10 เทคนิค How to : อยู่กับ Host Family ให้เป็นสุข !

        สวัสดีค่ะน้องๆชาว Dek-D.com เชื่อว่าน้องๆที่เป็นเด็กแลกเปลี่ยนหลายๆคนคงกังวลใจกันบ้างไม่มากก็น้อย เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่กับ "โฮสต์แฟมิลี่" (Host Family) ซึ่งเป็นครอบครัวที่เรียกได้เต็มปากเลยว่า "แปลกหน้า" เพราะนอกจากเราจะไม่รู้จักคุ้นเคยกับคนเหล่านี้แล้ว พวกเขายังเป็นชาวต่างชาติต่างภาษา ซึ่งมีวิถีชีวิต ความคิด และมุมมองหลายๆอย่างแตกต่างไปจากเรา...

        แต่ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ! วันนี้
พี่สตางค์ มีเคล็ดไม่ลับ สำหรับ "10 เทคนิคการใช้ชีวิตอยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ให้มีความสุข" มาฝากให้น้องๆได้นำไปปรับใช้กันค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเล้ย ^^

                      



1. รักษามารยาทที่ดี

        ใครๆก็ชอบคนมีมารยาท เชื่อว่าทุกคนคงไม่เถียงและอาจคิดในใจว่า "มันก็ต้องอยู่แล้ว! ใครจะไปทำมารยาทเสียใส่คนที่เราต้องไปอาศัยบ้านเขาอยู่กันล่ะพี่?" แต่จุดนี้อยากจะเตือนกันเอาไว้นิดนึงค่ะว่า สิ่งที่เรียกว่า "มารยาทที่ดี" นั้นอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรมได้ ดังนั้นสิ่งที่อยากจะแนะนำให้ทำก่อนก็คือ เราควรศึกษาหาข้อมูลล่วงหน้าเสียหน่อยเกี่ยวกับกิริยามารยาทต่างๆในประเทศที่เรากำลังจะเดินทางไปค่ะ
         อย่างเช่น วัฒนธรรมชาวญี่ปุ่นเมื่อจะเข้าบ้านมักจะถอดรองเท้าก่อน และจัดวางรองเท้าไว้ในลักษณะที่หันออกไปหาประตู (แบบที่สามารถใส่เดินออกไปได้ทันที) ซึ่งหากเราไปถึงบ้านของโฮสต์ฯแล้วทำเองโดยที่ไม่ต้องรอให้เขาบอก ก็จะสร้างความประทับใจแรกที่ดีให้กับครอบครัวชาวญี่ปุ่น และทำให้เขาเอ็นดูเรามากขึ้นได้ค่ะ ^^    



2. ไม่ต้องกลัวที่จะถามคำถาม

        หากว่าเราไม่แน่ใจว่าเราควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร หรือไม่รู้ว่าจะต้องทำสิ่งนั้นอย่างไร สิ่งที่ควรทำที่สุุดก็คือถามออกไปเลยค่ะ! ดีกว่ามานั่งกลุ้มใจอยู่คนเดียว หรือฝืนทำไปแบบผิดๆ เพราะบางครั้งมันก็ก่อให้เกิดความเสียหายได้ ซึ่งถึงตอนนั้นคำถามหนึ่งที่จะโดนย้อนกลับมาก็คือ "แล้วทำไมไม่ถาม?" ใช่มั้ยล่ะคะ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเขิน ไม่ต้องอาย กล้าๆหน่อยแล้วถามออกไปเลยค่ะ! ถามเอาให้เราเข้าใจจริงๆ เราจะได้ทำถูกต้อง ^^
                      


