5 ข้อเปลี่ยนชีวิตสู่เส้นทางอาชีพนักเขียน
แบบฉบับ somtam

The Chosen EP. 35

 

“ถ้าติดทหารไม่ต้องเรียนแล้วก็ได้ ไปสอบเป็นนายสิบต่อเลย ผมก็เลย เอ้า ถ้างั้นขอเปลี่ยนไปเขียนนิยายจริงจังสักปีหนึ่งได้มั้ย?”

แมนยู หรือ “somtam” ผู้เขียนนิยายแฟนตาซีเรื่อง “THE END เกมส์ฝ่านรก” เล่าไปขำไปถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเปลี่ยนงานอดิเรกในยามว่างให้กลายมาเป็นอาชีพอย่างทุกวันนี้ว่า…

แต่เดิมเขาเป็นเพียงนักอ่านคนหนึ่งที่อยากลองแต่งนิยายของตัวเองดูบ้างเท่านั้น เขาเริ่มเขียนนิยายลงเว็บ Dek-D ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้น ม.6 ตอนนั้นเขาแต่งนิยายไปมากกว่าห้าสิบเรื่อง แต่เป็นนิยายที่เขียนเอาไว้อ่านเองสนุกๆ ไม่มีเรื่องไหนที่เขียนจบเลย กระทั่งเขาเริ่มแต่งนิยายเรื่องหนึ่งแล้วมีนักอ่านมาคอมเมนต์ว่า “นิยายสนุกมาก ลองติดเหรียญดูมั้ย” จากนั้นเขาก็ได้รู้จักการขายนิยายออนไลน์เป็นครั้งแรก 

นับแต่นั้นมา แมนยูก็ยังคงเรียนไปด้วย เขียนนิยายเป็นงานอดิเรกไปด้วย จนเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย ช่วงนั้นเป็นช่วงโควิดพอดี เขาเลยนำรายได้จากการขายนิยายออนไลน์มาช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว หลังจากนั้นจุดเปลี่ยนในชีวิตก็มาถึง เมื่อเขาต้องไปเกณฑ์ทหาร แล้วครอบครัวบอกว่า ถ้าหากจับได้ทหารไม่ต้องเรียนแล้ว ให้ไปสอบเป็นนายสิบต่อ เขาจึงต่อรองไปว่า ถ้าหากไม่ติดทหารขอเปลี่ยนไปเขียนนิยายจริงจังสักหนึ่งปีได้ไหม?

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาหันมาจริงจังกับการเขียนนิยาย เปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นอาชีพ จนตอนนี้เขามีรายได้จากการขายนิยายออนไลน์เข้าสู่หลักแสนแล้ว มาทำความรู้จักนักเขียนวัยนักศึกษาคนนี้ พร้อมดู 5 วิธีที่พาเขาก้าวเข้ามาสู่การเป็นนักเขียนอาชีพกัน! 

1. เริ่มต้นง่ายๆ แค่เขียนจากความชอบ 

สวัสดีครับ ชื่อแมนยูนะครับ อายุ 22 ปี นามปากกา somtam (ส้มตำ) ตอนนี้กำลังเขียนนิยายเรื่อง THE END เกมส์ฝ่านรก ครับ ก่อนหน้านี้ผมเป็นนักศึกษาครับ ตอนนี้นอกจากเขียนนิยายแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรครับ   

จุดเริ่มต้นการเขียนนิยายของผมมาจากความชอบล้วนๆ เลยครับ เริ่มจากการดูอนิเมะจนไม่มีอะไรให้ดู จากนั้นก็เริ่มหันมาอ่านมังงะ แล้วก็อ่านมังงะจนไม่มีเรื่องน่าสนใจอีก ทีนี้ก็มีเพื่อนคนหนึ่งมาแนะนำให้อ่านนิยายครับ ก็เลยได้ลองอ่านนิยายในเว็บ Dek-D ครั้งแรกเลย ตอนนั้นติดนิยายกำลังภายในมาก ผมก็ไล่อ่านท็อปร้อยหมดเลย อ่านมาเยอะจนเรื่องที่เราชอบมันน้อยลงมากๆ แล้ว ก็เลยลองผันตัวมาเขียนดูครับ

