|
ไม่อ่าน...เรื่องถึงครูอังคณาแน่!
เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่! เป็นเรื่องดังและวลีติดปากในชั่วข้ามคืน หลังจาก "ไปเตะบอล" เพิ่งซาไป เรื่องนี้มีที่มาจากเรื่องราวระหว่างน้องคนหนึ่งกับกลุ่มเพื่อน ที่มีชื่อผู้นำกลุ่มอีกคนหนึ่ง และถูกนำมาเผยแพร่บนโลกสังคมออนไลน์ เป็นที่สนุกสนานฮาครืน พูดคุยกันไปต่างๆ นานา ถึงวิธีการแปลกแหวกแนวที่เด็กชายมัธยมต้นคนหนึ่งออกมาสร้างคลิประบายความในใจที่ถูกเพื่อนกันออกจากกลุ่มและจบด้วย "จะไปฟ้องครู" บ้างก็ว่าดีที่เด็กสมัยนี้ไม่นัดกันไปต่อยกันหลังห้องน้ำ หรือนำไปเปรียบเทียบกับยุคสมัยของตนเอง แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว อยากให้ผู้ใหญ่ และทุกคนมองอีกมุมหนึ่ง
สิ่งที่น้องทำสะท้อนให้เห็นวิธีการในการแก้ปัญหาด้วยการหันมาพึ่งพาโลกเสมือน แม้จริงๆ ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าน้องลงคลิปในสื่อสาธาณะบน youtube เองหรือไม่ หรือเพียงลงใน Facebook ส่วนตัว แล้วมีคนนำมาลงต่อใน youtube เล่าสู่กันใน Twitter จนกระทั่งมีแฟนเพจ Facebook ขึ้นมาในที่สุด เราน่าจะมาร่วมกันคิดกันหน่อยว่าทำไม เด็กชายคนหนึ่งถึงหันมาพึ่งพาคนคนนอกมากกว่าคนข้างตัว มากกว่าพ่อแม่ หรือครูอังคณาตัวจริง
เพราะคนเราไม่สามารถวางใจคนใกล้ตัว เด็กไม่อยากเข้าหาผู้ใหญ่ให้ช่วยแก้ปัญหา?
เพราะคนเราเชื่อว่าสื่อสาธารณะแบบนี้ มีผลกระทบต่ออีกฝ่ายอย่างแท้จริงมากกว่า การมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ?
การโดนเพื่อนกีดกันออกจากกลุ่ม หรือไม่ได้รับความสนใจจากเพื่อน เป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจวัยรุ่นมาก แม้จริงแท้แล้วน้องคนนั้นจะมีเรื่องผิดจนเพื่อนๆ ไม่ให้อภัยก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือวิธีการแก้ปัญหาแบบที่เราๆ ควรทำก่อน และผู้ใหญ่ควรให้ควรช่วยเหลือ มองให้เห็นถึงสิ่งที่วัยรุ่นใกล้ตัวกำลังประสบ เผื่อเขาต้องการคำแนะนำ หรือกำลังใจ จริงๆ เรื่องนี้ปัญหาก็อาจไม่ได้รุนแรงมากมาย เพราะถ้ารุนแรงแล้ว กระแสคงไม่ใช่เรื่องฮาแบบนี้ (แต่แน่นอนว่ามันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับวัยรุ่นวัยนี้และผู้ที่ประสบเองทุกคน)
| เด็กวัยรุ่นวัยนี้กลัวว่าตัวเองจะไม่มีเพื่อนสนิท ไม่มีกลุ่มเพื่อน ความกลัวทำให้ยอมทำได้ทุกทางให้เป็นที่ยอมรับ บางครั้งก็ไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ บางครั้งก็เลือกวิธีการรุนแรงกว่า และบางครั้งการกระทำบางอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่สมควร และนำความเดือนร้อนมาสู่ตัวเองได้ ที่สำคัญยิ่งอาจทำให้เพื่อนเหินห่างมากกว่าเดิมอีกด้วย มิตรภาพระหว่างเพื่อนเป็นเรื่องที่งดงาม มีความสุข แต่ก็มาจากการบ่มเพาะมิตรภาพนั้น ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน เมื่อทำผิดก็ตักเตือนพูดจากันให้เข้าใจเสียก่อนในลำดับแรก |
ณ ตอนนี้เรื่องคลิป และวลีฟ้องถึงครูอังคณา กลายเป็นเรื่องขำขันที่มาจากคับแค้นใจของผู้อื่น แม้ผู้เขียนเองก็ยอมรับว่าก็งงและฮาไปกับที่มาของเรื่องเช่นกัน แต่จะดีกว่าไหม ที่เราจะไม่หยิบยกมาเป็นประเด็นเปรียบเทียบเล่นกับเรื่องอื่นๆ ไปเรื่อยๆ ที่สำคัญการใช้สื่อออนไลน์ ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องเสมอไปในการแก้ปัญหา เราคงไม่อยากถูกด่า หรือด่าใครออกสื่อแน่นอน
อย่างในกรณีนี้ สมมติว่าเรื่องยังไม่จบ น้องในคลิปอาจจะรู้สึกว่ามีพวกมากมายในสังคมโลกออนไลน์ แต่ในชีวิตจริงของน้องต้องเผชิญอะไร จะยิ่งถูกแกล้ง เพราะไปก่อเรื่องใหญ่ให้เพื่อนอับอาย จะยิ่งถูกกีดกันจากกลุ่มเพื่อนหรือเปล่า เพื่อนจะมองว่าเป็นตัวปัญหาหรือไม่ พรรคพวกมากมายในโลกออนไลน์ไม่ใช่ฮีโร่ตัวจริงของเขา หรือน้องจะต้องสร้างอีกกี่สิบคลิปเพื่อแก้ปัญหาของตัวเองไปเรื่อยๆ? แต่ผู้เขียนเชื่อว่าในที่สุดเพื่อนๆ จะเข้าใจ
ผู้เขียนอยากเสนอเรื่องนี้ในอีกมุมมอง อาจเป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เราเห็นถึงการนำเทคโนโลยีไปใช้ หรือเรา คุณ วัยรุ่น หรือใครกำลังมองว่าสื่อสาธารณะเหล่านี้จะแก้ไขทุกปัญหาของเราได้ วิธีการแก้ปัญหาระหว่างกลุ่มเพื่อนคืออะไร ช่องว่างระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ ครูและนักเรียน และคนอื่นๆ ที่เข้าไปสู่โลกเสมือนเดียวกัน
ถ้าเป็นเรื่องเรา...เราจะสนุกไหมที่คนเอาเรื่องของเรามาพูดมาเป็นกระแสชั่วข้ามคืน
โดยที่เบื้องหลังปัญหายังอยู่...
ขอขอบพระคุณ อาจารย์ฮูกผู้จุดประกายมุมมองนี้ให้
แหล่งข้อมูล, ภาพประกอบ:
Youtube, Facebook
|
20 ความคิดเห็น
งงๆอยู่เหมือนกัน ฮ่าๆ
น่าจะคิดว่าเด็กสมัยนี้ ใช้แต่สื่อออนไลน์ อยากเด่นอยากดัง อยากมีคนมากดไลค์ มาสนับสนุนเยอะๆ โดยไม่คิดว่าผลจะเป็นยังไง แถมพูดจาก็หยาบคายมาก เด็กสมัยนี้เป็นแบบนี้ไปจนกลายเป็นธรรมดาแล้วหรือเปล่า แม้แต่ผู้ใหญ่ถึงดูเฉยๆ ไม่ซีเรียสเลยแบบนี้
แถมในเฟซก็กลายเป็นกระแส มีอะไรต้องเปิดเพจ เราชักไม่เข้าใจจริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 11 เมษายน 2555 / 13:12
วลี "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" เหมือนเป็นคำระบายที่ทุกคนได้ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจเรื่องต่างๆ ราวกับว่าถ้าเรื่องถึงครูอังคณาทุกอย่างจะจบลงอย่างเรียบร้อยแน่ๆ เป็นความหวังแบบเด็กๆ กับเรื่องกะโหลกกะลา มันก็เลยฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองเอาไปเปรียบเทียบกับทุกเรื่องทุกราวที่เกิดขึ้น
แต่ก็บันเทิงดีนะ
ล้อเล่นนะคะ
...ทุกวันนี้มากพออยู่แล้ว...
เคยไปนั่งเล่นร้านเน็ต เด็กประถมคนหนึ่งเล่นเกมส์ออนไลน์
แล้วสถบคำด่าคำหยาบคำบ่นออกมาเยอะมาก อึ้งไปเลย เหอๆ
แต่ก็เห็นด้วยกับที่พี่เกียรติบอกค่ะ เป็นอุทาหรณ์สอนใจไปอีกนาน
ปล. คนในคลิป (รู้สึกว่าจะชื่อโต๊ด) อายุพอๆกับเราเลย ^^
บางครั้ง เรื่องของเด็กบางเรื่องที่ผู้ใหญ่มองว่า มันเป็นเรื่องไร้สาระ หรือเรื่องตลก แล้วก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากกันไป อาจจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กคนหนึ่งเลยก็ได้
อย่างที่เป็นข่าว และที่ปรากฏในคลิป เรื่องของเรื่อง น้องโต๊ดเล่นไปกด dot (.) แล้วแปะลงในเฟสจนหน้าเวบมันล่ม แล้วก็เป็นการสร้างปัญหาให้เพื่อน ๆ ในห้อง ทำให้เพื่อนไม่สามารถใช้งานหน้าเพจนั้นได้ และถ้าน้องโต๊ดทำเพียงแค่ครั้งหรือสองครั้ง เพื่อน ๆ ยังพอให้อภัย แต่นี่ทำไปตั้ง 4-5 ครั้ง จนเพื่อน ๆ ทนไม่ไหว และมีมติถีบน้องออกจากกลุ่ม และน้องบอล ซึ่งเป็นหัวหน้าห้อง ก็ต้องรับหน้าที่นี้ไปบอกแก่น้องโต๊ด
วินาทีที่รู้ว่า ถูกเพื่อนบอยคอต น้องโต๊ดก็รู้สึกช็อค เสียใจ อะไรไปตามเรื่องตามราวตามความรู้สึกของเด็กที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม แล้วน้องก็มองว่า สิ่งที่น้องทำ เป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ เพื่อน ๆ ไม่น่าจะทำกับเขาแบบนี้ โดยส่วนตัว เรามองว่า วินาทีนั้น น้อง "เห็นแต่ตัวเอง" อ่ะ ไม่พอใจที่เพื่อนไม่ยอมรับ ก็เลยหาทางระบาย จนสุดท้ายมาลงที่สังคมออนไลน์
แต่... น้องเขาคงลืมมองไปว่า ตัวเองทำอะไรผิด เพื่อน ๆ ถึงได้ทำกับเขาเช่นนั้น ซึ่งมันก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามบนโลกใบนี้อ่ะนะ ที่ "ความผิดของตัวเองเล็กเท่าหอยมด แต่ความผิดของคนอื่นใหญ่เท่าหอยช้าง" มันก็เลยเป็นปัญหา
ถ้าเราทุกคน เจอปัญหาเช่นเดียวกับน้องเขา ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมที่ตัวเองสิงสถิตอยู่ เราก็คงมีปฏิกริยาเดียวกับน้องนั่นแหละ และอาจจะระบายออกด้วยวิธีเดียวกับน้องเขาก็ได้ คนที่เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่สังคมออนไลน์จ๋า ก็แปะลงในเฟส ในทวิตเตอร์ของตัวเอง บางส่วนก็ระบายโดยการโทรไปเล่าให้เพื่อน ให้พี่ ให้น้อง ให้คนที่ตัวเองไว้ใจฟัง และเชื่อเถอะว่า เราก็จะเล่าแบบ ตัวเองเป็นถูกกระทำอย่างเดียวเท่านั้น ในส่วนที่เราไปกระทำคนอื่นเขาก่อน จะไม่ค่อยพูด หรือไม่พูดเลย
เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ เมื่อเรามีสติมากขึ้น และย้อนกลับมามองปัญหาโดยภาพรวมทั้งหมด เราก็จะเห็นเองว่าอะไรเป็นอะไร ใครผิดใครถูกในเรื่องนั้น ๆ และเมื่อรู้แล้ว ว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากอะไร คนที่เขาแฟร์ ๆ ผิดก็ยอมรับ ก็คงจะไปขอโทษและขอโอกาสจากคนในสังคมนั้น ๆ ของเขา แต่คนที่อัตตาสูง ยึดมั่น ตัว GU ของ GU ก็ยังคงยืนเชิดคอแข็งไม่รู้สึกรู้สาในความผิดของตัวเองต่อไป
ในกรณีของน้องโต๊ด น้องเขายังเด็ก อาจจะยังไม่สามารถแยกแยะอะไรได้มากมาย ว่าในเคสนั้น เขาผิดจริง หรือน้องบอลและเพื่อน ๆ เป็นฝ่ายผิดกันแน่ ตัวกลางอย่างครูอังคณา ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกพาดพิงถึงในคลิป ก็ต้องออกโรงมาไกล่เกลี่ยและชี้ผิดชี้ถูกพร้อมอธิบายเหตุผลให้น้องได้รับรู้ ได้เข้าใจ เพื่อให้น้องยอมรับในความผิดของตัวเองและการตัดสินใจของเพื่อน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว น้องโต๊ดก็ยอมรับโดยดุษณีไม่ใช่เหรอ แล้วเรื่องก็จบไปโดยที่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ไม่มีกินแหนงแคลงใจอะไรกันอีก ทั้งผู้บริหารสถานศึกษายังให้น้องโต๊ดและน้องบอลร่วมทำโปรเจคส่งประกวดด้วย ด้วยท่านคงเห็นว่า ไหน ๆ ก็เทคโนโลยีจ๋ากันทั้งนั้น ก็เอาความสามารถส่วนนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์สิ
อีกอย่าง ตามเนื้อข่าว เรื่องนี้ก็จบไปตั้งแต่เดือนมกราแล้วไม่ใช่เหรอ การที่คนอื่น ๆ เอาคลิปที่น้องทำ เอาวลีเด็ดนี้มาพูดต่อกันอย่างสนุกสนาน ไม่คิดบ้างหรือว่า มันอาจจะไปกระตุกต่อมอะไรบางอย่างของน้องเขาเข้าน่ะ จริง ๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากน้องเขาด้วย ที่จบเรื่องแล้วไม่ยอมลบคลิปออก แต่ก็นะ เด็กก็คือเด็ก เขาอาจคิดไม่ถึงตรงจุดนี้ ว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นกระแสสังคม เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เป็นที่กล่าวขวัญ
แต่ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ (จขคห. 24 แล้วค่ะ) ที่น่าจะมีความคิดความอ่านมากกว่าน้องเขา กลับทำพฤติกรรมที่ยิ่งกว่าเด็กทำเสียด้วยซ้ำ ดันเอาไปพูดต่อ เอาไปแปะต่อ เอามาเล่นกันอย่างสนุกสนานเฮฮาครื้นเครง แล้วถ้ามีคนที่ไม่รู้เรื่องวลีเด็ดนี้ เพราะไม่ได้ตามข่าว ไม่ได้มีสังคมออนไลน์ ฯลฯ คนที่รู้เรื่องก็คงกรี๊ดกร๊าดป่าช้าแตกและหาว่าคนที่ไม่รู้เชย เอาท์ อะไรก็ว่าไป และลงท้ายแล้ว วลี "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" ก็จะเป็นเหมือนแพลงกิ้ง พับเพียบ จนกระทั่งธนูปักที่เข่า นั่นแหละ ที่ฮิตกันเพียงแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็บินหายเข้ากลีบเมฆไป
ในความเห็นของเรา เรามองว่า มันไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะเอามาปากต่อปากกันไม่หยุดแบบนี้ น่าจะคิดถึงจิตใจน้องเขาบ้าง ว่าเขารู้สึกยังไง ที่สำคัญ เด็กสมัยนี้ เดาความรู้สึกยากเสียด้วยสิ ตีเป็นสองกรณีก็แล้วกัน กรณีแรก น้องเขาอาจจะรู้สึกแย่ ที่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเขาเป็นเรื่องใหญ่โตได้ถึงเพียงนี้ และอีกกรณี ตามกระแสอยากเด่นอยากดังของวัยรุ่นไทย น้องเขาอาจจะภูมิใจที่ตัวเองดังข้ามคืนก็เป็นได้ ใครจะไปรู้
สุดท้าย อย่างที่จิ้มไว้ตอนต้น บางเรื่องบางอย่างของเด็ก ๆ เราอาจมองเป็นเรื่องไร้สาระ แต่สำหรับเด็กในวัยนั้น ๆ แล้ว จะถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาทีเดียว อย่างเรื่องที่เด็กตบกันเพราะแย่งผู้ชาย เราก็มองว่า มันไร้สาระใช่มั้ย ผู้ชายคนเดียว ไปแย่งกันทำไม อะไรอย่างนี้
แต่... ลองคิดในมุมกลับนะ ลองคิดถึงเรื่องบางเรื่องในสมัยที่เรายังเป็นเด็กสิ เรื่องที่เราเถียงกับพ่อแม่หรือคนในครอบครัวแทบเป็นแทบตาย เรื่องที่เราทะเลาะกับเพื่อนจนเกือบลงไม้ลงมือ ถ้าเอามาคิด มามองด้วยอายุในปัจจุบันของเรา เรื่องเหล่านั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้น
ครอบครัวใช้คำหยาบ เด็กก็ออกมาใช้ในสังคม
พอในสังคมเยอะขึ้น ก็ขยายเป็นวงกว้าง
พอเด็กโตขึ้น ก็เอาไปพูดในหมู่ครอบครัว จนขยายไปถึงลูกๆอีก
มันเลยวนไปวนมาแบบนี้ละครับ ถ้าอยากจะแก้ต้องแก้ตั้งแต่รากฐาน เริ่มที่ สื่อต่างๆเลยครับ
เริ่มจากละครเลยครับ ในละครตบตี ด่าทอ คำหยาบมากมายเพื่อจะได้ถึงอารมณ์คนฟัง ทั้งคำพูดในยุคสมัยต่างๆเพื่อให้หนังสมจริง ณ จุดนี้ เมื่อสมจริงมาก คนจึงนำไปเลียนแบบ
ดังนั้น เริ่มจากสื่อ ผมจึงคิดว่า น่าจะดีครับ
ถ้าสังคมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันแย่จนรับไม่ได้ สังคมจะเปลี่ยนไปเองละครับ
จากเรื่องนี้
ปัญหาอาจจะเกิดจากครอบครัว
ดังนั้น หากไม่อยากให้เกิดเรื่องอย่างนี้ ทางครอบครัวก็ต้องดูแล เอาใจใส่ แล้วก็ให้ความอบอุ่นน้องเขามากขึ้นค่ะ
ตั้งแต่มีสังคมออนไลน์ เด็กไทยก็เปลี่ยนไป ปัญหามากมายตามเข้ามา เพราะเด็กใช้สื่ออย่างไม่สร้างสรรค์ และขาดการอบรมจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็ไม่แปลกหรอก ในเมื่อผู้ใหญ่ก็ใช้สื่อไม่ได้สร้างสรรค์ไปกว่าเด็กสักเท่าไหร่เลย