|
ในสภาพสังคมที่อยู่ยากขึ้นทุกวันแบบนี้ ใครๆ ก็มองหาแต่คนดีกันทั้งนั้น ซึ่งนอกจากครอบครัวจะทำหน้าที่ปลูกฝังและอบรมสั่งสอนแล้ว สถานศึกษาก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญที่จะช่วยขัดเกลาน้องๆ นักเรียนให้อยู่ในศีลธรรมและกฎระเบียบของสังคมได้ ในช่วงระยะหลังมานี้ น้องๆ อาจจะเคยเห็นโรงเรียนมีโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมุดบันทึกความดี ธนาคารความดี หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ส่งเสริมให้น้องๆ ได้ทำสาธารณประโยชน์มากขึ้น ซึ่งคุณค่าความดีที่น้องๆ ทำ มีประโยชน์ต่อการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยด้วยค่ะ แต่จะช่วยยังไง ไปดูข่าวนี้กันเลย นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาฯ สพฐ. ร่วมกับ ดร.วราภรณ์ สีหนาม รองเลขาฯ สกอ. และศ.ดร.สมคิด เลิศไพบูลย์ ประธาน ทปอ. ลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการส่งเสริมนักเรียนผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และบำเพ็ญประโยชน์เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในระบบโควตาพิเศษ โดยไม่ต้องสอบแข่งขัน (โครงการเด็กดีมีที่เรียน) นายชินภัทร ภูมิรัตน ได้พูดถึงโครงการนี้ว่า เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2549 ที่นครปฐมเป็นที่แรก ก่อนขยายผลไปยังเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดต่างๆ โดย สพฐ.ได้ร่วมกับ ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน รับเด็กดีเข้าไปศึกษาต่อโดยไม่ต้องสอบแข่งขัน ในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งพบว่านักศึกษาที่เข้ามาเรียนภายใต้โครงการดังกล่าว มีผลการเรียนดีไม่ต่างจากนักศึกษาที่สอบเข้ามาเรียนในระบบแอดมิชชันและรับตรง ซึ่งที่ผ่านมา มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 3,300 คน โดยนายชินภัทรได้กล่าวต่อว่าโครงการนี้เป็นการส่งสัญญาณให้นักเรียนได้ทราบว่า จุดมุ่งหมายของการศึกษานั้น ไม่ได้มุ่งหวังเฉพาะให้นักเรียนเรียนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่นักเรียนที่มีความประพฤติดี มีโอกาสในการเข้าเรียนในระดับที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน จากนั้น น.ส.วีณา อัครธรรม ผอ.สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. กล่าวว่า จากการติดตามการดำเนินงานโครงการพบว่า ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทุกคนเห็นด้วยกับโครงการ ซึ่งที่ผ่านมา การคัดเลือกเด็กดี จะดูที่มีความเป็นผู้นำ มีจริยธรรม ช่วยอนุรักษ์พัฒนาสิ่งแวดล้อม ต่อต้านยาเสพติดและเน้นกลับไปพัฒนาชุมชน โดยตั้งแต่ปี 2549-2555 มีสถาบันเข้าร่วม 18 แห่ง แต่ปัจจุบันเหลือ 8 แห่ง เพราะบางแห่งมีโครงการของมหาวิทยาลัยเอง โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน 3,300 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ 178 คน (3 สถาบัน) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 328 คน (3 สถาบัน) ภาคกลางและภาคตะวันตก 1,632 คน (5 สถาบัน) ภาคตะวันออก 461 คน (3 สถาบัน) และภาคใต้ 687 คน (4 สถาบัน) ขณะที่ ดร.วรากรณ์ สีหนาม ก็พูดในทำนองเดียวกันว่า สถาบันอุดมศึกษาควรสนับสนุนเด็กที่ทำความดี และรู้สึกดีใจที่ระดับนโยบายเห็นความสำคัญและเปิดช่องทางความสามารถพิเศษในเรื่องของการเป็นเด็กดี ทั้งๆ ที่มีช่องทางเหล่านี้อยู่แล้ว แต่จะเน้นในโควตาพิเศษด้านกีฬา และโควตาใกล้บ้าน โดยที่ผ่านมา หลายมหาวิทยาลัยมีแนวคิดริเริ่มที่จะทำโครงการดังกล่าว ซึ่งจะใช้เกณฑ์คัดเลือกทั้งความเป็นเด็กดีรวมกับผลการเรียน แต่ไม่ได้ดำเนินการ เนื่องจากในเวลานั้นมักเกิดคำถามว่าจะประเมินผลอย่างไร และจะทำให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือได้อย่างไร แต่ครั้งนี้ สพฐ.ได้ทำการศึกษาวิจัยแล้ว พบว่า นักเรียนที่เข้ามาในโครงการเด็กดี มีผลการเรียนดีกว่านักเรียนที่เข้ามหาวิทยาลัยแบบรับตรง และในระบบอื่นๆ ใครที่ทำงานสาธารณประโยชน์อยู่บ่อยๆ ก็คงยิ้มแก้มแทบปริ ที่ความดีของเรา จะไปแลกเป็นที่นั่งเรียนในมหาวิทยาลัยได้ ดังนั้นน้องๆ คนไหนที่อยากมีโอกาสดีๆ แบบนี้ลองหาเวลาทำกิจกรรมภายในโรงเรียน หรือส่งประกวดงานต่างๆ ก็น่าจะยังไม่สายเกินไปนะ แต่ถ้าใครคิดว่าความดีของหนูเยอะสู้คนอื่นไม่ได้แน่ๆ ก็รอรับตรงโครงการอื่นๆ ได้อีกตลอดทั้งปี
แจ้งน้องๆ ที่สมัครรับข่าวแอดฯผ่าน SMS ในเดือน มิ.ย. รอพบ SMS เด็ดๆ ดังนี้
ข่าวดี !! น้องที่ใช้เครือข่าย truemove H ก็สมัคร Dek-D'S SMS ได้แล้วจ้า
ขอขอบคุณ ข่าวจาก
www.manager.co.th
|
เด็กดี TCAS
แจ้งเตือนทุกข่าวสำคัญก่อนใครอ่านง่ายๆ
ผ่าน App บันทึกไว้อ่านย้อนหลังได้ด้วย


6 ความคิดเห็น
ถ้าคนเราพยายามแบบ สุด ๆ ก็อาจจะเป็นที่ หนึ่งในนั้นก็ได้ ไม่ลองดูหรอครับ อิอิ
ผมไม่ไหวอยู่แล้ว 55.