ส่วนตัวชอบแอคชั่นแฟนตาซีอยู่แล้ว เลยลองอ่านแนวกำลังภายใน แล้วก็ไปแฟนตาซีครับ นิยายเรื่องแรกเป็นแนวกำลังภายใน ผมเขียนจากความชอบ ไม่ได้กังวลว่าจะมีคนมาชอบไหม มาอ่านไหม ผมเขียนเพื่อตัวเอง มีคนมาอ่านก็เป็นกำไรไป ไม่มีก็ไม่เป็นไร แค่อยากมีนิยายเป็นของตัวเองเฉยๆ ครับ ตอนที่เขียนผมสนุกมากๆ ครับ ทุกเรื่องที่ผมเขียนเกิดจากความชอบล้วนๆ ก็เลยทำให้คลายเครียดได้พอสมควรเลยครับ

2. ยิ่งเขียนเยอะ ยิ่งได้ประสบการณ์ 

ตอนนี้ผมเขียนนิยายมาสามสี่ปีแล้วครับ ก่อนหน้านี้เขียนเป็นงานอดิเรก เพิ่งมาเขียนจริงจังก็คือปีนี้ครับ ก่อนหน้านี้ที่เขียนเล่นๆ คือ เนื้อหาเละเทะมาก ไม่สมเหตุสมผล คือถอดสมองแล้วอ่านเอา เน้นสนุก เขียนเหมือนเขียนทิ้งเลยครับ มีไม่ต่ำกว่า 50 เรื่องเลย เขียนให้ตัวเองอ่าน ไม่จบสักเรื่อง 

ผมก็ไม่รู้นะว่าสำนวนตัวเองดีไหม แต่คนอ่านที่ตามอยู่เขาบอกว่าเราเขียนดีขึ้น ที่ผ่านมาก็จะเก็บเอาคำวิจารณ์จากคอมเมนต์มาปรับปรุงอย่างเดียวเลย แล้วผมก็คิดว่าการเป็นนักอ่านมาก่อนมันน่าจะช่วยในเรื่องของสำนวน และคิดโครงสร้างของเรื่องได้บ้างแหละ ไม่งั้นผมคงเขียนมาเรื่อยๆ ไม่ได้ 

ช่วงม. 6 ผมมาเขียนนิยายเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นผมค่อนข้างชอบอ่านนิยายแนวย้อนเวลาหรือกลับมาเกิดมากครับ รู้สึกว่ามันมีลูกเล่นที่หลากหลาย ก็เลยอยากลองเขียนแนวนี้ดู แต่พอเขียนไปได้สักพักก็มีคนแนะนำให้เริ่มติดเหรียญ เพราะเขาบอกว่านิยายเรื่องนั้นมันสนุกนะ ก็เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มขายนิยายออนไลน์ครับ 

ตอนนั้นวันเดียวผมขายได้เงินมาสี่พันบาท ตกใจมากครับ แล้วเหมือนเราเห่ออ่ะครับ ก็เขียนลงเรื่อยๆ เลย ผมจำได้แม่นเลยประมาณ 20 วัน ได้เงินมาประมาณหมื่นห้า เราก็เลยรู้แล้วว่า เขียนนิยายขายได้นะ ผมก็เลยรู้สึกว่าอาชีพนี้เจ๋งจริงๆ ครับ แล้วมันเป็นสิ่งที่เราชอบด้วย

ผลงานของ somtam
ผลงานของ somtam

3. รายได้ขึ้นอยู่กับความขยัน 

พอเข้ามหาลัยผมก็ยังเขียนมาเรื่อยๆ ครับ แต่ยังเขียนเป็นงานอดิเรกนะครับ พักบ้างเขียนบ้าง ไม่ได้เขียนเอาจริงเอาจังครับ มีรายได้มาตลอด มีรายได้มาทุกเดือน อาจจะเยอะบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ความขยัน มันก็มีทั้งเรื่องที่บูมแล้วก็คนอ่านน้อย 

