก็ทดแทนด้วยความมั่นใจอย่างล้นเหลือ
- Rabbit : เป็นคนฉลาด (ที่เขาอาจจะคิดเอาเอง), เอาแต่ใจ ขี้โมโห เจ้ากี้เจ้าการ และใจร้อน แต่ห่วงใยเพื่อนของเขาอย่างสุดซึ้ง
- Owl : ผู้อาวุโสที่สุด, ชอบฟังตัวเองพูด เขาเป็นคนฉลาดและใจดี แต่มักจะหงุดหงิดเมื่อคนอื่นทำท่าเบื่อหน่ายกับความยืดเยื้อของเขา
นอกจาก 6 เทคนิคสร้างแรงจูงใจให้กับตัวละครแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักเขียนอย่างเราไม่ควรลืมในการทำให้ตัวละครมีความสมจริงนั่นก็คือ การรักษาความน่าเชื่อของตัวละคร
ตัวละครจะไม่น่าเชื่อถือพอถ้าพวกเขาขาดความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ตัวละครต้องให้ความรู้สึกสมจริงและมีชีวิตชีวา ไม่เช่นนั้นนักอ่านจะรู้สึกเบื่อและเลิกสนใจนิยายของเราได้ เพราะนักอ่านต้องการเห็นความอ่อนแอของตัวละครบ้าง รวมทั้งการต่อสู้ทั้งภายในและภายนอก และวิธีที่ตัวละครเอาชนะสิ่งเหล่านี้
หากปราศจากเหตุผลหรือแรงจูงใจ ตัวละครก็คงไม่สามารถเอาชนะสิ่งใดๆ ได้ ดังนั้นเราจึงควรให้แรงจูงใจที่น่าสนใจและมีน้ำหนักเพียงพอกับตัวละคร และเราก็จะสามารถสร้างเรื่องราวที่นักอ่านจะจดจำได้อย่างแม่นยำตลอดไป
___________________________________________________________________
เป็นยังไงบ้างคะ กับบทความที่พี่ปุ๋ยได้นำมาฝากกันในวันนี้กับ 6 เทคนิคสร้างแรงจูงใจให้กับตัวละคร ตัวช่วยที่จะทำให้ตัวละครของคุณสมจริงขึ้น! ต้องขอบอกเลยว่าการที่เราจะสามารถสร้างตัวละครให้ออกมาได้สมจริงราวกับมีชีวิตเนี่ยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอตัวเลย และจำเป็นที่จะอาศัยการฝึกฝนและการพัฒนาฝีมือการเขียนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตัวละครและเรื่องราวในนิยายของเรามีความลื่นไหลและมีความสมเหตุสมผล
แต่ถ้าเพื่อนๆ ชาวเด็กดีได้มาอ่านเคล็ดลับในบทความนี้แล้วล่ะก็ พี่ปุ๋ยคิดว่าทุกคนจะต้องได้เทคนิคดีๆ กลับไป และมีส่วนช่วยให้เขียนนิยายได้ดีขึ้น คล่องขึ้นอย่างแน่นอนเลย!
หากสนใจเคล็ดลับการเขียนหรืออยากเป็นนักเขียนที่เก่งขึ้น สามารถกดติดตามรวมบทความเด็ดได้ที่ "เปิดคัมภีร์! ส่งต่อเคล็ดลับที่จะทำให้การเขียนนิยายของคุณกลายเป็นเรื่องง่าย!" เชื่อว่าน่าจะมีเคล็ดลับการเขียนที่ตรงใจทุกคนอยู่แน่ๆ ค่ะ
พี่ปุ๋ย :)
ขอบคุณรูปภาพจาก https://unsplash.com/
3 ความคิดเห็น
ขอบคุณมากๆนะคะ