|
สวัสดีครับ.. นับวันช่วงเวลาการสอบโอเน็ต เอเน็ต ยื่นคะแนนแอดฯก็ยิ่งใกล้เข้ามาแล้วนะครับ จนบางครั้งอดที่จะตื่นเต้น และวิตกไปไม่ได้.. แต่ไม่ว่าอย่างไร พี่ลาเต้ ก็ขอให้น้องๆ ทุกคนสู้กับศึกครั้งนี้อย่างเต็มที่นะครับ.. อะไรจะเกิดก็ช่างมัน สู้ให้เต็มที่ที่สุดครับ.. วันนี้ พี่ลาเต้ ก็มีบทความดีๆ เรื่องหนึ่งที่บังเอิญไปอ่านเจอมาใน คอลัมน์ไลฟ์ออนแคมปัส ของ เว็บไซต์เมเนเจอร์ออนไลน์ ซึ่งมีประโยชน์มากๆ สำหรับน้องๆ ม.6 ที่กำลังจะตัดสินใจเลือกคณะ และมหาวิทยาลัยเรียนในครั้งนี้.. จะน่าสนใจขนาดไหนไปอ่านกันเลยครับ.. ก้าวแรกของการสู่ชีวิตมหาวิทยาลัย คงต้องถามตัวเองก่อนว่าเราอยากทำงานอาชีพอะไร และมีปัจจัยใดบ้างที่นอกจากใบปริญญาบัตร ที่จะทำให้เราสามารถก้าวเข้าสู่สายอาชีพนั้นๆ ได้ดังใจฝัน หลายคนหาคำตอบให้กับตัวเองได้ และมองเห็นเส้นทางสายอาชีพนั้นโดยไม่ลังเล แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่เลือกนั้น ต้องสอดคล้องกับความชอบ และความถนัดของตัวเองด้วย เพราะหากเลือกเรียนผิด ต้องเสียเวลาย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ ในขณะเดียวกันก็ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังอาจสับสนกับเส้นทางที่ตัวเองต้องเลือก..
หรือบางคนก็เลือกเรียนตามเพื่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนพบว่าตนเองกำลังมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น เช่น คณะหรือสาขาที่เลือกเรียนจบแล้วหางานยาก ไม่ชอบในสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ หรือเข้ากับอาจารย์หรือเพื่อนไม่ได้" "จนกระทั่งทำให้นักศึกษาบางคนอาจทำเรื่องขอย้ายคณะ หรือย้ายสาขา แต่บางคนอาจย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยอื่นเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักศึกษาสามารถทำได้ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเช่นนั้นควรถามตัวเองถึงสาเหตุสำคัญ และวิเคราะห์ปัญหา รวมทั้งพิจารณาทางแก้ไขในรูปแบบอื่นก่อน" นอกจากนี้ อาจารย์ธิดาพร ยังได้ฝากความห่วยใย รวมถึงข้อคิดให้นักศึกษาหลายคนที่ตั้งใจจะเป็น "เด็กซิ่ว" โดยการย้ายมหาวิทยาลัย หรือคณะด้วยว่า.. การจะย้ายไปที่ไหนนั้นควรใช้เหตุผลหลายๆ อย่างมาประกอบ ซึ่งได้จัดมาเป็นหัวข้อหลักๆ ดังนี้.. ไม่ว่าจะเป็น ค่าหน่วยกิต ค่าบำรุง และค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยมีการกำหนดค่าหน่วยกิตต่างกัน แม้ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ต่างคณะกัน ค่าหน่วยกิตก็ยังต่างกัน ส่วนค่าบำรุง และค่าธรรมเนียมเป็นค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมไปถึงการบริการในรูปแบบต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้นักศึกษา