3. พยายามสื่อสาร

        ถึงแม้ว่าเราอาจจะใช้ภาษานั้นๆยังไม่เก่ง อาจจะมีตะกุกตะกักบ้างอะไรบ้าง แต่นี่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ภาษาของเราพัฒนาขึ้นได้ค่ะ ก็แหม... เรามาก็เพื่อที่จะเรียนรู้และพัฒนาภาษาของเราไม่ใช่เหรอคะ หากว่าเราไม่ยอมพยายามใช้ภาษาแล้วจะเก่งขึ้นได้ยังไงล่ะจริงมั้ย ใช้ไปเถอะค่ะ ผิดหรือถูกจะได้รู้ คิดคำศัพท์อะไรไม่ออกก็พยายามอธิบายกันไป เล่าให้โฮสต์แฟมิลี่ฟังว่าที่โรงเรียนเราเป็นอย่างไรบ้าง ที่บ้านเกิดเราเป็นอย่างไรบ้าง อะไรอย่างนี้ก็ได้ค่ะ การหาเรื่องพูดคุยกัน นอกจากจะได้ฝึกภาษาแล้วยังทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้นด้วย


4. พูดคุยเปิดใจเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ

        ถ้าหากมีอะไรที่เป็นปัญหาสำหรับเรา ไม่ต้องกลัวที่จะพูดถึงมันค่ะ อย่าทิ้งปัญหาไว้ให้ค้างคาจนเราทนไม่ไหว หรือเก็บกดเอาไว้แล้วมานั่งเป็นทุกข์อยู่คนเดียว ทางที่ดีก็คือควรใช้น้ำเสียงที่สุภาพ พยายามพูดคุยและอธิบายเกี่ยวกับปัญหา หรือความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นอย่างใจเย็น และพยายามที่จะหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับทั้งสองฝ่ายไปพร้อมๆกัน
        นอกจากนี้ในทางกลับกัน เราเองก็ควรจะทำให้โฮสต์แฟมิลี่ได้รับรู้ว่า พวกเขาสามารถที่จะพูดคุยกับเราได้เสมอหากว่าเราทำสิ่งใด ที่อาจเป็นการก่อให้เกิดปัญหาหรือทำให้ทางนั้นไม่สบายใจค่ะ ซึ่งควรรีบบอกตั้งแต่เนิ่นๆเพื่อที่ทั้งเราและพวกเขาจะได้เข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้น
                  



5. ใช้เวลาในการเรียนรู้เกี่ยวกับโฮสต์แฟมิลี่ของเรา

       ลองศึกษาดูว่าครอบครัวโฮสต์ของเราทำอะไรกันบ้างในแต่ละวัน เช่น พวกเขาตื่นนอนกันประมาณกี่โมง และเข้านอนกันตอนกี่โมง รับประทานอาหารกันตอนไหน หรือทำอะไรที่ทำอยู่เป็นประจำทุกวันบ้าง เพื่อที่เราจะได้ปรับตัวให้เข้ากับกิจวัตรประจำวันเหล่านั้นนั่นเองค่ะ อย่างมารับประทานอาหารให้ตรงเวลาที่ครอบครัวจะทานกัน หรือเมื่อรู้ว่าช่วงเวลาไหนที่พวกเขาเข้านอนกัน เราก็จะได้ไม่ไปรบกวนพวกเขาเวลานั้นนั่นเอง


6. ทำตัวให้เป็นประโยชน์ ช่วยเหลืองานบ้านเท่าที่ทำได้

        สุภาษิตไทยว่าไว้ "อยู่บ้านท่านอย่างนิ่งดูดาย..." อะไรที่เราทำได้ก็ควรที่จะเสนอตัวช่วยเหลือ เช่น ล้างจาน เช็ดจาน ช่วยจัดโต๊ะอาหาร เอาขยะไปทิ้งที่ถังหน้าบ้าน เอาผ้าใช้แล้วไปใส่เครื่องซักให้ เป็นต้น หรืออาจจะทำตัวให้เป็นประโยชน์โดยการไม่ไปเพิ่มภาระให้กับพวกเขา เช่น ทำห้องของตัวเองให้สะอาดและเป็นระเบียบอยู่เสมอ และระมัดระวังไม่สร้างความสกปรกให้กับส่วนอื่นๆของบ้าน เท่านี้ก็เป็นการช่วยในส่วนของเราได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ     
                                        




