สวัสดีจ้า ชาว Dek-D.com แอบถามหน่อยว่า น้องๆ Dek-D.com ได้ดูโฆษณาตัวหนึ่งหรือยังคะ ที่ใช้ก้อนหินเป็นตัวสื่อสาร ซึ่งเจ้าก้อนหินนี้ ก็แปลงร่างเป็นอะไรได้ตั้งหลายอย่าง ไม่ใช่ก้อนหินอยู่นิ่งๆ อีกแล้ว พี่แนนดูตอนแรกยังคิดเลยว่า ถ้าเป็นพี่แนนเอง จะมองเจ้าก้อนหินก้อนนี้เป็นอะไร

 


     ผลงานโฆษณาชิ้นนี้ ก็เป็นของ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ นั่นเองค่ะ ที่โชว์แนวคิดความเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างสรรค์ หรือ Creative University ซึ่งพี่แนนก็มีโอกาสได้คุยกับผู้ผลิตโฆษณาตัวนี้มาค่ะ นั่นก็คือ คุณสุวิทย์ จตริยสัจจกล หรือพี่ชง Executive Creative Director จาก บริษัท สปา ฮาคูโฮโด เรามาดูกันว่า ที่มาและแนวคิดของโฆษณาตัวนี้ เป็นยังไงกันบ้าง

 




 

     พี่แนน - สวัสดีค่ะพี่ชง ขอถามถึงแนวคิดของโฆษณาตัวนี้หน่อยค่ะ ว่ามีที่มายังไง
     พี่ชง - ที่มาของแนวคิดCreative University นี้ก็เกิดจากทางมหาวิทยาลัยกรุงเทพตั้งใจสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างสร้างสรรค์ พอรับโจทย์ที่มาก็คุยกับทางทางมหาวิทยาลัย ซึ่งทาง ม.กรุงเทพ เองก็มองการไกลว่า จะทำให้มีมิติใหม่ของการสอน ก็เลยเกิดความคิดนี้ร่วมกัน

     พี่แนน – แล้วหลังจากโฆษณาตัวนี้ออก ผลตอบรับเป็นยังไงบ้างคะ 
    
พี่ชง - เท่าที่ทราบก็เห็นว่าผลตอบรับดีมากครับ คนก็ชอบกัน เนื่องจากว่าตัวโฆษณานี้ต้องการพูดถึงเด็กมัธยมปลายที่กำลังจะมาสมัครที่มหาวิทยาลัย เค้าก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่น เราก็ต้องพูดในโทนภาษาเดียวกับเค้า สื่อสารภาษาเดียวกับเค้า

 

     พี่แนน- แอบทราบมาว่าพี่ชงเป็นศิษย์เก่า ม.กรุงเทพ ด้วย พี่ชงได้นำเอาประสบการณ์ตอนเรียนใส่เข้าไปด้วยไหมคะ
    
พี่ชง – ประสบการณ์ตอนเรียน จริงๆ ก็คือพื้นฐานที่เรียนนจบมา ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่นำมาใช้ในการโฆษณาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในยุคนั้นกับยุคนี้ก็ต่างกัน เพราะมหาวิทยาลัยก็พัฒนาไปหลังจากที่เราจบ พอเราได้กลับมาดู ได้ทำงานชิ้นนี้ ก็รู้สึกง่ายกับโจทย์ เราก็ทึ่งในโจทย์เพราะมันค่อนข้างใหม่กับการปฏิวัติการศึกษา ไม่ได้แค่ระดับมหาลัยแล้ว แต่ในระดับประเทศด้วยซ้ำ

    
พี่แนน – แล้วการจะนำเสนอความเป็น Creative University ในโฆษณา แค่ไม่กี่วินาที ยากไหมคะพี่
    
พี่ชง - จริงๆ ความยากง่ายก็เหมือนโฆษณาทั่วไป ก็มีความยากหมดทุกโจทย์ เพราะทุกโจทย์ก็ต้องนำเอาสารมาแปลงให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเราเป็นนักเรียนมัธยม เราก็ต้องพูดให้เค้าเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยกำลังสื่อสารอะไรกับตัวเค้าจึงอยากให้เค้าเข้ามาเรียน
    
อย่างตอนท้ายสุดของโฆษณา ที่เป็นบทสรุป ที่บอกว่า เราไม่จำกัด หรือวางกรอบความคิดของเค้า ตรงนี้มีพื้นที่ที่คุณจะเข้ามา และมีความคิดสร้างสรรค์ได้ นอกจากจะเดินไปตามหลักสูตร แต่ที่นี่ก็สามารถผลักดันให้คุณเอาความรู้มาบวกกับจินตนาการ บวกกับความคิดสร้างสรรค์ได้