ซึ่งโดยรวมแล้วมหาวิทยาลัยเอกชนมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐบาลอย่างมาก.. นับว่ามีความจำเป็นมากสำหรับนักศึกษาในปัจจุบัน เพราะค่าใช้จ่ายในการเรียนระดับมหาวิทยาลัยมีตัวเลขที่สูงพอสมควร โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน กองทุนเพื่อการศึกษาต่างๆ ที่รัฐบาลจัดไว้ หรือที่มหาวิทยาลัยตั้งขึ้นจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ครอบครัวมีรายได้ไม่มากนัก เช่น กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา [กยศ.] สำหรับนักศึกษาที่ครอบครัวมีรายได้ต่อปีรวมแล้วไม่เกิน 150,000 บาท เมื่อเรียนจบแล้วต้องใช้ทุนคืนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้บางมหาวิทยาลัยยังมีกองทุนเพื่อการศึกษาอื่นอีกหลายกองทุน.. คณะ และสาขาที่เปิดสอน มหาวิทยาลัยต่างๆ มีคณะ และสาขาที่หลากหลาย ให้นักศึกษาได้เลือกเรียน แต่ละมหาวิทยาลัยก็จะมีความโดดเด่นในคณะ หรือสาขาที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด นักศึกษาควรเลือกเรียนในคณะ หรือสาขาที่ตนเองถนัด รักในสิ่งที่จะเรียน และเป็นสาขาที่จบมาแล้วมีงานทำอย่างแน่นอน ไม่ควรเลือกเรียนตามกระแสความนิยม หรือตามเพื่อน เพราะสิ่งนี้จะไม่ทำให้นักศึกษาประสบความสำเร็จในชีวิตการเรียนได้เลย..
อาจารย์ นับว่าเป็นบุคลากรที่สำคัญ เพราะจะเป็นผู้ที่ช่วยสร้างนักศึกษาให้ประสบความสำเร็จและมีอาชีพที่มั่นคงในอนาคต มาตรฐานของอาจารย์ในแต่ละมหาวิทยาลัยจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อถือให้กับนักศึกษาได้เป็นอย่างดี งานรองรับในอนาคต นักศึกษาควรจะเลือกศึกษาในมหาวิทยาลัย คณะ หรือสาขาที่สามารถหางานรองรับได้ง่ายหลังจากที่เรียนจบแล้ว เพราะเป้าหมายของการเรียนก็คือ การได้งานที่มั่นคง สถานที่ตั้งและการเดินทาง บริเวณที่ตั้งของมหาวิทยาลัย และการเดินทางเพื่อมาเรียนนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะนักศึกษาต้องใช้ชีวิตในการเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยอย่างน้อยประมาณ 4 ปี ความสะดวกในเรื่องของการเดินทางจึงเป็นปัจจัยที่ควรคำนึงถึงอย่างมาก โดยพิจารณาว่ามหาวิทยาลัยแห่งนั้นตั้งอยู่ในตัวเมือง หรือรอบนอกเมือง มีรถประจำทางผ่านมากน้อยเพียงใด มีรถไฟฟ้าหรือไม่ ต้องใช้เวลาในการเดินทางเท่าใด.. การบริการที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ ถือว่าเป็นมาตรฐานที่มหาวิทยาลัยควรจัดไว้สำหรับนักศึกษาประกอบด้วย หอพักที่สะอาด และปลอดภัยสำหรับนักศึกษาที่ไม่สะดวกในการเดินทาง หรือมีที่พักอยู่ต่างจังหวัด ห้องเรียนที่มีอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนอย่างพร้อมเพรียง ศูนย์คอมพิวเตอร์ และศูนย์บริการอินเทอร์เน็ต ศูนย์กีฬาในร่มและกลางแจ้ง รวมถึงศูนย์บริการฟิตเนส การประกันอุบัติเหตุและการรักษาพยาบาล, ห้องอาหารที่สะอาด ร้ายขายหนังสือที่หลากหลาย ธนาคารซึ่งเป็นสาขาย่อยภายในมหาวิทยาลัย ศูนย์บริการไปรษณีย์.. บรรยากาศในมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยที่ดีควรมีบรรยากาศที่ร่มรื่น และน่ารื่นรมย์ สามารถสร้างความรู้สึก หรือกระตุ้นให้มีความอยากเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี มีภาพลักษณ์ที่ดีน่าเชื่อถือต่อสายตาของบุคคลภายนอก และนักศึกษาควรมีความภูมิใจที่ได้เข้ามาศึกษา ณ สถานศึกษานี้.. ผลการเรียนของตนเอง นักศึกษาต้องพิจารณาว่าผลการเรียนของตนเองเหมาะที่จะเรียนในคณะ หรือสาขาใด เพราะบางคณะจะมีการกำหนดเกรดขั้นต่ำสำหรับผู้ที่จะเข้าศึกษา และเมื่อเลือกเรียนในคณะนั้นแล้วต้องสามารถทำเกรด หรือคะแนนให้สูงขึ้นได้ไม่ยากอีกด้วย.. เพื่อน สำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นกลุ่มเพื่อน หรือเพื่อนสนิทนับว่ามีความสำคัญ เพื่อช่วยเหลือกันในเรื่องของการเรียน และการทำกิจกรรม แต่ไม่ใช่การติดเพื่อนจนไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง.. แต่ต้องขอเน้นย้ำว่าเพื่อนในสังคมมหาวิทยาลัย จะอิสระ และใกล้ชิดสนิทสนมน้อยกว่าระดับมัธยม ดังนั้นเมื่อเข้าไปเรียนแรกๆ หลายๆ คนอาจจะต้องเจอกับอาการเหงา.. ปัญหาการเรียนคณะผิด การย้ายที่เรียน หรือการซิ่วของเด็กแต่ละปี พี่ลาเต้ ขอบอกว่ามันเยอะจนน่าตกใจมากๆ ครับ.. ช่วงก่อนหน้านี้ใน บอร์ด admission ของ Dek-D.Com แห่งนี้ก็มีเรื่องราวปัญหาเหล่านี้เข้ามาขอคำปรึกษากันตลอด.. พี่ลาเต้ จึงหวังว่าบทความนี้คงจะช่วยให้น้องๆ ตัดสินใจเรียนได้ง่าย และถูกทางมากขึ้นนะครับ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจในภายหลังครับ.. สู้ๆๆ ครับ.. |
|
>> ชาวเด็กดีมีวิธี เลือกคณะเรียนอย่างไร ไม่ให้ "ซิ่ว" << |



35 ความคิดเห็น
อยู่ม.4 แต่ก็ประมาทกับชีวิตไม่ได้
ขอให้ทุกคนตั้งใจนะครับ
เพราะวันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของเรา..
งืมเกรด 3 กว่าๆ
แต่อยากเรียนวิศวะ ไม่ก็วิทยาศาสตร์
จะไปรอดมั้ยเนี่ย...?
แต่สู้ตายนะคับ!
อยากให้น้องๆ คิดดี น่ะ
พี่ก้ออยากจะซิ่วอีก
คิดดี ห้ามเลือก เพราะชื่อเสียงมหาวิทยาลัยเด็ดขาดด ย้ำ ห้ามเด็ดขาดดดด
พี่อยู่มหาิวิทยาลัยที่เพิ่งจัดงานบอลประเพณี ไปอ่ะ โอ้ยยยไม่ไหวววว
เรียนแบบว่า หนักมากกก เหนื่อยเลย อยากซิ่วทุกวันนนน
รู้ๆๆอยู่ว่าอยากเรียนไร
แต่!!!~
ความพยายามเจ้าเอ๋ยอยู่ไหน
กลับมาเร็วๆ.........
ไม่ต้องเลือกมหาลัยที่มันเกินตัวเราหรอก เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน
ถ้าได้เรียนในสิ่งที่เราชอบแล้ว เราก็จะไม่ท้อ..
อย่าเลือกเพราะมหาลัย
อย่าเลือกเพียงแค่เพราะคะแนนถึง
เลือกที่เราชอบจริงๆ อยากเรียน อยากเป็น
ยิ่งพูด ยิ่งเครียด
มอสี่ก้เห่อะ พอดีเซนซิทีฟไปนิด
๕๕๕๕๕๕๕๕๕
อยากซิ่วทุกวัน
แต่ตอนนี้ เริ่มลังเล ที่จะไปแล้ว
เริ่มรู้สึกรักวิชาชีพนี้เข้าไปเรื่อยๆ ทุกที
เริ่มรู้สึกดี ที่เราได้ช่วยให้เค้าพ้นจากความเจ็บป่วย
แต่การเรียนหลายๆครั้งก็ท้อ เพราะรู้สึกไม่ใช่ตัวเอง
แต่จะออกไปเรียนสิ่งที่(คิดว่า)อยากเรียนจิงๆ
ก็กลัว ว่าเรียนไปจิงๆแล้ว จะเกิดความรู้สึกว่า ไม่ใช่ขึ้นมาอีก
อีกอย่างคือ กลัวไม่มีงานทำ
ในบางครั้ง ก็ไม่มีทางให้เลือกมากหรอก
แต่ก็คงต้องเลือกทางที่ดีที่สุดล่ะนะ
สรุปคือ สับสนสุดๆ!!!
ก้อรอดูคะแนนก่อนค่อยเลือกไปเลย
เรียนไหวไม่ไหวชอบไม่ชอบค่อยว่ากันแต่โตแล้วคงมีความอดทนอยู่
ไม่ควรเลือกคณะเพราะชื่อเสียงขแงมหาลัย
และ
ภาพที่น้องๆวาดฝันไว้ก่อนหน้านั้น
เพราะความจริงไม่เป็นดังความฝัน
แนะนำให้น้องลองมาเดินเล่นในมหาลัยที่น้องอยากเข้าดูก่อน
ซึมซับบรรยากาศม. และ คณะ
T_T
พี่อยู่ปี๑ มหาลัยที่เพิ่งจัดงานบอลประเพณีไปเช่นกันค่ะ
คิดเรื่องอยากจะซซิ่วอยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่เพราะงานหนักค่ะ
แต่เพราะน่าเบื่อเกินนนน ว่างจัดค่ะ
คณะที่คิดว่าตอนแรกจะมีอะไรให้ทำมากมาย
กลับกลายเปนป่าช้า
เซ็งมากกกกกค่ะ
อยากซิ่วมากๆๆๆๆๆๆ
เบื่อชีวิตในคณะ และ ในม.มากค่ะ
เอาใจช่วยน้องๆนะจ๊ะ
เรียนอะไรก็ขอให้คิดถึงตัวเราให้มากที่สุด เพราะเราเองจะต้องใช้ชีวิตอยุ่กับมัน เรื่องตังหาเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีก็ยังไม่ตายเลย เอาความสุขที่ใจดีกว่าความสุขช่วงคราวดีกว่า....ในความคิดเรานะ
แค่ใจรักจริงไม่ว่าจะเรียนที่ไหนหนักมากขนาดไหนยากสุดๆแค่ไหน ก็ไม่มีทางซิ่วหรอก
ทำไม ทำ อย่างกะเด็กซิ่ว มันเปนสิ่งที่ร้ายแรง
มีทางเลือกที่ดี กว่า ก้อต้องไปดิ
เราก้อเปนคนนึงที่ซิ่ว อ่ะ
เราไม่คิดว่า มันเปนการแย่งคัยหรอกนะ เด็กหลายๆคนคงคิดกัน
พี่ลาเต้ ก้อ ไม่เคยซิ่วอ่ะ คงไม่เข้าใจ หรอก
เราบอกตรงๆ ถ้ามันใช่ แล้วอารัยลงตัว คัยจาอยากซิ่ว จิงมะ
อีกอย่างนึง ก้อเปน สิทธิ์ ขั้นพื้นฐาน ของเด็ก อยู่แล้ว
มันอาจจะจริงที่ เด็ก ซิ่วอาจจาได้เปรียบที่เคยเรียนมาก่อน แต่ นั่น ก้อ ไม่ได้หมายถึงจาเก่งกว่า
แต่ที่เด็กซิ่วติดกัน เพราะ เค้าไม่ประมาทในชีวิตอย่างที่เคยผิดพลาดแล้วไง
ก้อเท่านั้น ....