7. ใช้เวลาอยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ของเรา

        อย่าอยู่คนเดียวในห้อง ต้องออกมาทำกิจกรรมและใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัวโฮสต์บ้าง เช่น อาจจะเข้าร่วมกิจกรรมที่ครอบครัวชอบทำกัน จะได้มีช่วงเวลาที่ดีๆ ที่สนุกสนานร่วมกัน ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรียนรู้ภาษา และมีหัวข้อสนทนาที่ดีสำหรับพูดคุยกับครอบครัวโฮสต์ด้วย
        แต่เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าอยากจะพัก เราก็แค่อธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่าเราเหนื่อย (จะได้ไม่เข้าใจผิดคิดว่าเราเป็นคนขี้เกียจหรืออะไรอย่างนั้น) หรือถ้าเราไม่ชอบกิจกรรมที่ครอบครัวนั้นชอบทำ เราก็อธิบายให้เขาฟังไปตรงๆ จะได้หลีกเลี่ยงปัญหากันไปค่ะ


8. แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศของเรา

    การที่โฮสต์แฟมิลี่เลือกที่จะรับนักเรียนแลกเปลี่ยนไปอยู่ด้วยนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการให้เราไปเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศนั้นๆเพียงอย่างเดียว เพราะในขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของเราด้วยเหมือนกัน (ถึงใช้คำว่า "แลกเปลี่ยน" ยังไงล่ะคะ ^^) โดยเราอาจจะเตรียมรูปภาพของครอบครัวและบ้านเกิดไปแชร์กับโฮสต์แฟมิลี่ก็ได้ หรือเราอาจจะเตรียมหัดทำอาหารไทยไป แล้วไปทำให้โฮสต์แฟมิลี่ชิม (ส่วนใหญ่ต่างชาติจะชอบอาหารไทยสุดๆเลยค่ะ แต่เราต้องทำให้อร่อยๆด้วยนะ 555+) หรือใครที่เตรียมของขวัญที่เป็นของไทยๆไปฝากด้วยยิ่งดีใหญ่เลยค่ะ ^^



9. อย่าคาดหวังว่าโฮสต์จะต้องทำให้เราทุกอย่าง

        ถึงแม้ว่าเราจะต้องพึ่งพาโฮสต์ในบางเรื่อง แต่บางเรื่องที่เราสามารถทำเองได้ก็ควรช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุดค่ะ (และการช่วยเหลือตัวเองก็เป็นสิ่งที่โฮสต์จะคาดหวังจากเราด้วย) บางคนอาจจะเคยเห็นโฮสต์แฟมิลี่ของคนอื่น พาไปเที่ยวที่นั่นที่นู่นที่นี่ แล้วก็เลยคิดว่าโฮสต์ของเราจะพาเราไปบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ควรคาดหวังค่ะ หากว่าเราอยากจะท่องเที่ยวจริงๆ ก็อาจจะหาข้อมูลและเส้นทางการเดินทางไปสถานที่แห่งนั้นเอง อาจจะถามจากโฮสต์ได้ว่าเดินทางไปอย่างไรได้ มีรถประจำทางสายไหนผ่านบ้างเท่านั้น แต่สุดท้ายแล้ว ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนดีที่สุดค่ะ
                                               


10. ยิ้ม!  

        เราคนไทย และประเทศไทยก็เป็น "สยามเมืองยิ้ม" อยู่แล้ว! นี่จึงนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเราที่เราควรรักษาไว้ค่ะ ใครๆก็ต้องชอบคนที่มีรอยยิ้มมากกว่าคนที่ทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอด จริงมั้ยล่ะคะ ^^ และการยิ้มก็เป็นการแสดงความเป็นมิตร เป็นการผูกสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ที่สำคัญคือเราต้องไม่ลืมว่าโฮสต์แฟมิลี่เป็นผู้อนุญาตให้เราได้อยู่ด้วย และคอยดูแลเราที่มาอยู่ต่างเมืองด้วยตัวคนเดียว เราจึงต้องแสดงความขอบคุณพวกเขาให้ได้มากที่สุด เวลาที่เกิดความไม่พอใจอะไรก็พยายามมองข้ามสิ่งที่เราไม่ชอบนั้น และคอยนึกถึงน้ำใจที่เขามีต่อเราไว้ ก็จะช่วยให้เราผ่านพ้นมันไปได้ค่ะ
                               
                                                 

                              
                      
        และนั่นก็เป็น 10 เทคนิคการใช้ชีวิตอยู่กับโฮสต์แฟมิลี่แบบที่ไม่ยากไม่ง่าย แต่เชื่อว่าทำได้กันทุกคนแน่ๆค่ะ ^^ แต่ถ้าใครทำครบทั้ง 10 ข้อแล้วแต่ก็ยังจะต้องทะเลาะกับโฮสต์แฟมิลี่อยู่อีก ก็ไม่ต้องเครียดไปค่ะ ครั้งหน้า พี่สตางค์ จะนำเทคนิคการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดปัญหากับครอบครัวโฮสต์มาฝาก ยังไงก็อย่าลืมติดตามกันนะคะ!

        ส่วนตอนนี้ใครมีข้อแนะนำดีๆหรือประสบการณ์การอยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ ก็เอามาแชร์กันได้เลยนะคะ จะได้เป็นข้อมูลดีๆสำหรับคนที่กำลังจะต้องไปอยู่กับโฮสต์จ้า ^^



TWITTER@STANGDEKD


ข้อมูลบางส่วนจาก : traveldudes.org และ kortag.co.uk

ภาพจาก : ryeflorida.org, matadornetwork.com, hoststudents.org,
afsusa.org, violasnj.com, bell-centres.com, blog.mlive.com
                     

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

ปั๊กสีกะปิ Member 10 ก.ย. 55 22:58 น. 10
อ้อ อยากบอกว่า 10 ของพี่สตางค์ดีมากๆเลยค่ะ มีหลายๆข้อที่หนูได้ใช้ตอนไปแลกเปลี่ยนด้วยหล่ะ
อย่างการที่เรากล้าถามและพยายามสื่อสารนี่ เราใช้บ่อยมาก คือเป็นเจ้าหนูจำไมค่ะ ฮ่าๆๆๆ

มีงานอะไร หรือเรื่องที่เรายอากรู้เราก็ถามๆๆ ถามโฮสมัมเยอะมาก คุยกับโฮสมัมบ่อยมาก พยายามสื่อสารกัน จนพูดได้เยอะขึ้นและฟังได้เยอะขึ้นมากเลยค่ะ 

ชอบใช้เวลาร่วมกับโฮสส่วนมากเลยก็คือช่วยทำกับข้าวค่ะ อันนี้ได้ประโยชน์หลายอย่างเลยนะคะ ได้เรียนรู้คำศัพท์การพูดระหว่างทำกับข้าว ได้เรียนรู้การทำกับข้าวคอสตาริกาด้วย แล้วก็ยังได้ใจที่บ้านเราด้วยหล่ะ ทำกับข้าวทีไรเราต้องเข้าไปช่วยทุกทีเลย ^^

ช่วยงานบ้านเขาหลายอย่างเหมือนกัน บางทีก็ล้างจานให้ รีดผ้าให้(ทั้งๆที่เราไม่ชอบรีดผ้าเอามากๆเลยนะจริงๆ ฮ่าๆ)กวาดบ้านบ้าง เก็บห้องเรา ช่วยทำกับข้าว สนุกค่ะ เปิดเพลงไปด้วย ได้ฟังเพลงภาษาสเปนก็ฝึกภาษาอีกด้วยนะเอ้อ

แบ่งปันเรื่องราวประเทศที่บ่อยค่ะ ฮ่าๆ เพราะคุยกับมัมบ่อยมากๆ ทั้งเราทั้งเขาก็คุยแลกเปลี่ยนกัน มีเขียนชื่อไทยให้เขา ทำอาหารไทย ตอนนั้นทำไข่เจียวกับต้มยำไก่ แต่เขาชอบไข่เจียวเรามากเลยนะ บอกว่ามันมีรสคล้ายๆมีเนื้อปนอยู่เลย คือไข่เจียวเขาจะใส่เกลือเฉยๆ แต่ของเรานี่ใส่ซีอิ๊ว(ที่สีดำมากแต่ไม่ค่อยเค็ม ฮ่าๆ) เกลือ หอมใหญ่(เราชอบกินมากเลยใส่เยอะ ฮ่าๆ) ตอนก่อนไปซื้อของไทยๆไปเยอะมากๆ อย่างวันครบรอบแต่งงานเขาเราก็ให้ตุ๊กตาคู่พระนางให้แด๊ดกับมัม มีกางเกงเลให้คนในบ้านตอนวันเกิดทุกคน สนุกมากค่ะ วนคริสต์มาสมัมก็ซื้อเสื้อยืดให้เราตัวนึงด้วย ประทับใจค่ะ :)

ข้อ 9 อย่าคาดหวังกับโฮสที่จะทำให้เราทุกอย่าง อันนี้เรื่องจริงที่สุดค่ะ!!! เราเป็นเหมือนที่ยกตัวอย่างเลยอ่ะ คือแบบมีโฮสเพื่อนที่พาไปเที่ยว ออกอะไรๆให้ฟรี แต่ของเราไม่ค่อยมี มักจะไปเองมากกว่า และคราวที่ไปกับโฮส เขาก็มีให้เราช่วยแชร์ค่าน้ำมันด้วย (ซึ่งจริงๆก็แฟร์นะ เพราะเขาก็เลี้ยงดูค่าข้าวเราเยอะเหมือนกัน)

อ้อ มีอีกปัญหาหนึ่งค่ะที่จะเล่า คือตอนนั้นไปเที่ยวทะเล แล้วเป็นบ้านญาติของมัมเรา ตอนนั้นไม่มีคนหิวเลย แต่พอเขาถามมา เราหิวเราก็บอกเขา เขาก็ดีนะ มาทำกับข้าวมากินกัน แต่ระหว่างรอ เรากับเพื่อน(คือมีเพื่อนไทยไปเที่ยวด้วยกันคนนึง) ก็ดูหนังทางทีวีอยู่ แล้วพอกับข้าวเสร็จแล้ว หนังยังไม่จบ มันจะจบแล้ว เขาก็เรียกเราไปกิน เราก็บอกว่าขออีกแปบนึง หนังจะจบแล้ว อันนี้เราว่าเป็นเรื่องความเคยชินของคนไทยเลยหล่ะ ที่ทางบ้านต้องตามให้เรากินข้าวเราก็บอกว่า "เดี๋ยว" แต่ในความจริงการทำแบบนี้เราก็มานึกได้เลยหล่ะ ว่าจริงๆมันเสียมารยาทมากๆเพราะคนทั้งหมดเขารอเราอยู่ แถมจริงๆตอนแรกเขาก็บอกว่าไม่หิวซะด้วย เราเป็นตัวตั้วตัวตีอยากกิน แด๊ดโกรธมาก เดินมาปิดทีวีเลยค่ะแล้วดุเรา คือเราก็ไม่เคยโดนดุแบบนี้ แถมยังคิดว่าขออีกแค่นิดเดียวทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ด้วย น้ำตาไหลเลยค่ะตอนนั้น แต่สามีของญาติมัมเขาใจดีมากๆ(เขาเป็นคนอเมริกันค่ะ) เขาก็ปลอบใจและไม่ยอากให้เป็นเรื่องใหญ่ หลังกินเสร็จเขาให้เราต่ออินเตอร์เนตคุยกับแม่เราที่ไทยผ่านเนตด้วย โหยตอนนั้นดีใจใหญ่ กลายเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฮ่าๆ

อันนี้เป็นบทเรียนส่วนตัวเลยค่ะว่าเราทำไม่ถูกอย่างแรง อาจจะคิดว่าเป็นความเคยชินแบบนี้ไม่ได้เลยค่ะ(คนอื่นอาจจะคิดได้และไม่เป็นนะ แต่เราอยู่ไทยเป็นบ่อยไปอยู่นอกเลยติดคิดว่าไม่เป็นเรื่องใหญ่ จริงๆผิดมหันต์เลยค่ะ)

