สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com เจอกับประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ เช่นเคย และวันนี้ พี่สตางค์ ขอรับหน้าที่นำเรื่องดีๆ มาฝากค่ะ
จะเกิดอะไรขึ้น...ถ้าเราได้ไปเรียนต่อเมืองนอก แล้วพบว่าคณะที่เราได้เรียนนั้นมันไม่ใช่อย่างที่เราชอบ?! ประสบการณ์เด็กนอกที่ พี่สตางค์ นำมาฝากกันในวันนี้ เป็นเรื่องของการ "ย้ายคณะเรียน" ค่ะ แถมไม่ใช่ย้ายแค่ครั้งเดียวนะคะ แต่น้องคนนี้ย้ายมาแล้วถึง 3 คณะด้วยกัน! ชักจะสงสัยกันมั้ยคะ ว่าในต่างประเทศนี่เขาซิ่วเปลี่ยนคณะกันยังไงนะเนี่ย?...ใครสงสัย ตามไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยจ้า
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆชาว Dek-D.com ชื่อ "กุ๊กกิ๊ก" ค่ะ ชื่อจริง มนัสดา รัตนจิตต์ตั้ง ค่ะ ตอนนี้เรียนอยู่คณะ Studio Art มหาวิทยาลัย University of North Carolina at Chapel Hill ที่ North Carolina สหรัฐอเมรกิาค่ะ กิ๊กย้ายมาเรียนอยู่ที่อเมริกาเพราะคุณพ่อคุณแม่ค่ะ ท่านหวังดีอยากให้เรามีอนาคตที่สดใส แต่ส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบเรียนด้านภาษาด้วยค่ะ
ตอนอยู่ปีหนึ่งคณะแรกที่เลือกเรียนคือ Political Science (คณะรัฐศาสตร์) ค่ะ ตอนนั้นเป็นช่วงการเมืองที่เมืองไทยเริ่มสั่นคลอน ตัวเรามีความรู้สึกว่าไม่รู้เรื่องอะไรพวกนั้นเลย อยากรู้ทันนักการเมืองเลยเลือกที่จะไปเรียนค่ะ แต่ทางบ้านไม่สนับสนุน เขาบอกว่าไม่น่าจะเข้ากับตัวเรา เรียนไปเดี๋ยวทำได้ไม่ดี เพราะทำได้ไม่เต็มความสามารถ
ตอนนั้นก็เลยมานั่งคิดว่าเราชอบอะไร? ทำอะไรแล้วสามารถทำได้เต็มที่แล้วมีความสุขกับมัน สุดท้ายก็เลยมาลงที่ศิลปะเพราะเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ แต่รู้ว่าทางบ้านคงจะห้ามอีก เลยไปเลือกอะไรที่มันพอจะสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ไปประยุกต์ได้ เลยเปลี่ยนคณะไปเรียน Journalism of Mass Communication (วารสารศาสตร์) ตอนปีสองค่ะ
เหมือนจะจบแค่นั้น แต่ปรากฏว่า พอเข้าปีสามเริ่มเรียนหนักไปทางวิชาการทางคณะมากขึ้น เราก็เริ่มรู้สึกว่าเรามาผิดทาง มันไม่เข้ากับตัวเราเลย เลยเปลี่ยนคณะกลับไปเป็น Political Science อีก แล้วก็เหมือนเดิม -*- เพราะปีสามเขาจะเน้นวิชาเรียนไปทางด้านวิชาชีพมากขึ้นทำให้เราได้รู้ว่าชอบไม่ชอบอะไรได้ชัดเจนขึ้นค่ะ สุดท้ายก็เลยมาเรียนสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุดกับตัวเองค่ะ เลยตัดสินใจย้ายคณะอีกรอบ
สรุปตอนนี้ก็เลยเรียน Studio Art ค่ะ ก็คือศิลปะ แต่ที่นี่ศิลปะเขามีหลายแขนง ที่เรียนอยู่จะเน้นเกี่ยวกับ visual art and concentrate on the process of art making (ทัศนศิลป์ที่มุ่งเน้นในเรื่องกระบวนการสร้างสรรค์งาน) ค่ะ แต่เพราะเปลี่ยนคณะช้าเลยต้องมาเรียนวิชาพื้นฐานเยอะเลย ต้องทำงานด้านศิลปะให้เป็นทุกอย่างเลย ต้องเรียนวาดภาพ ถ่ายภาพ ปั้นเซรามิก/ดินเผา งานแกะสลักตัดไม้และอีกนับไม่ถ้วนค่ะ ที่สำคัญต้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะด้วยค่ะ
ทุกวันนี้ดีใจมากที่เราเลือกมาเรียน Studio Art สนุกมาก มีความสุขกับการเรียนในแต่ละวันมากเลยค่ะ ที่สำคัญคือได้เจอคนที่นิสัยและความคิดคล้ายกับตัวเองมาก ทำให้เรายิ่งรู้สึกว่านี่แหละเรามาถูกทางแล้ว 55 มีเพื่อนคนนึงที่เพิ่งเจอกันตอนเทอมแรกเท่านั้นแต่เหมือนเรารู้จักกันมานานมากเลย เพราะความที่เราเหมือนกันมากน่ะค่ะ ถูกคอกันสุดๆ
ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะมีกระบวนการของแต่ละมหาลัยไม่เหมือนกันนะคะ แต่มหาลัยที่เรียนอยู่เขาให้เราเลือกคณะตอนปีสามค่ะ บางคณะเขาจะมีการกำหนดเกรดค่ะ อย่างตอนนั้นเข้า Journalism เขาก็จะรับคะแนนเฉลี่ย 3.5 ขึ้นไปค่ะ ถ้าคะแนนไม่ถึงก็ต้องไปเรียนเก็บคะแนนเพิ่ม หรือไปเลือกคณะอื่นเอาค่ะ
ส่วนตอนที่เปลี่ยนคณะจาก Journalism มาเป็น Studio Art กิ๊กต้องไปขอลาออกจากคณะเดิมผ่านอาจารย์ฝ่ายปกครองของคณะ ต้องรอลายเซ็นจากอาจารย์ใหญ่ของคณะ (คณบดี) และอาจารย์ในวิชาที่เรียนอยู่ ณ ตอนนั้นด้วยค่ะ บอกตรงๆ ว่าวิ่งวุ่นเลย แล้วในขณะเดียวกันต้องทำเรื่องขอเข้าคณะใหม่ด้วย เผอิญคณะ Studio Art ทำเรื่องง่ายหน่อยเลยไม่ยุ่งยากมากค่ะ แค่บอกอาจารย์ฝ่ายปกครองของมหาลัยก็เรียบร้อยเเล้ว ส่วนคณะ Political Science ก็เปลี่ยนง่ายคล้ายๆกับ Studio Art ค่ะ
กิ๊กคิดว่าการพูดคุยกันเป็นสิ่งสำคัญค่ะ เพราะตอนแรกกิ๊กก็ไม่รู้เรื่อง แต่เพราะกิ๊กถามคนนู้นทีคนนี้ทีที่มหาลัยกิ๊กก็เลยรู้ว่าต้องทำอะไรยังไงค่ะ สิ่งนึงที่เรียนรู้จากการมาเรียนที่อเมริกาคือต้องหมั่นเช็คอีเมล์ค่ะ อาจารย์ที่นี่ทุกคนสื่อสารกับนักเรียนทางอีเมลล์ค่ะ โทรศัพท์ไม่ต้องพูดถึง 5555
ถ้าจะพูดถึงอุปสรรคที่เจอ อุปสรรคในการเรียนของกิ๊กคือเรื่อง "ภาษา" ค่ะ ขนาดมาอยู่นานแล้วก็ยังมีบ้างที่เราไม่เข้าใจในบางอย่าง แนะนำว่าต้องอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเยอะๆ ค่ะ แต่โชคดีที่มีเพื่อนที่ดีค่ะ ตอนนั้นมาเรียนที่อเมริกาใหม่ๆ พูดภาษาอังกฤษไม่เป็น ได้แต่ฟังแล้วก็ยิ้ม แต่เพื่อนๆไม่เคยมีใครทำเป็นไม่สนใจเลย ทุกคนนิสัยดีมาก ถึงรู้ว่าเราพูดไม่เป็นแต่ก็คอยมาชวนคุย ชวนเล่น ช่วยสอนอะไรต่อมิอะไรอีกต่างหาก ทุกคนน่ารักมาก อาจารย์ก็น่ารักค่ะ คอยส่งเสริมสนับสนุนให้เราพูดอีกต่างหาก เขาบอกว่าถึงพูดผิดก็ไม่เป็นไร พวกเขาจะพยายามเข้าใจ เขาบอกเราต้องกล้าที่จะเริ่ม แล้วความสำเร็จถึงจะเกิดค่ะ อาจารย์จะให้ทุกๆ คนในห้องพูดทักทายเราทุกเช้า แล้วก็จะให้เวลาสิบห้านาทีให้เราได้พูดคุยกับเพื่อนในห้องระหว่างพักด้วยค่ะ ผ่านไปเข้าปีที่สามที่กิ๊กถึงจะเริ่มพูดเป็นประโยคอะค่ะ ต้องขอบคุณพวกเขาจริงๆ
แต่ก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นค่ะ และเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกท้อด้วย นั่นคือการที่คุณพ่อเสียไป มันท้อมากเพราะท่านจะคอยโทรหาเช็คเราอยู่เสมอๆ คุณพ่อเสียไปเราก็เหมือนเสียหลักไปน่ะค่ะ ตอนท่านไม่สบายอยู่โรงพยาบาล เราก็ติดเรียน บวกกับเรื่องเอกสารต่างๆนานา ทำให้เราออกนอกประเทศไม่ได้อยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนั้นมันไม่มีความรู้สึกอยากจะทำอะไรเลย แต่เวลาก็มักจะทำให้อะไรๆดีขึ้น การมาใช้ชีวิตที่นี่ก็สอนอะไรเราเยอะค่ะ กิ๊กทำงานด้วยเรียนด้วย เลยต้องแบ่งเวลาให้เป็น เก็บหอมรอมริบ เราต้องช่วยเหลือตัวเองค่ะ ต้องมีความมั่นใจและมีความมานะค่ะ ทุกอย่างมันอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น
กิ๊กได้อะไรหลายๆอย่างจากการมาอยู่ที่นี่ค่ะ มีทั้งทุกข์และสุขปะปนกันไป แต่สิ่งสำคัญคือกิ๊กมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นค่ะ กิ๊กก็อยากจะฝากคนที่อยากมาเรียนที่อเมริกา ว่าต้องอดทนและมุ่งมั่นเข้าไว้นะคะ คนที่มาเรียนที่นี่ไม่ว่าจะส่งตัวเองเรียน คุณพ่อคุณแม่ออกค่าเรียนให้ หรือแม้แต่คนที่ได้ทุนมาเรียนก็แล้วแต่ ต่างต้องเจออุปสรรคของการที่ต้องมาอยู่ต่างถิ่นต่างภาษา เราต้องช่วยเหลือตัวเอง กิ๊กก็อยากให้ทุกคนอดทนแล้วก็มองโลกในแง่ดีเข้าไว้นะคะ อย่ายอมแพ้ค่ะ เงินที่เสียไปกับค่าเรียนจะได้ไม่เสียเปล่า แล้วเราก็จะได้ประสบการณ์ที่ดีกลับบ้านไปด้วยค่ะ สุดท้ายนิ้กิ๊กอยากจะฝากคำพูดของรุ่นพี่มหาลัยที่กิ๊กชอบมากๆไว้เป็นกำลังใจให้ทุกคน ที่ทั้งอยากจะมาเรียนที่อเมริกา แล้วก็ที่อยู่อเมริกาแล้วหน่อยนะคะ
"Always turn a negative situation into a positive situation."
Michael Jordan
การย้ายคณะเรียนที่อเมริกาเนี่ย ไม่เหมือนบ้านเราเลยเนอะ ไม่ต้องสอบใหม่ให้วุ่นวายด้วย (ดีจริงๆ) แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่า การไปเรียนต่อในต่างประเทศถ้าหากเราไม่กล้าพูดปัญหาออกไปก็คงไม่มีใครช่วยเราได้ เพราะฉะนั้นการพูดคุยและปรึกษากับอาจารย์จึงเป็นเรื่องสำคัญจริงๆเนอะ และอย่างที่ น้องกิ๊ก ได้ยกคำพูดของ ไมเคิล จอร์แดน มาค่ะว่าเราจะต้อง "เปลี่ยนสถานการณ์เชิงลบให้กลายมาเป็นสถานการณ์เชิงบวกให้ได้" โอ้โห...คมจริงๆ...
ใครมีประสบการณ์เรียนต่อนอกที่น่าสนใจ และอยากเอามาแชร์กันบ้าง ก็เขียนส่งมาได้เลยค่ะที่ kanittha@dek-d.com มาแชร์กันเยอะๆนะคะ ^^




14 ความคิดเห็น
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 4 กรกฎาคม 2555 / 18:14
แต่พี่ก็เข้มแข็งมากนะคะ สู้ๆนะคะ ^^v
อเมริกาทำอะไร ต้องรู้ลึกจริงๆ เข้าถึงแก่นของมันเพื่อประโยชน์ต่อการประยุกต์ใช้
มหาลัยเราเลือกคณะตอนปี3เหมือนกัน รู้สึกมหาลัยส่วนใหญ่ยกเว้นวิทยาลัยเฉพาะด้านในอเมริกา จะใช้ระบบนี้เหมือนกันหมดนะคะ
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 7 กรกฎาคม 2555 / 10:54
อยากเป็นหมอ เรียนจบ ได้ทำ งาน มะรืนตายคุณเรียนเพื่ออะไร
รีบหาความสุขที่ต้องการเถอะ วันๆเอาแต่ เรียน กิน เวลาไป 20กว่าปีไร้สาระมาก
ขอบคุณมากค่ะ
ว่าจะเรียนอะไรดี ที่เราอยากเรียน
อยากซิ่วแต่ไปไม่เป็นนี่ดิ
ขอบคุณสำหรับประสบการณ์และคำแนะนำดีๆด้วยค่ะ