    
พี่แนน – แล้วก้อนหินในโฆษณานี้ หมายถึงอะไรคะ
    
พี่ชง – มันก็เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในการบอกเรื่องการสร้างสรรค์ครับว่า ถ้าคุณมีความรู้ก็ต้องประยุกต์เป็นด้วย เหมือนกับที่ไอน์สไตน์พูดว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ก้อนหินก้อนหนึ่ง ถ้าคุณสามารถดัดแปลง หรือมีมุมมองที่ต่างไป อย่างไปเป็นขวดน้ำหอม ไปเป็นหุ่นยนต์ ก็สื่อสารง่ายๆ แต่เนื้อหามันก็จะแฝงด้วยความรู้เหมือนกัน อย่างเรื่องของการดีไซน์ ความคิดอ่าน ว่ามันเกี่ยวกับการเรียนอย่างไรครับ

 


 

     พี่แนน – ตัวแสดงในโฆษณาเด่นมากค่ะ เป็นนักศึกษาของ ม.กรุงเทพ หรือเปล่าเอ่ย
    
พี่ชง - ใช่ครับ แต่ก็เป็นความบังเอิญด้วยนะ เพราะเป็นน้องที่มา casting ก็เรียน ม.กรุงเทพ พอดี ทางมหาวิทยาลัยก็มองว่าน่าจะเหมาะสม เพราะจะโฆษณามหาวิทยาลัยเรา ก็น่าจะเป็นเด็กของเราเอง ทำให้สมจริงมากขึ้น

    
พี่แนน – ท้ายนี้ อย่ากให้พี่ชงฝากข้อคิดแบบสำหรับน้องๆ ที่อยากมีความ Creative หรือทำงานด้านนี้กับน้องชาว Dek-D.com ที่ติดตามอยู่ค่ะ
    
พี่ชง - ก็อยากฝากว่า งาน creative เป็นงานที่ทั้งสนุกและยาก ถ้าคิดว่ามีความคิดสร้างสรรค์ นั่นคือส่วนที่สนุกแล้ว เพราะงานครีเอทีฟเป็นงานที่เปิดพื้นที่ให้เราคิดนู่นนี่ได้ แต่ความยากของมันก็มี คือโจทย์มันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ใช่แค่เรื่องของความสนุกอย่างเดียว มันก็เหมือนงานทั่วๆ ไปที่ต้องมีความอดทนเหมือนกัน
     พี่เลยอยากฝากว่า ถ้าอยากทำอาชีพนี้ ก็ต้องฝึกฝนไม่ต่างจากอาชีพอื่น ดูว่าอาชีพนี้ต้องการอะไร ก็ไปฝึกฝนสะสมให้มากขึ้น เป็นงานที่เปิดพื้นที่ให้เราได้ลองใช้จินตนาการและความสร้างสรรค์ในการทำงานให้กับลูกค้า และที่สำคัญต้องมีความอดทน ซึ่งก็คล้ายๆ กับนักดนตรีที่เราก็จะต้องหมั่นฝึกฝนตัวเองครับ

   ว้าว พี่ชงเฉียบมากค่ะ ซึ่งนอกจากพี่แนนจะได้คุยกับพี่ชงแล้ว พี่แนนยังได้มีโอกาสคุยกับศิษย์เก่าคนดังของมหาวิทยาลัยกรุงเทพอย่าง พี่เกลือ กิตติ เชี่ยววงศ์กุล หรือ "วอก" แห่ง "เป็นต่อ" นั่นเองค่ะ ซึ่งพี่วอก เอ้ย พี่เกลือ ก็ได้จบปริญญาตรี จากภาควิชาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เราลองไปฟังพี่เกลือเล่าความรู้สึกที่ได้เรียนที่นี่กันดีกว่าค่ะ ว่าสนุกสนานขนาดไหน

พี่แนน - บรรยากาศตอนเรียนเป็นยังไงบ้างคะพี่เกลือ
พี่เกลือ - ช่วงที่เรียนอยู่ได้ทำกิจกรรมเยอะมากครับ ตั้งแต่ปี 1  ก็เข้าเชียร์ปกติ แล้วก็เป็นตัวแทนคณะประกวดโต้วาที เป็นตัวแทนคณะเล่นกีฬา พอปี 2 ก็เป็นสตาฟ ปี 3 ก็เล่นละครของภาควิชา ซึ่งบรรยากาศในภาคเราจะสนิทกันมาก เพราะมีอาจารย์ไม่กี่คน ลูกศิษย์อาจารย์ก็จะซี้กัน แซวกันไปมา เพื่อนๆ ในภาคก็จะอยู่กันจนสนิทกัน เพราะว่า
ต้องอยู่กันตลอดเวลา เรียนเสร็จก็ต้องทำงานส่งอาจารย์อีก พี่น้องวัยเดียวกันก็สนิทกันไป

