|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... อีกไม่กี่วันโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ก็จะเปิดรับสมัครแล้วนะคะ น้องๆ ม.3-5 คนไหนที่อยากเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนก็เตรียมตัวให้ดี !! ส่วนวันนี้ พี่เป้ ก็มีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ มายั่วเหมือนเดิมเช่นเคยทุกวันพฤหัส 555+ สำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้ มาจากประเทศหนึ่งในยุโรปที่ยังไม่เคยเอามาให้อ่าน !! นั่นก็คือ "ฟินแลนด์" ดินแดนหมื่นทะเลสาบนั่นเองค่ะ เป็นเรื่องที่ พี่เป้ อ่านแล้วชอบมากกกกกก มีความสุขสุดๆ และหวังว่าถ้าน้องๆ อ่านแล้วน่าจะชอบเหมือนกันนะ ^^ สวัสดีจ้า เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคน เราชื่อ "ขวัญ" อายุ 18 ปี ตอนนี้ก็กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเจียงใหม่เจ้า เป็นนักเรียนโครงการแลกเปลี่ยนเอเอฟเอสรุ่น 49 ณ ประเทศฟินแลนด์ ดินแดนหมื่นทะเลสาบนะจ๊ะ เหตุผลหลักๆ ที่อยากไปแลกเปลี่ยนคือ อยากเที่ยว! ตอนที่สมัครก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก ติดก็ได้ไม่ติดก็ดี แต่ปรากฏว่าก็สอบผ่านข้อเขียนมาได้แบบงงๆ พอถึงคราวได้เลือกประเทศ พ่อแม่ก็สุยใหญ่เลยว่าต้องอเมริกานะ แต่ด้วยความที่เราเป็นลูกที่ดี 555 สามอันดับที่เลือกนั้นไม่มีอเมริกาเลยจ้า เหตุผลเพราะโอกาสที่ได้มันยาก ณ จุดนั้นภาษาอังกฤษของเรายังก็งูๆ ปลาๆ หากเลือกไปคะแนนก็คงสู้เค้าไม่ได้แน่นอน ความเสี่ยงมันช่างสูงเกินไปที่จะไม่ติดตัวจริง และถ้าไม่ติดตัวจริง พ่อแม่ก็จะไม่ให้ไป =w= อื๊มมม ฉะนั้นจึงเลือกประเทศที่คิดว่า "มันต้องติดแน่ๆ อะ" ไว้อันดับหนึ่ง นั่นก็คือ "ฟินแลนด์" นั่นเอง โฮ่ะๆๆ จริงๆ แล้วก่อนจะตัดสินใจเลือก ก็ตั้งเป้าหมายหลักในใจไว้เหมือนกันนะ คือ 1. ต้องเป็นประเทศที่ใช้ภาษาที่สาม เพราะเราว่ามันเท่ดีนะที่เราพูดภาษาที่สามเป็น เวลาด่าใครเค้าก็ไม่รู้เรื่อง (จุ๊ๆ แต่ไม่แนะนำนะจ๊ะ 555) 2. ประเทศที่ไปต้องหนาวและมีหิมะเยอะๆ เพราะอยากเห็นหิมะมากถึงมากที่สุึด ซึ่งพอลองสแกนดูแล้วก็พบว่า ประเทศฟินแลนด์เนี่ยแหละน่าสนใจที่สุด จึงเขียนฟินแลนด์ไว้่อันดับหนึ่งอย่างไม่ลังเลเลย อยากบอกว่าก่อนไปฟินแลนด์นั้น แทบจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับฟินแลนด์เลย แม้จะเลือกไว้เป็นอันดับหนึ่งก็ตาม คิดดูสิ ขนาดโทรศัพท์มือถือรุ่น Nokia ยังนึกว่าเป็นของจีนมาตั้งนานเลยนะ หึหึ อาการหนักอย่างแรง จากนั้นเราก็ได้มารู้จักประเทศนี้อย่างจริงๆ จังๆ ก็เมื่อติดตัวจริงของประเทศฟินแลนด์ และได้ไปเข้าค่ายเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางของเอเอฟเอส ตอนนั้นตื่นเต้นมากที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศนี้และได้เรียนภาษาฟินแลนด์ด้วย ที่ฮาสุดคือ มั่นใจว่าคนไทยเกิน 100 คนต้องตกใจเมื่อได้ยินคำทักทายภาษาฟินแลนด์ อยากรู้กันแล้วล่ะสิ 555 คำๆ นั้นก็คือ Moi! (มอย!) นั่นเอง (อย่าอ่านผิด) เป็นคำทักทายที่ใช้สำหรับคนรู้จักจ้า และเนื่องจากในภาษาฟินแลนด์นั้นไม่มีวรรณยุกต์อย่างภาษาไทย ดังนั้นจะออกเสียงวรรณยุกต์ไหนก็ให้ความหมายเหมือนกัน ช่วงแรกๆ ไอ่เราก็นึกสนุกใส่วรรณยุกต์จัตวาตอนทักทายทุกคนตลอดเลย 555555 มันเป็นความสุขเล็กๆ จริงๆ นะ การเดินทางไปฟินแลนด์ใช้เวลานานพอสมควร ฟินแลนด์รุ่นนี้ไปกัน 7 คน ถือว่าน้อยแต่พวกเราทุกคนก็สนิทกันมากๆ เลย ถึงขั้นเอาชื่อโฮสท์มาล้อกันเลยทีเดียว (อารมณ์แบบล้อชื่อพ่อชื่อแม่น่ะนะ ...อย่าเลียนแบบนะ) 55555 วินาทีแรกที่เหยียบฟินแลนด์ วันนั้นคาดว่าอากาศประมาณ 20 องศาเซลเซียสกว่าๆ ค่อนข้างเย็นสบาย แดดกำลังดี ออกจากเครื่องบินมาจมูกก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นแปลกๆ มาเตะจมูก เพื่อนบอกว่ากลิ่นนั้นมันก็คือ ...กลิ่นยุโรป...นั่นเอง 555 (มันเป็นมุข) ประเทศฟินแลนด์...ความรู้สึกประทับใจแรกคือ อากาศดีมาก! สูดเข้าไปได้เต็มปอดอย่างไม่รู้สึกระคายเคืองระบบหายใจเลย อีกอย่างเลยคือ สมชื่อประเทศหมื่นทะเลสาบจริงๆ เพราะขณะนั่งรถ 4 ชั่วโมงจากเมืองหลวงไปยังเมือง Puumala (เมืองที่ขวัญอยู่) ก็เห็นทะเลสาบไปเกือบ 20 แห่ง (นับอยู่สองชั่วโมง อีกสองชั่วโมงก็หลับ) และประเทศฟินแลนด์ก็ถือเป็นประเทศที่ใหญ่พอๆ กับประเทศไทยเลย แต่ว่ามีประชากรไม่มาก แค่ 5 ล้านคนเอง และยังมีพื้นที่ป่าสนเยอะมากๆ ด้วย ส่วนตัวขวัญเป็นคนชื่นชอบธรรมชาติอยู่แล้ว เลยรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งเหล่านี้เป็นพิเศษ อีกอย่างคือประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศที่สงบสุดๆ เมืองหลวงอย่าง "เฮลซิงกิ" ที่คนฟินแลนด์ว่าวุ่นวายแล้ว ยังไม่ได้เศษ 1 ส่วน 4 ของกรุงเทพเลยค่ะ เมืองที่ขวัญได้ไปอยู่คือเมือง Puumala (อ่านว่า ปู-มะ-ละ) เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ทางฝั่งตะวันออกของประเทศฟินแลนด์ติดกับทะเลสาบไซมา (Saimaa) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์ เมืองนี้ถือเป็นเมืองที่น่าสร้างบ้านพักฤดูร้อนมากที่สุดเมืองหนึ่งเลย เพราะมีทัศนียภาพที่สวยงามและสงบเงียบ เหมาะที่จะเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของใครหลายๆ คนที่อยากหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่ๆ มาอิงแอบกับธรรมชาติในช่วงฤดูร้อน เมือง Puumala นั้นมีประชากรอยู่แค่ 1,000 กว่าคนเอง ถือว่าน้อยที่สุดเลยนะถ้าเทียบกับเมืองที่เพื่อนชาวไทยคนอื่นๆ ได้ไปอยู่ ช่วงที่ขวัญไปถึงเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงพอดี อากาศหนาวเบาๆ สำหรับคนไทยอย่างเรา พออยู่ไปได้สักพักก็ได้เห็นความสวยงามที่ตราตรึงใจที่สุดก็คือช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสี ทั่วทั้งเมืองจะ colorful มากๆ ปีที่ขวัญไปนั้นมีข่าวแว่วๆ มาว่าช่วงฤดูหนาวของปีนั้นจะเป็นปีที่มีสภาพอากาศคล้ายคลึงกับเมื่อหลายร้อยปีก่อนเลย ซึ่งนั่นก็หมายความว่า หิมะก็จะเยอะ!!! และมันก็จะหนาวมากกกกกกกกกถึงมากที่สุด ว้าว! ตื่นเต้นๆ พอเข้าหน้าหนาวได้สักพัก ขวัญก็รู้ว่าข่าวมันแอบจริงนะ เพราะอุณหภูมิต่ำสุดที่ขวัญเคยเจอก็คือ -39 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว! อยากหนาวก็ได้หนาวสมใจ อยากเจอหิมะก็ได้เจอสมใจเลยถึง 6 เดือน ใช่แล้ว อ่านไม่ผิดหรอก 6 เดือนจริงๆ เล่นเอาเบื่อไปเลย 555 แต่ฤดูหนาวของฟินแลนด์เป็นอะไรที่น่าหดหู่มากจริงๆ เพราะเป็นฤดูที่สว่างช้าและมืดเร็ว เวลาสว่างแต่ละวันก็จะราวๆ 4-5 ชั่วโมง ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึงแค่บ่าย 2 หรือบางครั้งก็เกือบๆ บ่าย 3 เรียกได้ว่าทุกวันในฤดูนี้อยู่กับความมืดมนทางอากาศและทางจิตใจสุดๆ เมืองเล็กๆ ของขวัญก็แทบจะกลายเป็นเมืองร้างไปโดยปริยาย เพราะอากาศก็หนาว มืดก็มืด ผู้คนก็ไม่ค่อยออกมาเดินข้างนอกเท่าไหร่ ก่อนมาก็ได้รู้เรื่องนี้ของฟินแลนด์เหมือนกัน เพราะฟินแลนด์ก็ถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงมากในช่วงฤดูหนาว ไม่ใช่เพราะปัญหาชีวิตเหมือนอย่างที่พบบ่อยในประเทศญี่ปุ่นหรอก แต่เป็นปัญหาทางด้านอากาศเสียส่วนใหญ่ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแค่สภาพอากาศถึงส่งผลกระทบต่อจิตใจถึงขนาดนี้ มันไม่ make sense เลย แต่พอได้มาประสบกับตัวเองจริงๆ เลยได้เข้าใจถึงอิทธิพลจากอากาศต่อสภาพจิตใจอย่างจริงๆ จังๆ แต่หลังจากฤดูหนาวก็จะเข้าฤดูใบไม้ผลิ ฤดูนี้เป็นฤดูที่สดใสมากๆ คือมันได้พบกับสีสันอีกครั้งหลังจากก็เจอแต่สีขาวๆ ของหิมะและสีเทาๆ ของท้องฟ้ามานาน ได้เห็นเดือนเห็นตะวันซักที อารมณ์ของขวัญ ณ จุดนั้นก็เคยถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่า นี่เราไม่ได้เห็นดวงอาทิตย์มานานเท่าไหร่แล้วนะ ?? อาจจะฟังดูเวอร์ๆ แต่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ เพราะฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูแห่งการเติบโต เป็นช่วงที่มีฝนตกเป็นพักๆ อากาศเย็นสบาย ได้ยินเสียงหงส์สีขาวสะอาดร้องอยู่ที่ทะเลสาบหลังบ้านทุกเย็น ฤดูนี้ทำให้ขวัญได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้รู้สึกสดใสไม่น้อยเลย อย่างเช่น ดอกไม้สีเหลืองสดใสเต็มท้องทุ่ง ซึ่งที่ฟินแลนด์เรียกว่า Voi kukka แปลก็คือ ดอกเนย เหตุผลที่เรียกอย่างนี้ก็เพราะว่ามันมีสีเหลืองเหมือนเนยนั่นเอง หรือจะเป็นดอกไม้พันธุ์อื่นๆ ที่แข่งกันออกดอกแบ่งบานกันในช่วงนี้ วันๆ หนึ่งก็เริ่มยาวขึ้นๆ จนกลับไปเป็นปกติเหมือนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง พอมาถึงฤดูร้อน ซึ่งขวัญว่าฤดูนี้แหละเป็นฤดูที่สวยงามที่สุดเลย เพราะอากาศกำลังดีมีลมพัดเอื่อยๆ แดดแรงสะท้อนทะเลสาบไซมาเป็นประกายวิบวับ ท้องฟ้าสีฟ้าสดใสมีเมฆลอย เป็นฤดูที่ทำให้เมืองเล็กๆ คึกคักเป็นพิเศษ ร้านรวงต่างๆ ที่มักจะเปิดในช่วงฤดูร้อนก็เปิดร้านขายของกันมากมายละลานตา ผู้คนจากต่างเมืองก็หลั่งไหลเข้ามาหาความสงบท่ามกลางธรรมชาติที่บ้านพักฤดูร้อนของตนเอง กิจกรรมต่างๆ ที่คนมักทำกันตอนฤดูร้อนก็ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ส่วนใหญ่คนวัยรุ่นวัยเรียนก็จะไปหางานพิเศษทำในช่วงนี้ ซึ่งถือเป็นช่วงเก็บตังค์ของเด็กๆ ที่นั่นเลยทีเดียว ขวัญก็แอบไปทำเหมือนกันนะ ไม่เชิงรับจ๊อบงานพิเศษอะไรหรอก เพราะเราก็ไม่ได้ลงทะเบียนตามกฎหมาย นั่นก็คืองานทำความสะอาดสวน รู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ 5555 และในฤดูร้อนของฟินแลนด์นี่แหละ ที่พวกเราจะได้เห็นพระอาทิตย์เที่ยงคืนกัน พระอาทิตย์เที่ยงคืนคืออะไร??? ก็คือพระอาทิตย์ไม่ตกแม้จะเวลาเที่ยงคืนแล้วก็ตามนั่นเอง เมื่อเข้าฤดูร้อนจริงๆ แล้ว (ช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม) วันๆ หนึ่งก็แทบจะไม่มีกลางคืนเลย ช่างแตกต่างจากฤดูหนาวเสียเหลือเกิน เป็นช่วงที่ขวัญกลับบ้านเกือบสี่ทุ่มทุกวันเลย เที่ยวเยอะมาก แม้จะสี่ทุ่มแล้วแต่ก็ยังรู้สึกเหมือนสี่โมงเย็นอยู่เลย สำหรับนิสัยคนฟินแลนด์หรือคนฟินน์เป็นคนที่ขี้อายมากๆ แต่พอได้รู้จักสนิทสนมกันก็จะเปิดใจมากๆ เลย ส่วนใหญ่ถ้าพูดภาษาเดียวกันก็จะสนิทกันเร็วนะ แต่ถ้าพูดกันคนละภาษาล่ะก็ แน่นอนว่าต้องใช้เวลาจูนกันสักหน่อย เพราะว่าชาวฟินน์ไม่ค่อยกล้าพูดภาษาอังกฤษเท่าไหร่ ก็เหมือนคนไทยน่ะแหละ แต่การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศฟินแลนด์ก็อยู่ในระดับโหดมากถึงมากที่สุดเลยทีเดียว ขวัญได้สัมผัสมาแล้ว ขวัญเชื่อว่าคนฟินน์ส่วนใหญ่สามารถเข้าใจและสนทนาภาษาอังกฤษได้นะ แต่น้อยคนนักที่จะกล้าเข้าหาชาวต่างชาติ ขวัญจึงเป็นฝ่ายต้องเข้าหาเขาก่อน พอได้พูดคุยและสร้างความมั่นใจในภาษาอังกฤษให้เค้าได้แล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่ยากเย็นแล้วล่ะ โดยรวมคนฟินน์ก็เป็นเหมือนกับชาวยุโรปทั่วไป นั่นก็คือมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก อยากจะพังค์ก็พังค์ อยากจะอีโมก็อีโม อยากเนิร์ดก็เนิร์ด แบบไม่ยุ่งไม่คุยกับชาวบ้านเลยก็มี คนฟินน์ส่วนใหญ่เค้าไม่ชอบมานั่งจับผิดและนินทาคนอื่นหรอก เพราะเค้าเชื่อว่ามันเป็นการเสียเวลา เด็กวัยรุ่นฟินน์ก็จะมีอิสระทางความคิดและมีความเป็นผู้ใหญ่มาก คือเค้าสามารถควบคุมตัวเองได้และรู้หน้าที่ของตนเอง กฎหมายว่าอายุยังไม่ถึง 18 ปีห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วัยรุ่นส่วนใหญ่ก็เคารพและปฏิบัติตาม แต่ก็มีเพียงคนเพียงเสี้ยวน้อยๆ เท่านั้นที่ฝ่าฝืน และมีอย่างหนึ่งที่ฟินแลนด์ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าไหร่ นั่นก็คือการเป็นเพศที่สาม พวกทอมดี้ เลสเบี้ยนนี่ไม่ค่อยเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเป็นเกย์เนี่ย จะถูกคนที่เหยียดเพศเหยียดหยามมากๆ (แต่สำหรับบางคนก็รู้สึกเฉยๆ นะ) สำหรับนิสัยอีกอย่างของคนฟินน์ คือเป็นคนที่ตรงต่อเวลามาก ถ้าเลิกเรียนแล้วกริ่งดัง เด็กก็จะลุกออกไปอย่างรวดเร็วเลย ถึงแม้ครูจะยังสอนไม่จบก็เถอะ และมีอีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นวิถีชีวิตของฟินแลนด์ขนานแท้เลยก็คือ "ซาวน่า" เชื่อว่าหลายคนรู้จักซาวน่า ถ้ามาฟินแลนด์แล้วไม่ได้เข้าซาวน่าแบบฟินนิชดั้งเดิมเลยก็เหมือนมาไม่ถึง ซาวน่าดั้งเดิมก็จะเป็นซาวน่าแบบเผาไม้ใต้เตา ซึ่งจะให้ความร้อนและรู้สึกสดชื่นมากกว่าการใช้เตาซาวน่าอัตโนมัติในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าใครที่ได้มาฟินแลนด์ ก็ควรหาโอกาสเข้าซาวน่าดั้งเดิมสักครั้ง ส่วนใหญ่จะมีตามบ้านพักฤดูร้อนริมทะเลสาบ เรียกได้ว่าทุกบ้านต้องมี แม้แต่อยู่ในอพาร์ตเมนต์ก็ยังแอบมีห้องซาวน่าเล็กๆ เหตุผลก็เพราะช่วยบรรเทาความหนาวและช่วยผ่อนคลายนั่นเอง จริงๆ แล้วการเข้าซาวน่า สามารถเข้าได้ทุกฤดู แต่ในบางครอบครัวก็จะมีกำหนดวันด้วยนะว่าต้องเข้าวันใดบ้าง เพราะค่าไฟจากการเปิดซาวน่าแต่ละครั้งก็ค่อนข้างสูงพอตัว แต่สำหรับครอบครัวขวัญไม่มีกำหนดจ้า เพราะโฮสท์พ่อเป็นคนที่ชอบซาวน่ามากๆ และจะเข้าทุกวันเลย ส่วนขวัญก็เข้าบ้าง อาทิตย์ละครั้งถึงสองครั้ง ครั้งแรกที่เข้าซาวน่า ก็มีหมาสองตัวเข้าไปนั่งเป็นเพื่อนด้วยแหละ อาจจะฟังดูตลกๆ แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ไม่ใช่แค่คนฟินน์หรอกนะที่ชอบซาวน่า หมาหรือแมวที่อยู่ที่นี่ก็ชอบกันทั้งนั้น 5555 ขวัญก็ไม่แปลกใจหรอกนะ เพราะขวัญก็ยังติดใจจนถึงวันนี้เลย 5555 ซาวน่าจะเข้าให้สนุกต้องเข้ากันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพราะได้ทั้งผ่อนคลายและเพื่อนคุย ปัญหาที่คนไทยทุกคนประสบทุกทีก่อนการจะเข้าซาวน่าก็คือ ปัญหาความอายไม่กล้าเปลือยกาย สำหรับขวัญ ขวัญก็เป็นนะ จำได้ว่าครั้งแรกนั้นเขินมากๆ แบบว่าอายหุ่น แต่พอเห็นคนฟินน์เค้าถอดกันปกติ ไม่มีท่าทีเขินอายอะไร เราทั้งคู่ก็มีมองหน้ากันสักพัก ก่อนจะตัดสินใจ เอาวะ ถอดก็ถอด 55555 สุดท้ายก็ผ่านพ้นครั้งแรกไปได้ด้วยดี ครั้งต่อๆ ไปก็ไม่มีคำว่าอายแล้ววว 55555 ขอบอกว่าเข้าซาวน่าแล้วรู้สึกผ่อนคลาย สบายกาย สบายใจอย่างบอกไม่ถูกเลยจริงๆ ยิ่งในฤดูร้อนนี่สุดยอดมาก เพราะซาวน่าส่วนมากจะติดกับทะเลสาป นั่นก็หมายความว่า พอออกจากซาวน่าร้อนๆ มา ก็กระโดดลงไปว่ายน้ำในทะเลสาบเลย ขวัญก็เคยทำอย่างนั้นนะ สนุกและให้ความรู้สึกดีมว๊ากกกกกกเลย >w< TO BE CONTINUED >>> คลิกเพื่ออ่านต่อ เป็นยังไงคะ อ่านแล้วชอบกันมั้ย พี่เป้ ชอบน้องหมาซาวน่ามากๆ 5555 แต่ขอบอกเลยว่า นี่ยังไม่ถึงครึ่งที่น้องขวัญเขียนส่งมาเลยนะ เพราะไฮไลต์มันส์ๆ อยู่ที่ตอนหน้ากับการไปผจญภัยใน "แลปแลนด์" ที่ว่ากันว่าเป็นที่อยู่ของราชินีหิมะ !!! เกริ่นแค่นี้ก็น่าตื่นเต้นกันแล้วใช่มั้ยล่ะ เพราะฉะนั้น อย่าลืมมาอ่านตอนต่อไปในวันพฤหัสหน้ากันด้วยนะคะ ^^ ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากเล่าบ้าง ก็ส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com แล้วเจอกันจ้า
และห้ามพลาด !!! หนังสือเล่มใหม่จาก Dek-D.com กับ "คู่มือเรียนต่อนอกฟรีๆฉบับม.ปลาย" อัดเต็มกับทุนนักเรียนแลกเปลี่ยน ทุนเรียนฟรี ข้อมูลประเทศน่าเรียน 10 ประเทศพร้อมแนะนำโรงเรียนที่น่าสนใจ การเตรียมตัวก่อนไปเมืองนอกแบบละเอียด พร้อมทั้งประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ ตั้ง 10 เรื่อง !! เหมาะกับน้องๆ ม.1-5 ที่อยากไปเรียนนอก โอ้ววว น่าสนใจล่ะสิ ราคาก็ถูกมากแค่ 125 บาทเท่านั้น !! หนาตั้ง 200 กว่าหน้า ใครอยากดูสารบัญคร่าวๆ คลิกที่นี่ วางขายแล้วร้านหนังสือซีเอ็ด
|
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?





43 ความคิดเห็น
พี่เป้แก้ด่วนนน
"ร้านรวงต่างๆ ที่มักจะเปิดในช่วงฤดูร้อนก็เปิดร้านขายของกันมากมายระรานตา"
คำว่า "ละลานตา" ต้องใช้ ล สะกดทั้งสองตัวนะคะ
แต่ถ้าเป็น "ระราน" ที่ใช้ ร สะกด จะหมายถึง ไปหาเรื่องชาวบ้านหรือทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนนะคะ
โหววว สุดยอดด!! เริ่มอยากไปฟินแลนด์บ้างแล้ว 5555+
ว๊าวอยากไปจัง><