ช่วงนั้นก็โควิดพอดี เราก็มีเงินจากตรงนี้มาช่วยครอบครัวด้วย ตอนแรกที่บ้านก็งงว่าเขียนนิยายได้เงินด้วยเหรอ ตอนนั้นเขาก็ไม่รู้ พอมันมีรายได้มาทุกเดือน ที่บ้านก็เริ่มเห็นว่าเราหาเงินจากตรงนี้ได้นะ แต่ตอนนั้นเขายังไม่โอเคกับการเขียนนิยายครับ เขายังมองว่าอาชีพนี้ยังไม่มั่นคงเท่าการรับราชการ 

ผมเขียนนิยายจนเริ่มรู้สึกว่าอยากออกมาค้นหาตัวเอง แต่ไม่กล้าพูดคุยกับครอบครัว ช่วงนั้นถึงวันเกณฑ์ทหารพอดี แม่ก็พูดมาคำนึงว่า “ถ้าติดทหารแล้วไม่ต้องเรียนก็ได้ ไปสอบเป็นนายสิบต่อเลย” ผมก็เลยคิดต่อจากตรงนี้ว่า “ถ้าเราลองขอออกมาเขียนนิยายจริงจังสักปีหนึ่งจะได้ไหม” ในเมื่อติดทหารกับการออกมาเขียนนิยายมันก็ใช้เวลาพอๆ กัน หลังจากที่ผมไม่ติดทหาร ผมก็เลยเริ่มพูดคุยกับครอบครัวแบบจริงจังเลยครับ

ตอนแรกก็ไม่มีใครเห็นด้วยครับ เพราะผมขอดรอปเรียน 1 ปีเพื่อค้นหาตัวเอง ผมบอกว่าถ้าผมเขียนนิยายแล้วไปไม่รอดใน 1 ปี ผมก็จะกลับไปเรียนต่อ แต่ถ้าผมเขียนแล้วทำให้มันมั่นคงและกลายเป็นอาชีพได้ ทุกคนก็ต้องยอมรับในจุดนี้เหมือนกันครับ 

ที่ผมกล้าขอเพราะผมมีความมั่นใจจากการที่ผมได้รายได้จากตรงนี้ทุกๆ เดือนครับ และผมเขียนนิยายมาก็พอจะมีคนอ่าน คนติดตามอยู่บ้าง แล้วก็จำนวนรายได้ในตอนที่เราตั้งใจทำจริงๆ มันโอเคครับ ผมก็เลยมั่นใจว่าผมสามารถทำได้

ผลงานเรื่องล่าสุดของ somtam เรื่อง THE END เกมส์ฝ่านรก
ผลงานเรื่องล่าสุดของ somtam เรื่อง THE END เกมส์ฝ่านรก

4. ความขยัน และความสม่ำเสมอ เป็นสิ่งสำคัญ

จริงๆ ผมก็กดดันพอสมควรครับ แต่ด้วยความที่เรามั่นใจและขยันลงนิยายมาตลอด ปรับปรุงจากคอมเมนต์วิพากย์วิจารณ์เสมอ ผมก็ยังเชื่อครับว่าผมจะกลายเป็นนักเขียนอาชีพได้

ตอนที่ผมเริ่มจริงจังกับการเขียนนิยาย ผมก็มีวางแผนให้ตัวเองบ้างครับ ส่วนตัวผมเป็นคนปั่นนิยายสดๆ ผมก็จะมีแค่พล็อตตอนต่อๆ ไปที่เขียนไว้ กับโครงเรื่องหลักๆ กับตอนจบครับ ส่วนพวกรายละเอียดก็ด้นสดเอาครับ 

วิธีของผมคือจะเขียนนิยายตามโควต้าการแจ้งเตือนในเด็กดีเลยครับ คือการแจ้งเตือนในเด็กดี วันหนึ่งจะให้มา 3 ครั้งถูกไหมครับ และรีเซ็ตทุกๆ 8 ชั่วโมง ผมก็ตั้งเอาไว้ว่าทุกๆ 8 ชั่วโมง เราต้องเขียนนิยายลงอย่างน้อย 1 ตอน ส่วนเวลาว่างผมก็นอนครับ ไม่ใช่นอนเฉยๆ นะครับ นอนคิดเนื้อเรื่องและจินตนาการถึงพล็อตต่อไป ผมเป็นคนที่ไม่เขียนใส่โน้ตครับ ผมถนัดการจินตนาการไว้ในหัวแล้วเขียนมากกว่า 