พี่แนน - แล้วมีอะไรที่ประทับใจอีกคะ
พี่เกลือ - สิ่งที่ประทับใจที่ได้เรียนที่นี่ อย่างแรกคือได้เรียนสิ่งที่เราชอบในมหาวิทยาลัยที่คนตอนนั้นมองว่า
เข้าง่าย จบยาก เพราะเพื่อนก็เรียนด้วยกันก็มีรีไทร์กันไปบ้าง และภูมิใจที่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยมาตรฐาน ไม่ได้จบง่ายย่างที่ใครคิด เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยรัฐทั่วไปเลย
 

 

     พี่แนน - จากที่พี่ได้เล่นละครภาควิชามา ได้มีส่วนช่วยในการทำงานปัจจุบันยังไงบ้างคะ
     พี่เกลือ - อย่างพี่เรียนจบมาได้ทำงานอย่างที่เรียนเลย อย่างตอนอยู่ภาควิชาได้เรียนโปรเจ็กต์นึง ได้คัดเลือกนักศึกษามาทำงานกับมืออาชีพจริงๆ ทำงานกับนักแสดงจริงๆ เช่น พี่ดุ๊ก ภาณุเดช หรือรุ่นพี่ที่จบไป ก็ได้มาทำงาน
ร่วมกัน ก็ได้เรียนรู้อะไรจากพี่เค้าเยอะ พี่เค้าก็คอยสอนว่าชีวิตจริงข้างนอกเป็นยังไง จบไปเตรียมเจอกัน

       พี่แนน - จบออกมาแล้ว พี่เกลือยังได้ติดต่อกับทางรุ่นน้องบ้างไหมคะ
     พี่เกลือ - จบออกมาก็ยังได้เยี่ยมสถาบันอยู่ครับ รุ่นน้องก็เรียกไปงานของภาควิชา ซึ่งทุกปีที่ภาควิชาก็จะมีการจัดงานคืนสู่เหย้า ซึ่งเราก็เป็นตัวตั้งตัวตี ทำชมรมศิษย์เก่าของภาควิชา ก็จะได้เจอกันทีนึง มาดูรุ่นน้องเป็นยังไง รุ่นน้องมีปัญหายังไง ระบบต่างๆ ก็มาปรึกษากัน หรือเห็นน้องๆ เล่นละครดี ก็เอาไปเล่นละครด้วย


     พี่แนน -สิ่งที่พี่เกลือคิดว่าเป็นเสน่ห์ที่ทำให้มาเรียนที่นี่คืออะไรคะ
    
พี่เกลือ - เสน่ห์ของ ก็คือ ม.กรุงเทพ คือ กลางๆ คือ เราไม่ได้เป็นคนรวย ไม่ได้เรียนซะทีเดียว ไม่ใช่ไฮโซ ไม่ได้เคร่ง แต่เราเป็นกลางๆ ซึ่งความเป็นกลางๆ มันมีอะไรอยู่มากกว่านั้น มีความเป็นพี่เป็นน้องซึ่ง ม.กรุงเทพเหนียวแน่นมาก ซึ่งไม่ใช่แค่เราเองที่รู้สึกกับน้อง ขนาดเราเองไปบอกรุ่นพี่ว่าเราจบ ม.กรุงเทพ รุ่นพี่ก็ยังทัก จริงหรอๆ รหัสไร ก็ดูแลกัน ซึ่งนี่เป็นเสน่ห์ของ ม.กรุงเทพ ก็คือ ความผูกพันครับ


     เป็นอย่างไรบ้างคะ ได้ฟังความคิดของรุ่นพี่ทั้งสอง การประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องยากจริงๆ ขึ้นอยู่กับว่า ในระหว่างที่เรียนนั้น เราเก็บเกี่ยวอะไรไว้ได้บ้าง... แล้วก็จริงอย่างที่พี่ชงบอกนะคะว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ของสิ่งเดียวกัน ถ้าเรามองให้ต่างมุม ด้วยความสร้างสรรค์ เราก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาอะไรได้อีกมากมาย อย่างที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพเองได้มองเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ จึงเปิดพื้นที่ให้กับการสร้างสรรค์ไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ เยี่ยมไปเลยนะคะ

 

 

 
พี่แนน
พี่แนน - Columnist พี่ใหญ่ฝ่ายกิจกรรมด้านการศึกษา และฝ่ายดูแลสุขภาพจิตของน้องๆ ในทีมให้เป็นปกติ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

12 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ขนมปังไส้ถั่ว Member 19 เม.ย. 53 13:26 น. 8
อยากเรียนม.กรุงเทพ ที่สุดดดด

ชอบที่มหาลัย เปิดกว้าง เรื่อง จินตนาการอ่ะ

ไป open house มา จะบอกว่า

คณะนิเทศฯ ไฮโซมาก ๆๆ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
oKinG-DragoNo Member 3 พ.ค. 53 16:48 น. 11
 คณะนิเทศไฮโซจิงๆ พี่ขอบอก แต่ในความไฮโซ เต็มไปด้วยความอิษฉา และไม่จิงใจ

ข้อนี้สำคัญและระวังด้วยนะคับน้องๆๆๆ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด