|
ปิดหูปิดตาหนูไป ก็ช่วยอะไรไม่ได้
ถ้าไม่สอนให้ "รู้ทันสื่อ"
- หนังสือพิมพ์ มีการนำเสนอคำแรงๆ ให้ดึงดูดคนอ่าน
- อินเทอร์เน็ต ตามแต่เรื่องที่จะนำเสนอ มีเว็บสังคมออนไลน์ที่ให้คนแสดงความคิดเห็นได้มากโดยไม่จำเป็นต้องคิดถึงใจใคร เพราะไม่มีใครรู้จัก ไม่เห็นหน้า!
- โทรทัศน์ ช่วงข่าวเริ่มมีการนำเสนอความคิดเห็นของนักข่าวมากขึ้นมากกว่าจะแค่นำข่าวมาเสนอ (ในมุมหนึ่งอาจดึงดูดใจได้ แต่เนื้อหาความข่าวอาจถูกปรับอารมณ์หรือมุมของข่าวจนเสียความเป็นข่าวไป) และยังมีละครที่เน้นด้านมืดของสังคมมากขึ้น เรื่องโกง เรื่องความรุนแรง เรื่องเพศ ฯลฯ ไม่ใช่แค่เพียงนานๆ ทีมีละครที่ว่าสะท้อนสังคม(ทางลบ)สักครั้ง แต่มีติดๆ กัน แถมได้รับความนิยมเสียด้วย เพราะด้านมืดมันดังกว่าด้านสว่างเสมอ
- วิทยุ นำเสนอเรื่องแฉ เรื่องวิจารณ์เรื่องราวต่างๆ ด้วยภาษาแรงๆ
นอกจากนี้ยังไม่นับเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากที่ล้วนเข้าถึงวัยรุ่นได้ง่าย
แน่นอนว่าในฐานะผู้บริโภค ส่วนมากเราเองก็ชอบข่าวสารดำมืด เรื่องของคนอื่น ความคิดเห็นที่มันรุนแรง ฟังแล้วมันเถียงสนุกดี ในมุมหนึ่งสำหรับคนทำสื่อคือการขายข่าวได้ คนเองก็ได้ปลดปล่อยความทุกข์จากชีวิต คงไม่มีใครอยากเสพสื่ออะไรเครียดๆ อีกในเมื่อชีวิตจริงก็เหนื่อยพอแล้ว แต่มันก็กลายเป็นดาบสองคม สำหรับผู้ใหญ่อาจเข้าใจว่าสื่อเหล่านี้เป็นอย่างไร และไม่เก็บไปเป็นแบบอย่างชีวิต แต่สำหรับเด็กและวัยรุ่นเจ้าสื่อเจ้าข่าวสารเหล่านี้กลับเป็นอีกเบ้าหลอมบุคลิกภาพและความคิดความอ่านของเด็ก และทั้งเด็กและวัยรุ่นก็อยู่กับสื่อเหล่านี้เสียด้วย ดังรายงานวิจัยของโครงการวิจัยระยะยาวในเด็กไทย-อ้างอิงจากบทความ "รู้เท่าทันสื่อ"
- เด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี ชมภาพความรุนแรงวันละ 501 ครั้ง
- เด็กประถมทั้งชาย-หญิง ชมรายการการ์ตูนที่เน้นไปในทางเพศเป็นอันดับ 1 ชมละคร อันดับ 2 และชมรายการเกมโชว์ เป็นอันดับ 3
- วัยรุ่นทั้งหญิง-ชาย ชมละครอันดับ 1 เกมโชว์อันดับ 2 และเพลงอันดับ 3
- วัยรุ่นหญิงที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยใช้เวลาดูโทรทัศน์เฉลี่ยวันละ 4 ชั่วโมง
- เด็กทั่วไป ใช้เวลาเรียนหนังสือในโรงเรียนปีละ 900 - 1,000 ชั่วโมง ในขณะที่ใช้เวลาดูโทรทัศน์ ปีละ 1,000 - 1,200 ชั่วโมง
- เว็บไซต์ที่มีทั่วโลก 7 ล้านเว็บ เป็นเว็บโป๊ 2 ล้านเว็บ โดยเด็ก 1 ใน 5 ทั่วโลกใช้อินเทอร์เน็ตได้รับอีเมลที่ส่อการล่อลวงทางเพศ
ซึ่งตามหลักพัฒนาการทางความคิดของวัยรุ่นเป็นวัยที่จะรับทั้งความคิดและพฤติกรรมจากสังคมรอบข้างเพื่อมาปรับเป็นตัวตนของตนเองอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเขาจะคิดและทำอย่างข่าวสารด้านร้ายของสื่อต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ยิ่งสมัยที่พ่อแม่เองต้องทำงานหนักและไม่ได้ใกล้ชิดลูกแล้ว พี่เลี้ยงของเขาก็ไม่ใช่ใคร คือ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ตนี่แหละค่ะ
เรื่องในวันนี้ ผู้เขียนจึงขอสรุปอย่างง่ายๆ เลยว่า คนที่จะสอนให้เด็กและวัยรุ่นรู้เท่าทันสื่อไม่ใช่ใครค่ะ คือ ผู้ใหญ่รอบตัวเขานี่แหละ และไม่ใช่แค่พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ไม่ใช่แค่ครู แม้แต่ผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าของสื่ออย่างสำนักข่าว สำนักเว็บ สำนักวิทยุ สำนักนิตยสาร หรือแม้แต่ตัวผู้เขียนเอง ก็ต้องตระหนักให้เห็น ให้เข้าใจถึงผลกระทบทางลบจากการนำเสนอข่าวสาร ไม่ใช่แค่การแปะป้าย ฉ ติดอายุเครื่องหมายบวก หรือการเบลอภาพ ดูดเสียงเท่านั้น
จริงๆ หากมีการนำเสนอเนื้อหาใดๆ ก็ตามที่ชัดเจนในทางลบเกินไป แต่มีคนใกล้ตัวบอก แนะนำ สอนถึงแง่มุมที่ถูกต้องไปพร้อมกัน อาจมีคำเตือนขึ้นให้มันชัดเจนก่อนหลังนำเสนอ ก็จะดีกว่าเรื่องแปะป้ายแล้วปิดหูปิดตาเด็ก แล้วให้เด็กไปค้นหาเองในทางผิดๆ เด็กไม่ได้คิดไม่เป็นนะคะ แต่ประสบการณ์ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ตัดสินใจให้ถูกต้องทั้งหมด ดังนั้น หากข่าว ละคร หรือเรื่องต่างๆ นำเสนอประสบการณ์จริงผ่านสื่อต่างๆ ได้ พร้อมๆ ไปกับการนำเสนอผลกระทบของความเลวร้ายต่างๆ น่าจะทำให้เขาได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับสื่อทันอกทันใจตอนนี้นี่แหละค่ะ
เรื่องการรับข่าวสารและการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ นอกจากวัยรุ่นจะต้องระวังระวังตนเองแล้ว ก่อนหน้าที่เขาจะระมัดระวังเป็น นั่นคือผู้ใหญ่ต้องสอนให้เด็กและวัยรุ่นได้รู้จักระวังให้เป็น
อย่าแค่ปิดหูปิดตาเลยค่ะ!
บทความที่เกี่ยวข้อง
แหล่งข้อมูล,ภาพประกอบ:
บทความรู้เท่าทันสื่อ - http://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1138
ภาพ Mike Licht, NotionsCapital.com
|
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?




2 ความคิดเห็น
แต่ผมติดหนังโป๊ะทั้งแท่ง ลูกผู้ชายดูจริง ช่วยตัวจริง อายทำไม อิอิ เพราะแสดงเฉพาะในนี้ 555+
แล้วตัวเอกใส่ถุงยางหรือเปล่า ?
ถ้าไม่ใส่เป็นค่านิยมที่ไม่ดีนะ เวลามีอะไรกันต้องใส่ทุกครั้ง
เพื่อป้องกันโรคและการท้องก่อนวัยอันควร