ตอนนั้นตั้งใจไว้ว่าจะลงนิยายวันละ 3-6 ตอนครับ ช่วงแรกๆ ก็จะลงเยอะหน่อยเพราะต้องการดึงนักอ่าน แต่พอช่วงหลังๆ ขอแค่นิยายเรารันตลอดทั้งวันก็พอครับ ช่วงแรกๆ ถือว่าบูมมากครับ กระแสตอบรับดีจนน่าตกใจ แต่พอติดเหรียญก็อย่างที่คิดครับ สายฟรีก็หายไปบ้าง แต่ก็ยังมีคนที่คอยตามอ่านเยอะอยู่ครับ

ผมตัดสินใจว่าจะทำให้การเขียนนิยายกลายเป็นอาชีพให้ได้ ก็เลยไม่ถอยครับ การสนับสนุนจากนักอ่าน การคอมเมนต์ รีวิวต่างๆ ทำให้มีแรงในการเขียนเพิ่มขึ้นพอสมควรครับ รายได้ในช่วงที่นิยายพีคๆ ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายหลักๆ เลยครับ ก็มีให้ครอบครัว ให้แฟน ใช้จ่ายในบ้านด้วยครับ แล้วก็มีเอามาลงทุนกับปกนิยายด้วยครับ 

5.  เก็บความผิดพลาดไว้ แล้วเขียนเรื่องใหม่ให้ดีกว่าเดิม

คนที่อยากเขียนนิยายไม่ต้องกลัวว่าเริ่มต้นแล้วจะมีคนมาอ่านหรือเปล่านะครับ ในช่วงแรกที่ผมเขียนนิยาย อยากจะบอกว่าเละมาก ผมเขียนแค่ให้ตัวผมสนุกและมีความสุขกับมันครับ ไม่ได้คาดหวังถึงการมีรายได้หรือกลายเป็นนักเขียนเลย แต่พอเราเขียนมาได้ถึงจุดๆ หนึ่ง ถึงจุดที่เราคิดว่า เอ้า เราก็เขียนดีแล้วนะ! เราอ่านเข้าใจแล้วก็สนุกด้วย นั่นแหละครับ ตัวตนในการเป็นนักเขียนของคุณมันจะเริ่มจากตรงนั้น 

ดังนั้น อย่ากลัวที่จะลองครับ เก็บเอาความผิดพลาดมาเป็นประสบการณ์ อย่าเอามันมาบั่นทอนตัวเองว่าเขียนไม่ดีหรืออะไร แต่ใช้มันขัดเกลาตัวเราแทนครับ ถ้าทำแบบนั้นต่อให้ไม่มีพรสวรรค์ แค่คุณขยันและขัดเกลาตลอดเวลา คุณก็จะกลายเป็นนักเขียนที่เก่งสุดๆ คนหนึ่งได้ครับ

จากเรื่องราวของนักเขียนหนุ่มคนนี้ แม้ว่าจะยังไม่ครบหนึ่งปีที่เขาได้ขอเวลาพิสูจน์ตัวเองกับครอบครัวไว้ แต่จากเรื่องราวระหว่างทางตั้งแต่การเริ่มต้นเขียนนิยายแนวที่ชอบ ตลอดจนการเขียนนิยายเป็นงานอดิเรกระหว่างเรียน จนมีรายได้จากการขายนิยายออนไลน์มาช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวในช่วงโควิด เชื่อว่าสิ่งที่เขาทำและเรียนรู้มาในตลอดระยะเวลาสามถึงสี่ปีที่ผ่านมา เขาได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักเขียนมาแล้วครึ่งทาง ส่วนอีกครึ่งทางที่เหลือ คือ ความขยันและความสม่ำเสมอต่อจากนี้ ที่จะช่วยพิสูจน์เส้นทางอาชีพนักเขียนของเขาให้มั่นคงยิ่งขึ้น..

หากใครอยากเขียนนิยาย ลองเอาวิธีการทั้ง 5 ข้อที่นำมาฝากในวันนี้ ไปลองปรับใช้แล้วลงมือเขียนนิยายของเรากัน! 

เริ่มเขียนนิยาย

พี่แนนนี่เพน

อ่านผลงานนิยายของ “somtam” 

พี่แนนนี่เพน
พี่แนนนี่เพน - Columnist สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด