ไฉนวัยรุ่นต้อง "ฟุ่มเฟือย"



         
  
ประเด็นในวันนี้ เราจะมาพูดกันถึงการรู้จักใช้เงินของวัยรุ่น 
ต้องเกริ่นให้ยาวไป เพราะเรื่องนี้มีตัวอย่างที่เห็นประจักษ์ได้โดยไม่ต้องเขียนอธิบายแล้ว ตั้งแต่ข่าววัยรุ่นชาวจีนขายตับไตไปซื้อไอแพด วัยรุ่นขายตัวเองไปซื้อข้าวของแบรนด์เนม หลายๆ เหตุการณ์ที่วัยรุ่นตัดสินใจทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมแบบนี้เกิดจาก   "ความต้องการทัดเทียมในสังคม" หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ "ไม่ต้องการแปลกแยกไปจากเพื่อน" นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องอยากมีอยากได้ตามความชอบตนเอง ความชอบของวัยรุ่นยังพอละได้ แต่ไม่เหมือนเพื่อนนี่ละยากยิ่ง!!  

       นอกจากนี้ สภาพสังคมปัจจุบันก็ผลักดันให้ลูกวัยรุ่นหลงของฟุ่มเฟือย วัยรุ่นเองก็อยู่ท่ามกลางกระแสวัตถุนิยมเดียวกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่หลายคนก็หลงวัตถุ ใช้ของฟุ่มเฟือยเช่นกัน ต่างกันเพียง เงินของผู้ใหญ่คือเงินที่หามาเอง และผู้ใหญ่หลายครอบครัวก็ให้ลูกมากจนติดนิสัย "มักมี" ของสิ้นเปลืองเหล่านี้ และถ้าลูกบ้านหนึ่งมี ลูกอีกบ้านในกลุ่มในโรงเรียนเดียวกันก็ "ต้องมี" สิ่งเหล่านี้ตามสมัยนิยมเสมอ
                            
 
                   สอนหนูแต่เด็กก็ได้นะ! 
     ผู้เขียนอยากให้ผู้ใหญ่หันมาดูลูกหลานของตนเองเสียหน่อยว่า กำลังมีนิสัยฟุ่มเฟือยเกินไปหรือไม่ ต้องขอโทรศัพท์มือถือใหม่ แทปเล็ตตามสมัย ไปคอนเสิร์ตศิลปินต่างชาติตลอดเวลาใช้เครื่องสำอางค์มากเกินวัยหรือเปล่า ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะมีแรงเงินสนับสนุนพร้อมก็ตาม แต่ก็ต้องหันมาสังเกตว่าตนเองกำลังปลูกฝัง "การใช้เงินไม่เป็น" ให้แก่ลูกโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่าด้วยค่ะ 
        เพราะ การที่นิสัยเหล่านี้ติดตัวลูกไปจนโต หากวันหนึ่งที่เขาไม่มีผู้ใหญ่คอยสนับสนุนแล้วต้องหาเงินเลี้ยงชีพตนเอง แล้วก็ได้น้อยจนไม่สามารถตอบสนองความต้องการตนเองได้ ก็จะกลายเป็นคนที่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อตามจับจ่ายวัตถุให้ตนเองเป็นคนประเภท "จนไม่ลง จมไม่ได้"  และถ้ารู้สึกว่าลูกกำลังฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น ก็อย่าเพิ่งหักดิบทันที เช่น ลดเงินประจำ งดของใหม่ทั้งหมดนะคะ 

  ลำดับแรก ขอให้คุณพ่อคุณแม่สำรวจตนเองก่อนว่า เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหรือเคยปรามเคยสอนเรื่องการใช้จ่ายเงินทองแก่ลูกหรือเปล่า หากแต่ก่อนเคยแต่ให้อย่างเดียว จู่ๆ จะไปงดไปห้าม ลูกวัยรุ่นจะไม่เข้าใจ แล้วจะเอาความประพฤติของผู้ใหญ่มาย้อนคุณพ่อคุณแม่เสียเอง "แล้วทำไมหนูจะเอาใหม่ไม่ได้ล่ะ ทีแม่ยังซื้อใหม่เรื่อยๆ เลย ของก็ไม่ได้พังซะหน่อย" 

  หากไม่ได้แนะนำกันหรือเป็นแบบอย่างกันในมุมการใช้จ่ายนี้มาแต่แรกๆ วิธีการคือ ต้องปรับเปลี่ยนไปพร้อมๆ กับลูกค่ะ พากันมานั่งคุยเลยถึงสถานการณ์การเงินของบ้าน ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม อธิบายให้เข้าใจลูกเราเข้าใจและต้องรู้จัก การใช้จ่ายให้เป็นมากขึ้น อาจช่วยกันวางรายการประหยัดและทำไปพร้อมกัน เช่น




  
  แต่หากผู้ใหญ่ในบ้าน เป็นตัวอย่างที่ดีอยู่แล้ว ให้พาลูกมาคุยกันบอกเล่าสถานการณ์ทางการเงินของบ้าน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทย สอนการเก็บออมเงินเองหากต้องการอะไร หรือสอนวิธีทำให้เงินเพิ่มพูนขึ้นจากการทำงานพิเศษ ฝากเงินประจำ ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีกำลังจะสอนเล่นหุ้นเลยก็ยังได้ 
  ถ้าเชื่อใจ ก็ให้เงินลูกดูแลเองส่วนหนึ่งก็ยังได้ แต่ทั้งหมดนี้ต้องเกิดจากการถามความเห็น ให้วัยรุ่นได้ลองเสนอทางเลือกในการใช้จ่ายของเขาเอง ภายใต้เงื่อนไขสภาพการเงินจริงๆ ของครอบครัว 

  ผู้ใหญ่ต้องคอยดูว่า อะไรไม่ควรให้ก็ไม่จำเป็นต้องให้ หากลูกขอ...ก็ต้องถามเหตุผลว่าทำไมอยากได้ค่ะ หากไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ ก็ต้องไม่ให้ แต่ก็ต้องชี้แจงว่าทำไมไม่ให้ด้วยนะคะ อย่าใจอ่อนเพราะรักลูกค่ะ  ที่สำคัญต้องสอนให้เขารู้จักว่า ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ค่าของเงิน ให้ลูกพอใจในจิตใจที่ดีของตนเอง มากกว่าตัดสินคุณค่าของตนเองที่จำนวนชิ้นของสิ่งฟุ่มเฟือย 


ข้อควรระวัง! 

     1. ไม่ควรยกตัวอย่างลูกคนอื่น ว่าเขาดีอย่างไร ประหยัดกว่าอย่างไร หรือไม่ควร ยกตัวอย่างเด็กวัยเดียวกันที่อาจประสบความสำเร็จกว่า เป็นดารา เป็นนักร้อง เพราะวัยรุ่นไม่ชอบการถูกเปรียบเทียบจากคนที่ใกล้เคียงตนเอง ดังนั้นหากจะยกตัวอย่างใครสักคน ก็ขอให้ยกตัวอย่างคนดังจริงๆ ไปเลย อย่างคุณตัน โออิชิ คุณวิกรม กรมดิษฐ์ เป็นต้น อาจดูน่าเบื่อไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าคนที่เสี่ยงทำให้ลูกวัยรุ่นหมั่นไส้มากกว่าเอาเป็นแบบอย่างค่ะ 

  2. อย่าพูดย้ำบ่อยๆ ว่า ลูกไม่ได้เป็นคนหาเงินมาเอง ลูกยังหาเงินเองไม่ได้ เงินไม่ได้ลอยมาเอง พ่อแม่ต้องหามาแทบเลือดตามกระเด็น ไว้มีเงินเองเมื่อไหร่ค่อยมาพูดกัน ทำไมไม่รู้จักช่วยเหลือพ่อแม่บ้าง ฯลฯ ในทำนองที่บอกว่า "ลูกไม่ได้หาเงินเอง" เพราะจริงๆ ลูกวัยรุ่นทุกคนรู้ว่าเงินเหล่านี้พ่อแม่เป็นทำทำมาหากินหามาให้อยู่แล้วค่ะ การพูดย้ำเขาบ่อยๆ มีแต่จะทำให้ลูกเกิดความไม่พอใจ แล้วเถียงกลับได้ทำนองว่า 
"ก็มันเป็นหน้าที่พ่อแม่ พ่อแม่ทำหนูเกิดมา ก็ต้องเลี้ยงดูหนูสิ!!" 


ขอท้าชาว Dek-D.com มาประหยัดเงินแข่งกัน  
 มีรางวัลเป็นความภาคภูมิใจของตัวเอง อิ อิ 


 
 
ภาพประกอบ:
flickr.com/photos/59937401@N07/ 
flickr.com/photos/mujitra/
flickr.com/photos/minchki/
 

พี่เกียรติ
พี่เกียรติ - Community Master ถนัดแฝงตัวตามกระทู้เด็กดี มีความสนใจเป็นล้านเรื่องขึ้นอยู่กับดราม่าขณะนั้น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

32 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
เคโร่ะคุงงับป๋ม Member 16 ก.ย. 54 19:04 น. 3
ก็เข้าใจครับ  แต่บางอย่างผมก็ต้องใช้  แม่บอกว่า"ไม่"  คือ  จบ  ก็ไม่เป็นไร  ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น  บางครั้งจะพูดอย่างนั้นอย่างนี้  บ้าง  จนบางครั้งก็ไม่อยากที่จะทำเลย   หากว่าเราไม่จำเป็นด้วย 
อืมมมมม  ก็อยู่อย่างพอมีล่ะกัน  เขามีเราไม่มีก็ไม่เป็นไร .......จงมีความภูมิใจที่เรา "จน"  และความจนในวันนี้  อาจนำไปสู่ฐานะมั่นคงในวันข้างหน้าเหมือนกัน  ก็ไม่เเน่  หากแต่ผมขยัน  และสู้ๆต่อไป  ก็เกินพอ 
0
กำลังโหลด
Viewy' Mathilda Member 16 ก.ย. 54 21:11 น. 4
มันก็เป็นธรรมดาของวัยรุ่นนะ ที่จะอยากมีอยากได้ตามกระแส
แต่ก็ต้องดูฐานะทางบ้านกับความจำเป็นด้วย
อย่างบ้านเราอ่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องวัตถุนิยมอย่างเดียว
เรื่องเรียนพิเศษอ่ะ เราก็ไม่กล้าขอพ่อขอแม่มากๆ นะ
เห็นท่านทำงานแล้วแบบ...แอบสงสารอ่ะ (ถึงจะทำงานในหน่วยงานก็เถอะ)
คอร์สเล็กๆ เราก็เก็บเงินเรียนเองนะ แล้วก็ขอท่านอีกนิดหน่อย
ไม่เหมือนเพื่อน (ในห้อง) บางคน เรียนก็ไม่ค่อยเรียน
แต่ตอนเรียนพิเศษนี่เจอ แต่งตัวซะสวยเชียว -.- ไม่รู้มาเรียนหรือมาทำอะไร
0
กำลังโหลด
holaa Member 16 ก.ย. 54 21:44 น. 5
เราเป็นคนนึงนะที่ยอมรับว่าใช้เงินเปลือง   แต่เราพยายามที่จะยับยังใจตัวเองแล้วนะมันทำไม่ได้อ่ะ   เรารู้นะว่าเงินกว่าจะได้บาทนึงมันลำบาก แต่เราเคยขอแม่แล้วนะว่าหลังเลิกเรียนแล้วขอไปทำงานพาร์ททามแต่แม่ไม่ให้อ่ะ ทุกวันนี้เราก็เลยขอแม่ใช้เหมือนเดิมตอนนี้ก็เริ่มประหยัดขึ้นมาบ้างแล้ว กลัวโตไปแล้วจน
0
กำลังโหลด
Parker Blue Member 16 ก.ย. 54 22:09 น. 6
อื้ม ใช่ เราก็ยอมรับนะ ว่าเราก็ใช้ตังเปลืองเหมือนกัน คืออยากได้นู่น อยากได้นี่อยู่เรื่อยเลยอะ
0
กำลังโหลด
ฮานามิสึคิ Member 17 ก.ย. 54 00:35 น. 7
มันเป็นเรื่องธรรมดาอะ ก็คนเรามีความอยากนิน่า ความ "อยาก" นี้แหละสำคัญเลย 555+
เราคนนึงอะที่คิดว่าตัวเองไม่ใช่คนใช้เงินเปลือง ส่วนใหญ่เงินที่ขอพ่อแม่มาได้ จะเอาไปซื้อหนังสือมาอ่านซะมากกว่า เพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากๆ(ประวัติศาตร กับนิยายสืบสวน) เดือนนึงก็ซื้อประมาณ2-3เล่ม แต่บ้านเราไม่มีใครชอบอ่านหนังสือกัน พ่อแม่เลยบอกว่าเราใช้เงินเปลือง ทั้งที่เราใช้เงินเก็บที่เหลือจากค่าขนมซื้อมาแท้ๆ เรายังคิดเลยว่าซื้อหนังสือประวัติศาตรมาอ่าน ยังดีกว่าซื้อโทรศัพแพงๆ ใช้ได้ 2-3 เดือนแล้วเปลี่ยนใหม่อีกนะ -3-
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
แป๋งแป้ง Member 17 ก.ย. 54 11:39 น. 9
ยอมรับค่ะใช้ตังค์เปลืองมาก ไม่ว่าจะเป็น ค่าปรื้นต์รายงาน ค่าอุปกรณ์รายงาน ค่าห้อง (เอ่อ แบบนี้เขาเรียกเปลืองรึเปล่า) แต่ส่วนใหญ่หนูจะจะหมดไปกับกิจกรรมนะ
0
กำลังโหลด
May's Aliza Noldor Member 17 ก.ย. 54 18:06 น. 10
เราก็ยอมรับว่าฟุ่มเฟือยนะ แต่ที่หมดไปก็ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์ไอที
คนมันชอบนี่นา แต่ก็ใช่ว่าจะได้ซื้อทุกครั้ง
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Sesshoumaru Member 19 ก.ย. 54 19:56 น. 16
โชคดีที่ไม่ได้ตั้งใจให้มันพัง แต่หนูซุ่มซ่ามเกินจะบรรยาย ขนาดปิดประตูห้องไว้ แว่นก็ใส่นะ ก็ยังเดินชนประตูได้ (ลืมบิดลูกบิด เพราะคิดว่าบิดแล้ว) U_U ตอนนี้แม่ยอมซื้อบีบีให้ เพราะอยู่ปี 4 ญาติๆคนอื่นก็มีกันแล้ว และ รุ่นที่ซื้อก็ถูกมาก (แม่บอก) หนูไม่ได้ฟุ่มเฟือยนะ แต่บางครั้ง ก็มีบ้าง (กับเงินตัวเอง) ช่วงนี้เปลืองกับธีซิสมาก ไหนจะปริ๊นท์ฉุกเฉิน ไหนจะถ่ายเอกสารฉุกเฉินเพื่อสอบ (หมดไป 200 กว่าๆ) ค่ารถเอย ค่าเน็ตที่ใช้คอมฯเค้าปริ๊นท์เอย เฮ้อ... เปลืองกับอะไรเนี่ย????
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด