| สวัสดีค่า... ในขณะที่น้องๆ รุ่นแอดมิชชั่นปี 56 เริ่มหาข้อมูลรับตรงแล้ว (โดยเฉพาะ มศว ประกาศออกมาไวเว่อร์) แต่รุ่นพี่ของเรายังง่วนอยู่กับการสอบสัมภาษณ์ และรายงานตัว เพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เรียกว่ากว่าจะเปิดเทอมก็อีกนานเลย ซึ่งช่วงเวลาที่เว้นไว้ตรงนี้ ก็เพื่อให้น้องๆ เฟรชชี่ได้เตรียมตัว สำหรับการเข้าสู่รั้วการศึกษาใหม่ สำหรับชีวิตในมหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่ทำให้เราเข้าใกล้สู่วัยผู้ใหญ่อีกขั้นหนึ่ง ด้วยวัยที่เข้าสู่เลข 2 นำหน้า (โอ้ว..ใช้คำทำร้ายจิตใจมากๆ) และจะมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่างในชีวิต จุดนี้ถ้าใครดูแลตัวเองได้ดีก็มีอนาคตที่สดใสเลยค่ะ แต่ถ้าใครหลงระเริงไปกับอิสระที่ไร้การควบคุมล่ะก็ มีเละได้เหมือนกัน ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่าเดือนหน้าจะต้องเข้าสู่การเป็นเฟรชชี่แล้ว ต้องอ่านบทความนี้เลย จะได้รู้ว่าจากมัธยมสู่รั้วมหาวิทยาลัยมีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง และจะรับมืออย่างไร >> 1. เรียนมหา'ลัย มีแต่เรื่องใหม่ๆ ไม่ต้องคิดมาก แค่ย้ายจากมัธยมมามหา'ลัย ก็ถือว่าได้เรียนที่ใหม่แล้ว แต่มันไม่ใช่แค่นี้น่ะสิ เพราะการเรียนในมหาวิทยาลัย 4-6 ปี ยังมีสิ่งใหม่ๆ ให้เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ และเราก็ต้องปรับตัวกันพอสมควร ซึ่งกว่าจะให้ชินกับทุกๆ อย่างก็ใช้เวลาร่วม 1 เทอมเลยทีเดียว สิ่งใหม่ๆ ที่พี่มิ้นท์กำลังพูดถึง มีดังนี้ - เพื่อนใหม่ บางคนนี่ได้เพื่อนใหม่ยกรุ่นเลยก็ว่าได้ ใน 1 คณะ จะมีเพื่อนๆ จากทั้งประเทศ ตั้งแต่เชียงรายลงไปสุดยะลาเลย ส่วนตัวพี่มิ้นท์ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนุกมากที่เราจะได้รู้จัก เพื่อนที่มาจากคนละจังหวัด ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของเค้า แน่นอนว่ายังไงน้องๆ ก็ต้องได้เพื่อนใหม่ สร้างแก๊งค์ใหม่ๆ ในมหา'ลัย ยกเว้นว่าน้องๆ จะชวนเพื่อนทั้งห้องไปเรียนคณะเดียวกัน!! ซึ่งเคล็ดลับในการเพื่อนก็ไม่ได้ยากยิ่งเดี๋ยวนี้มีสื่อออนไลน์มากมาย Add facebook, Line, Whatsapp เพื่อนๆ ให้หมดเลยค่ะ 5555 - วิชาใหม่ๆ ยกเว้นคณะในสายวิทย์ที่อาจจะมีรายวิชาพื้นฐานในกลุ่มวิทยาศาสตร์บ้าง แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียวนะคะน้องๆ เหมือนเป็นการทวนของเก่าและแทรกของใหม่เข้ามากกว่า ส่วนคณะอื่นๆ ล่ะก็ จะได้เรียนวิชาปูพื้นฐานของคณะนั้นๆ ซึ่งอาจจะไม่เคยเรียนมาก่อนในชีวิต ดังนั้นเตรียมตัวไว้นะคะเฟรชชี่ทั้งหลาย - กิจกรรมใหม่ๆ กิจกรรมในมหา'ลัย จะเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และหลากหลายมากขึ้น รวมทั้งจะมีกลุ่มก้อน คนที่มีความฝันและมีบุคลิกใกล้เคียงกันมารวมตัวกัน ซึ่งกิจกรรมในมหา'ลัย ส่วนใหญ่จะไม่บังคับ อยากเข้าร่วมอะไรก็สามารถเข้าร่วมได้ กิจกรรมในส่วนนี้มีประโยชน์ต่อการสมัครงานในอนาคตมากๆ ดังนั้นถ้ามีโอกาสก็เข้าร่วมกันเยอะๆ นะคะ พี่มิ้นท์ขอคอนเฟิร์มอีกเสียงว่ากิจกรรมในรั้วมหา'ลัย มันส์สุดๆ ใครไม่มีประสบการณ์ในวัยนี้ ไม่มีเรื่องเม้าท์กับคนอื่นนะ >> 2.เรียนมหา'ลัย ชีวิตเป็นของเรา ทันทีที่เราออกมาจากรั้วมัธยม ก็เหมือนได้อิสระในชีวิตกลับคืนมา ซึ่งเราจะต้องดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น เช่น - แต่งตัวดูดีเป็นศรีแก่ตัว แน่นอนว่ายูนิฟอร์มของเราจะเปลี่ยนไป และหาซื้อได้ง่ายขึ้น เรียกว่ามีอิสระในการแต่งตัวมากขึ้น เสื้อตัวเล็ก เสื้อตัวใหญ่ กระโปรงพลีท กระโปรงทรงตรง ผ่าหน้า ผ่าหลัง กางเกงทรงกระบอก กางเกงขาเดฟ ฯลฯ เชื่อว่าหลายๆ คนก็อยากสรรหาสิ่งที่เราใส่แล้วดูดีที่สุด แต่ยังไงก็แต่งให้พอเหมาะ และถูกกฎของมหา'ลัยด้วยนะคะ เพราะคำนิยามของคำว่าสวย/หล่อ ไม่ใช่ต้อง โป๊ หรือ ผิดระเบียบเสมอไป อีกอย่างการแต่งตัวไม่เหมาะสม ทำให้คนภายนอกมองเราในทางไม่ดี และอาจไม่ปลอดภัยกับชีวิตของตัวเองก็ได้นะ เช่น ใส่กระโปรงสั้นในชุดนักศึกษาเดินยามค่ำคืน อาจเป็นภัยแก่ตัวเอง หรือ หนุ่มๆ ที่อยากใส่เดฟ แต่ต้องขึ้นวินรับจ้างทุกวันระวังจะก้าวขาไม่ขึ้นนะคะ ส่วนเรื่องแฟชั่น ทรงผมและเครื่องแต่งกายทั้งหลาย ตั้งแต่ที่คาดผม ต่างหู สร้อยคอ ไปจนถึงรองเท้า ฯลฯ ก็ใส่แต่พอดีพองามนะ - เรียนวิชาที่ชอบ หรือเรียนกับเพื่อนที่ใช่ ในการเรียนระดับมหา'ลัย จะมีประเภทวิชาหลายแบบ หลักๆ คือ หมวดวิชาบังคับ ที่เราจะต้องเรียนตามที่เค้าจัดตารางมาให้ อีกส่วนคือ วิชาบังคับเลือก และ วิชาเลือกในแต่ละปี คณะจะมีรายวิชาที่เปิดสอนมาให้ แล้วให้เราเลือกและไปลงทะเบียนเรียนในวิชาเหล่านั้น ปัญหาก็คือ บางทีเราอยากเรียนวิชานี้ แต่ไม่มีเพื่อนเรียน สุดท้ายก็ไปเรียนตามเพื่อนในวิชาที่เราไม่ได้ชอบ ซึ่งการเลือกเรียนนั้น ถือว่าเป็นอิสระของเรา ควรใช้สิทธิ์นั้นให้เต็มที่ เรียนในวิชาที่อยากเรียนจะดีกว่า การตามเพื่อน แล้วสุดท้ายเกรดที่ได้ก็ไม่ดี - เรียนแปดโมงครึ่ง ตื่นแปดโมง เรื่องปกติ เป็นอิสระอีกเรื่องทีเปลี่ยนแปลงจากมัธยมอย่างชัดเจน คือ เริ่มเรียน 8 โมงครึ่งหรือ 9 โมง โดยที่ไม่มีการเข้าแถวเคารพธงชาติ พูดง่ายๆ คือ มาถึงก็เข้าเรียนได้เลย บางวิชาอาจารย์ก็ให้เข้าสายได้ไม่เกิน 15 นาที ดังนั้น ถ้าวันไหนมีเรียน 8 โมงครึ่ง ก็ไม่แปลกใจเลยที่มักจะตื่นกัน 8 โมงแล้วรีบอาบน้ำ แต่งตัวและวิ่งเข้าห้องเรียน แต่ในบางวันอาจจะมีเรียนแค่บ่าย กว่าจะตื่นก็กินข้าวเที่ยงกันแล้ว เป็นต้น ดังนั้น อิสระในการเข้าเรียน หรือ การจัดการชีวิตของตัวเอง อยู่ที่เราเป็นคนกำหนดแล้ว แต่ยังไงก็อย่าให้เสียการเรียนนะคะ เพราะการเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ ก็เป็นผลเสียกับตัวเอง อาจารย์บางท่านอาจกำหนดสายเกิน 3 ครั้ง ปรับเป็นขาด 1 ครั้งก็ได้ - อยู่หอ หนีเที่ยว แม่ไม่รู้หรอก อิสระเรื่องสุดท้าย คือ ในกรณีที่น้องๆ อยู่หอ เนื่องจากบ้านอยู่ไกล เดินทางไปกลับไม่สะดวก แรกๆ น้องๆ คงคิดถึงบ้าน เพราะเกิดมา 18 ปี ไม่เคยห่างพ่อแม่ออกไปอยู่ที่อื่นเลยแต่พอนานๆ ไป ความคิดจะเปลี่ยนไป เพราะอยู่ในมหา'ลัย มีกิจกรรมให้ทำมากมาย มีเพื่อนๆ เพียบ งานนี้อาจติดใจไม่อยากกลับบ้านเลยก็ได้ อีกทั้งการอยู่หอ โดยเฉพาะหอนอก จะอิสระมากที่สุด เราจะอยู่ไกลจากสายตาพ่อแม่มากขึ้น พี่มิ้นท์ก็เตือนด้วยความหวังดีมากๆๆๆ ว่าอิสระที่มีอยู่ก็ควรใช้ในทางที่ถูกต้อง อย่าหนีเที่ยว หรือนอนอุดอู้ไม่ยอมไปเรียน พฤติกรรมเหล่านี้ สุดท้ายพ่อแม่ไม่รู้เรื่องก็จริง แต่คนที่รู้ตัวดีที่สุดว่ากำลังทำอะไรก็คือตัวเองนะคะ >> 3.เรียนมหา'ลัย เรียนยากขึ้น เกรดโหดขึ้น อันนี้พี่มิ้นท์ตั้งใจเอาไว้หัวข้อสุดท้ายเลย เพราะกลัวขวัญเสียไปซะก่อน สำหรับการเรียนในมหา'ลัย ยากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน เพราะวิชาที่เรียนเป็นวิชาที่ต้องนำความรู้ไปใช้ในอนาคต ดังนั้น เนื้อหาก็จะลงลึกมากขึ้น ผลก็คือ ต้องขยันอ่านหนังสือให้มากกว่าเดิม อย่าคิดแค่ว่าอ่านก่อนสอบก็สอบผ่าน เพราะนั่นใช้ได้กับแค่มัธยมเท่านั้น รวมทั้งต้องวางแผนชีวิต แบ่งเวลาให้ถูกต้อง ระหว่างเรียน-กิจกรรม นอกจากนี้ความโหดของการเรียนในมหา'ลัย ที่น้องๆ ควรรู้ ยังมีอีก เช่น - ติดโปร + รีไทร์ คำว่าติดโปรอาจจะไม่คุ้นเท่าไหร่ แต่รีไทร์น่าจะคุ้นกันพอสมควร พี่มิ้นท์ขออธิบายแบบสั้นๆ ว่า ในมหา'ลัย จะกำหนดเกรดขั้นต่ำในการคงสภาพนักศึกษาเอาไว้ เช่น (สมมติ)กำหนดไว้ที่ 1.75 ถ้าเกรดรวมเราได้ต่ำกว่า 1.75 เราก็จะขึ้นแท่น เรียกว่าติดโปร และถ้าเทอมถัดไปเกรดยังไม่พ้นโปรอีก ก็จะถูกไล่ออกหรือที่เรียกว่าโดนรีไทร์นั่นเอง แต่จำนวนเทอมที่ติดโปรและเกรดที่กำหนด ขึ้นอยู่กับรายละเอียดแต่ละสถาบันนะจ๊ะ ดังนั้นคนที่ติดโปร(มีทั้งโปรต่ำ โปรสูง) แต่ละคนก็จะเครียด และรีบพยายามอัพเกรดตัวเองขึ้นมา เพื่อให้พ้นโปร และไม่ถูกรีไทร์ - คะแนนอิงเกณฑ์ อิงกลุ่ม ในการตัดเกรดวิชาเรียนของมหา'ลัย ที่ใช้กันบ่อยๆ มี 2 วิธี คือ แบบอิงเกณฑ์ คือ จะได้เกรด A B C D หรือ F ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเรา เพราะกำหนดเกณฑ์คะแนนไว้ เช่น ได้คะแนน 80 จาก 100 จะได้เกรด A แต่อันนี้ถือว่าง่ายไป บางวิชาอาจกำหนดถึง 85 หรือ 90 คะแนนกันเลยทีเดียว ดังนั้นการได้ A ในป.ตรี ถือว่าเป็นรางวัลในชีวิตเลยล่ะ ส่วนอีกแบบที่นิยมไม่แพ้กัน คือ คะแนนแบบอิงกลุ่ม จะไม่มีคะแนนตายตัว แต่จะเกิดจากคะแนนค่ากลางของกลุ่ม ถ้ากลุ่มที่เราตัดเกรดด้วยมีแต่คนเทพๆ แน่นอนว่าพอมีนสูง เกรด A คะแนนก็จะสูงตามไปด้วย เรียกว่าเป็นการตัดเกรดที่มีความยืดหยุ่น จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับคนอื่นด้วย ในขณะที่อิงเกณฑ์ต้องแข่งกับตัวเองเพื่อให้ได้ตามเกณฑ์ - สอบถี่ยิ่งกว่าหวยออก เรียนมัธยมอาจจะไม่เคยเจอสอบอาทิตย์ละครั้ง แต่มหา'ลัย จะได้เจอแน่นอน มีทั้งสอบใหญ่ สอบย่อย สอบเล็ก สอบน้อย - สอบข้อเขียน ต่อเนื่องด้วยเรื่องข้อสอบ หลายๆ คณะ ใช้ข้อสอบแบบข้อเขียนเกือบ 100% ไม่ว่าจะคำนวณ หรืออธิบายความ เมื่อเข้าห้องสอบจะมีกระดาษคำถามและคำตอบวางเอาไว้ บางทีกระดาษคำตอบอาจหนากว่ากระดาษคำถามก็เป็นได้!! ซึ่งการสอบข้อเขียนนั้น นอกจากจะต้องมีความรู้ในระดับนึงแล้ว เรื่องลายมือและความไว ถือว่าสำคัญมาก - งานเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น เวลาอาจารย์สั่งงานมาแต่ละครั้ง จะไม่ใช่แค่ทำการบ้านส่งเหมือนแต่ก่อนแล้ว บางทีก็จะมีรายงานแทรกเข้ามากลางเทอม หรือ มีโครงงาน กิจกรรมต่างๆ ที่มีอะไรต้องทำมากกว่าการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแล้วคัดลอกส่งอาจารย์ แต่จะต้องผ่านกระบวนการคิด การนำเสนอ การลงมือทำ เรียกว่าเข้มข้นขั้นสุดยอด ซึ่งงานต่างๆ ก็จะต้องทำเป็นงานกลุ่ม ดังนั้นใครมีกลุ่มดี ให้ความร่วมมือในการทำงานก็ถือว่าโชคดีมากๆ ค่ะ พี่มิ้นท์ก็แนะนำสิ่งที่น้องๆ ควรรู้และต้องรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยไปแล้ว หวังว่าน้องๆ จะนำไปปรับใช้กันนะคะ อย่าลืมว่าเราสอบเข้ามหา'ลัยได้ ก็ไม่ใช่ว่าชีวิตเราจะหยุดอยู่แค่นั้น แต่นี่เป็นเพียงก้าวแรกของสังคมใหม่ที่เราควรเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด และนำออกมาใช้ใน 4 ปีหรือ 6 ปีข้างหน้า และนั่นแหละค่ะ คือโลกแห่งความจริง^^ ขอให้สนุกกับการเรียนในมหา'ลัย และยินดีต้อนรับเฟรชชี่ปี 55 ทุกคนจ้า :) แจ้งน้องๆ ที่สมัครรับข่าวแอดฯผ่าน SMS ในเดือน พ.ค. รอพบ SMS เด็ดๆ ดังนี้ - อัพเดทถี่ ข่าวรับตรงรอบ 2 ของทุกมหา'ลัย (ที่เปิดรับหลังแอดฯ กลาง) - สถิติแอดกลางปี 55 คณะไหนคนเลือกเยอะ เลือกน้อยที่สุด - รู้ก่อนใคร!! คะแนนสูงต่ำแอดมิชชั่นกลางปี 55 เคลียร์คำถามคาใจ ว่าคะแนนลดหรือเพิ่ม - อัพเดทไว ข่าวรับตรงปี 56 ของสถาบันชื่อดัง อย่าง จุฬา มศว (อยากรับข่าว SMS บ้าง มาอ่านวิธีสมัคร คลิกที่นี่ เลย) |
เด็กดี TCAS
แจ้งเตือนทุกข่าวสำคัญก่อนใครอ่านง่ายๆ
ผ่าน App บันทึกไว้อ่านย้อนหลังได้ด้วย


38 ความคิดเห็น
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆนะ จะไ้ด้เตรียมตัวถูกก
อ่านแล้วยิ่งขวัญหาย
แต่ไม่เป็นไร สู้ตายยยย
พี่ๆ เราเค้าไปเข้ามหาลัยกันปีนี้แล้ว โหดหินสุดๆ 555
ตอนแรกตื่นเต้น แต่พออ่านบทความนี้เข้าไป .... ไม่อยากเรียนแหละ 55555555
โึครงงานสุดแสนจะเสียเวลาและเปลืองสมอง
ส่วนกลุ่มเพื่อน เจอแบบเ้ยมีหวังเหนื่อย
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 19 พฤษภาคม 2555 / 22:41
เรื่องเรียนผมไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่...ที่เครียดคงเป็นกิจกรรมนี่แหละ