|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... เจอกับ พี่เป้ และคอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกเช่นเคยทุกๆ วันพฤหัส ! สำหรับเรื่องราวที่นำมาฝากกันในวันนี้มาจากประเทศยอดฮิต ซึ่งก็คงเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจาก "อเมริกา" 5555+ วันนี้ขอเอาใจน้องๆ วัยมหา'ลัยที่กำลังมองหาลู่ทางการเรียนต่อปริญญาโท สงสัยกันใช่มั้ยล่ะว่า ควรจะต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง ? ถ้าอย่างนั้น ลองไปหาคำตอบดีๆ ได้จากประสบการณ์เด็กนอกของสัปดาห์นี้เลยค่ะ สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com "ตอง-ชามา เทพชาตรี" เรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ค่ะ ปัจจุบันเรียนปริญญาโทด้าน Finance ที่ Texas Tech University เมือง Lubbock ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะเลือกมาเรียนที่นี่ พี่ตองมองหามหาวิทยาลัยไว้หลายแห่งเลยค่ะ แต่ตั้งใจที่จะเรียนด้าน Finance อย่างแน่นอน สิ่งแรกที่เราต้องพิจารณาก็คือ หลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งกว่าจะมาลงตัวที่ Texas Tech ก็ต้องศึกษากันน่าดูเลยค่ะ ที่นี่เป็นอีกมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง มีหลักสูตรให้เลือกหลากหลายค่ะ อย่างเรียน Finance ก็ยังสามารถลงเรียนเป็น Dual Program กับสาขาวิชาอื่นๆ เวลารับปริญญาก็จะได้ปริญญาบัตร 2 ใบเลย ส่วนค่าเทอมก็ถือว่าไม่แพงมาก ประมาณ $8,000 หรือสองแสนกว่าๆ สำหรับการสมัครนั้น วันนี้เรามาเจาะลึกเรื่องเทคนิคดีๆ สำหรับการสมัครกันดีกว่า^^... อย่างแรกก็คือ Transcript หรือใบแสดงผลการเรียน ส่วนมากก็ควรจะมีเกรดถึงตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด แต่ถ้าใครเกรดไม่ถึงแต่อยากเรียนจริงๆ อย่าเพิ่งหมดหวังไปค่ะ เพราะถ้าน้องๆ ไม่ได้สมัครมหาวิทยาลัยระดับ Top10 มันก็พอจะมีทางออกอยู่บ้าง พี่ตองเองตอนมาถึงที่นี่ ได้เข้าไปคุยกับทางเจ้าหน้าที่ของทางคณะ เขาบอกเลยค่ะว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเด็กเอเชีย คือ Statement of purpose หรือเรียงความ เพราะเด็กเอเชียมักจะเขียนว่า เราจะสร้างชื่อเสียงให้กับทางมหาวิทยาลัยอย่างไรบ้าง ในขณะที่พวกเด็กอเมริกันเองมักจะเขียนขายฝันตัวเอง มุ่งเน้นแต่เรื่องของตัวเอง ดังนั้นพี่ตองขอแนะนำว่า ให้เขียนว่าเคยทำกิจกรรมอะไรมาบ้าง (มันจะดูหรูเลิศมากในสายตาฝรั่ง) อนาคตอยากเป็นอะไร และสุดท้ายจบสวยๆ ว่าเราตั้งใจจะสร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยได้ยังไง อย่างที่สองคือ ใบ Recommendation หรือจดหมายแนะนำ ห้ามมองข้ามเด็ดขาด เริ่มตั้งแต่การเลือกอาจารย์ที่จะมาเขียนให้เรา ถ้าเป็นไปได้ก็ให้เลือกอาจารย์ที่รู้จักตัวเราเยอะๆ ค่ะ อาจารย์ท่านจะได้มีอะไรเขียนถึงเราเยอะๆ จะได้ดูพิเศษกว่าแบบฟอร์มทั่วๆ ไป โดยเฉพาะถ้าอาจารย์ท่านนั้นเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยที่เราจะสมัครล่ะก็ อย่าพลาดเลยค่ะ จริงๆ แล้วเมืองนอกไม่มีเรื่องเส้นสายเท่าไหร่ แต่เขาก็แอบให้ความสำคัญกับคนในมหาวิทยาลัยเดียวกันไม่น้อยเหมือนกัน และเทคนิคสุดท้ายค่ะ เทคนิคนี้จะเหมาะกับคนที่รู้ตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าจะเรียนที่ไหน สาขาวิชาอะไร ให้ลองเปิดเข้าเว็บมหาวิทยาลัยแล้วดูรายชื่ออาจารย์ผู้สอนเลยค่ะ หาข้อมูลประเภทงานวิจัยที่อาจารย์ท่านกำลังทำ แล้วส่ง E-mail ติดต่อเป็นการส่วนตัวเลยค่ะ บอกเขาว่าเราสนใจงานวิจัยของเขา อยากขอความรู้อะไรก็ว่าไป พยายามเขียนเมลที่ทำให้เขาเกิดความสนใจในตัวเราให้มากที่สุด เพราะเมื่ออาจารย์ท่านสนใจ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะรับเราค่ะ สำหรับการเรียนการสอนนั้น ไม่เหมือนบ้านเราเลยค่ะ เทอมแรกที่มาถึงยอมรับว่าเครียดมาก ไหนจะต้องเรียนเป็นภาษาอังกฤษ(ที่ไม่ค่อยจะถนัด) น้องๆ คนไหนที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องภาษา อย่าลืมพกที่อัดเสียงมาด้วยค่ะ มันจะมีประโยชน์มากในเวลาที่จดไม่ทันหรือไม่เข้าใจ แล้วอย่าลืมซื้อหนังสือภาษาไทยที่อาจจะเป็นหนังสือแปลหรือมีเนื้อหาใกล้เคียงติดตัวมาด้วย มันช่วยได้เยอะจริงๆ วิชาหลักๆ ที่เรียนก็จะมี Accounting (บัญชี) ต้องทำโจทย์เยอะมาก แต่ที่นี่เขาจะสอนแค่พื้นฐานค่ะ เหมือนสอนบวกลบ ไม่มีโจทย์มาให้เราฝึก แต่พอสอบเราต้องทำแคลคูลัสเป็น!! ส่วนอีกวิชาที่โหดไม่แพ้กันก็คือ Business (ธุรกิจ) จะต้องทำ Case study ตลอดเวลาค่ะ วันดีคืนดีอาจารย์ก็อาจจะโยนเคสปัญหาด้านการเงินของบริษัทหนึ่งๆ มาให้ดิสคัสในห้อง ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ประสบปัญหาด้านการเงิน ธนาคารต้องการให้บริษัท A แจกแจงสถานะทางการเงินเพื่อหาทางแก้ปัญหา ก็เป็นหน้าที่เราที่จะต้องวิเคราะห์ฐานะทางการเงินของบริษัท แจกแจงว่าตอนนี้ปัญหาของบริษัทคืออะไร เช่น ตอนนี้บริษัทอาจจะเป็นหนี้เยอะเกินไป จะแก้ปัญหาได้ยังไงบ้าง โดยอาจจะต้องทำการประมาณการยอดขายปีหน้า เพื่อประเมินว่าบริษัทยังต้องการเงินลงทุนเพิ่มอีกเท่าไหร่เพื่อที่จะให้ได้กำไรมากพอจะจ่ายหนี้สิ้น หรือบางทีอาจเจอคำถามสั้นๆ อย่าง ทำไมวันนี้หุ้นถึงตก ? ก็ดิสคัสกันจนหมดเวลาเรียนแล้วค่ะ แล้วเราก็จะตกใจมากที่เพื่อนๆ ในห้องพูดกันไม่หยุด เพราะฉะนั้นต้องหมั่นตามข่าวสารด้านเศรษฐกิจการเงินบ่อยๆ อย่างที่คณะจะมีหนังสือพิมพ์ Wall Street ให้อ่านทุกเช้า ต้องห้ามลืมอ่านเด็ดขาด และที่เป็นไฮไลท์มากๆ ก็คือ การพรีเซนต์หน้าห้องค่ะ จำเป็นต้องแต่งตัวเหมือนเป็นนักธุรกิจจริงๆ ต้องใส่สูท ผูกไท และตลอดเวลาที่เราออกไปพูด เราจะต้องทำเหมือนว่าเรากำลังพรีเซนต์ให้ CEO บริษัทหนึ่งฟังอยู่ ทำเหมือนว่าเราเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของเขายังไงยังงั้นเลย แรกๆ อาจจะกังวลเรื่องภาษา และอายที่จะพูด แต่มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะ ก็ค่อยๆ ปรับตัวไป แต่โดยปกติอาจารย์จะเข้าใจนะคะว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ เพราะฉะนั้นพูดๆ ไปเถอะค่ะ รู้เรื่องไม่รู้เรื่องเดี๋ยวอาจารย์ก็ถามเอง การใช้ชีวิตที่นี่สนุกมาก เพราะพี่ตองพักอยู่ในหอของมหาวิทยาลัยค่ะ และเด็กๆ ที่หอนี่เที่ยวกันเกือบทุกวันค่ะ ยิ่งวันศุกร์-เสาร์นี่เหมือนหอร้างเลย แล้วเราก็จะเห็นสาวๆ แต่งตัวสวยๆ เต็มไปหมด พี่ตองเองตั้งแต่เกิดมาไม่เคยอยู่หอค่ะ แต่ขอบอกว่าการอยู่หอเป็นอะไรที่ประทับใจมาก ถึงห้องน้ำจะเป็นห้องน้ำรวมที่มีแต่ม่านกั้น บางทีอาบน้ำอยู่อาจจะมีใครมาเปิดม่าน เราก็ทำเป็นไม่สนใจไปค่ะ เพราะฝรั่งเขาไม่ถือกัน! ตอนแรกๆ พี่ตองจะไปแต่งตัวในห้องน้ำตลอด แต่เดี๋ยวนี้แต่งมันในห้องเนี่ยแหละค่ะ เลิกอายไปแล้ว และเรื่องที่จำไม่ลืมเลยก็คือ คืนหนึ่งอยู่ๆ ก็มีคนมาเคาะหน้าประตู พี่ตองก็ตื่นขึ้นไปดู นึกว่าเป็นเพื่อนรูมเมทเลยเปิดให้เข้ามา ที่ไหนได้ เขาเป็นคนเมา!!!! ตกใจมากค่ะ เพราะเขาเดินเข้ามาแล้วก็นอนลงที่เตียงของพี่ตองเลย แล้วลองนึกภาพดูสิคะ คนนึงก็พูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง อีกคนก็เป็นคนเมา จะคุยกันรู้เรื่องมั้ยล่ะนั่น พูดยังไงก็คุยกันไม่รู้เรื่องซักทีว่าเค้าเข้าห้องผิด จนต้องปลุกรูมเมทให้มาช่วยพูด สุดท้ายจับใจความได้ว่า ห้องเขาอยู่ชั้นล่างค่ะ เขาตื่นมาเข้าห้องน้ำ แล้วดันเดินขึ้นลิฟท์ !! เดี๋ยวนี้เวลาเจอหน้ากันก็ขำตลอด อีกอย่างที่อยากฝากแก่น้องๆ ก็คือ พวกของที่ต้องพกติดตัวมาจากเมืองไทย สำหรับในความคิดพี่ตอง พี่ว่าน้องๆ ที่ไปเรียนเมืองนอกไม่ว่าที่ไหนก็แล้วแต่ ควรจะพกของพวกนี้ไปด้วย 1. เครื่องแกง พริกแกงต่างๆ - สำหรับคนที่ไม่ชอบอาหารต่างชาติ อย่าลืมพกมาเป็นอันขาดค่ะ ถ้าได้ไปเรียนที่เมืองใหญ่ๆ ก็อาจจะพอหาได้ แต่ถ้าเมืองเล็กๆ ทั่วๆ ไป แทบจะหาไม่ได้เลย ถ้าใครชอบพวกปลาสลิด หมูหยอง ก็คว้าใส่กระเป๋าตุนไว้ได้เลยค่ะ 2. แปรงสีฟัน - ใครที่ดูแลรักษาสุขภาพฟันและเหงือก แนะนำให้พกแปรงสีฟันมาด้วยค่ะ เพราะว่าแปรงสีฟันที่นี้ค่อนข้างใหญ่และแข็ง แปรงแล้วเจ็บมากค่ะ 3. เอกสารสำคัญต่างๆ - พวกเอกสารที่ยืนยันว่าเราเรียนจบแล้ว หรือใบ Transcript วันดีคืนดีทางมหาวิทยาลัยอาจจะขอเรียกดูเอกสารตัวจริง ถ้าเราไม่มีให้เค้าดู ก็อาจจะซวยได้ 4. ยา - อันนี้ห้ามลืมค่ะ เพราะการจะซื้อยาที่นี่ต้องให้หมอออกใบสั่งยาให้เท่านั้น 5. ของที่ระลึกจากไทย - ฝรั่งจะเป็นปลื้มเลยค่ะถ้าน้องๆ มอบของให้เขา ยิ่งเป็นของไทยๆ เช่น กระเป๋าสาน พวงกุญแจช้าง (แต่ระวังจะโดนคำถามว่า คนไทยขี่ช้างไปเรียนหรอ?? พี่ตองโดนมาแล้วค่ะ เขาคิดว่าบ้านเมืองเรายังขี่ช้างไปเรียน!) เขาจะชอบมาก เอาไว้แจกในเทศกาลสำคัญๆ อย่าง Christmas ก็ได้ สุดท้ายนี้ อยากบอกน้องๆ ว่า การได้มาใช้ชีวิตที่เมืองนอก ทำให้เราโตขึ้นและรู้จักดูแลตัวเองมากขึ้นจริงๆ ค่ะ หากได้มีโอกาสมา ก็อยากให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรงนี้ให้เต็มที่ เที่ยวให้เต็มที่ และทำหน้าที่ของการเป็นนักเรียนให้เต็มที่ ดังนั้นอย่าพลาดโอกาสที่จะสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้กับตัวเองนะคะ ยังไงพี่ตองก็ขอให้น้องๆ ทุกคนประสบความสำเร็จดังที่มุ่งหวังไว้นะคะ ^ ^ โชคดีค่ะ เป็นอีกประสบการณ์ที่อ่านแล้วประทับใจดีจัง แถมยังแทรกเคล็ดลับการเตรียมตัวให้ด้วยอีกต่างหาก ^^ ดังนั้นใครที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเรียนต่อปริญญาโทในเมืองนอก ก็ลองเอาเทคนิคดีๆ ของพี่ตองไปใช้ละกันนะคะ .... ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกดีๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ แบบนี้บ้าง ก็ส่งมาได้เหมือนเดิมที่ pay@dek-d.com แล้วไว้เจอกัน ! |
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?



29 ความคิดเห็น
จะนำไปใช้อย่างดีค่ะ ขอขอบพระคุณจากใจจริงค่ะ ^^
ผมอยากจะทราบเกี่ยวกับ Recommendation ให้ละเอียดกว่านี้หน่อยน่ะครับ คือผมเรียน ป.ตรีในไทย แล้วจะไปต่อ ป.โท ที่อเมริกา แล้วใบแนะนำเนี่ยเราจะทำอย่างไร
จะมีวันนั้นไหมนะ
ขอบคุณมากนะคะพี่ตองที่นำเอาเทคนิคดี ๆ มาฝาก
(ฮา แต่แอบอยากทำเหมือนกันนะ)
หนูเองก็อยากไปมั่งอ่ะ แต่คงต้องฝึกภาษาให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก
สัมผัสรสชาติประสบการณ์เเปลกใหม่
รู้จักเพื่อน สังคมเเละวัฒนธรรมใหม่
โอ้ย อยากไปตอนนี้ ม.1เอ้งงงงงง
แต่ยังไม่ถึงเวลา ตอนนี้เอาให้จบตรีก่อน
ที่สำคัญอยากไปต่อโทที่นู้นจริงๆ
เห็นด้วยกับ คห. 12 อยากได้เมลล์ของพี่ตองอ่ะ