เล่ายาวอีกและ แหะๆ

มาข้อที่สิบการยิ้มค่ะ จริงๆเราไม่ใช่คนยิ้มง่ายแต่ก็ไม่ได้หน้าบึ้งตลอดนะคะ ตอนอยู่ที่โน่นก็ยิ้มค่ะ แต่กลับมาเริ่มทัศนคติเปลี่ยนตอนเรียนมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้ก็ยิ้มมากขึ้นค่ะ มันทำให้อะไรๆดีขึ้นมากๆเลยจริงๆนะ :) ยิ้มเยอะๆค่ะ คนที่ไหนๆก็ชอบยิ้มมากว่าหน้าบึ้งอยู่แล้วหล่ะเนอะ

บทความนี้ดีจริงๆค่ะ เป็นประโยชน์มากๆเลยน๊า แทบจะอยากเอากลับไปใช้ใหม่ตอนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเลยล่ะค่ะ อิอิ
0
กำลังโหลด
ปั๊กสีกะปิ Member 10 ก.ย. 55 22:31 น. 9
ไปคอสตาริกามาค่ะแล้วเคยมีปัญหากับน้องสาว แถมนอนห้องเดียวกันด้วย
เรื่องของเรื่อง ด้วยความจริง นิสัยกับการใช้ชีวิตเราค่อนข้างต่างจากเขา แล้วอายุก็ต่างกันประมาณสามสี่ปีอยู่แล้ว ตอนนั้นเราไปอายุ 16 น้องสาว 13 น้องสาวจะค่อนข้างเด็กๆ ขี้โวยวายชอบเที่ยว โน่นนี่ แต่ตัวเราไม่ชอบผู้หญิงกรี๊ดกร๊าดเท่าไหร่ ออกแนวห้าวๆ เลยสนิทกับพี่ชายมากกว่า ชอบเรียน เพราะสนุกดี ได้เรียนเป็นภาษาสเปนแล้วก็ไม่ค่อยได้เที่ยวมาก เพราะรอรถนานบางทีเข้าเมืองไปก็เดินเฉยๆเรารู้สึกเสียเวลา ชอบไปเที่ยวแบบไปนานๆ ไปที่ที่ได้เที่ยวจริงๆมากกว่า

โดยปกติเวลาไปโรงเรียนหรือกลับมาโรงเรียน จะขี่มอเตอร์ไซค์ไปกัน ซึ่งมันมีสามคนคือพี่ชาย(ที่เรียนอยู่ห้องเดียวกับเรา)น้องสาวและก็เราเอง เลยต้องขี่รถไปกลับ เราก็มักจะเป็นคนที่เดินไปเรียนก่อนเสมอแล้วรอให้ใครสักคนวนรถมารับ
น้องสาวก็ไปบ่นๆให้เพื่อนคนหนึ่งฟังว่าไม่ชอบขี่รถวนมารับเราเลย แล้วคุณเพื่อนคนนั้นก็ดันมาบอกเราและแอบใส่ไฟเล็กๆว่าน้องสาวบอกเราไม่ดียังไงบ้าง(จริงๆเพื่อนคนนี้นี่ไม่น่าคบเลยนะ)เราก็เลยไปคุยกับโฮสมัมบอกว่าเอ้อ มันคงลำบากที่ต้องคอยวนไปส่ง เดี๋ยวเราเดินไปเองก็ได้ ไปๆมาๆเขาก็ถามจนเราก็บอกไปว่าน้องสาวเขาก็ไม่อยากขี่รถไปกลับด้วย(อันนี้ความผิดเราเองที่พูดไปไม่คิด) แต่จริงๆเจตนาเราคือก็ไม่อยากให้รู้สึกไม่ดีนะ คือเราเดินไปก็ได้ ไกลหน่อยแต่ก็โอเคไม่ต้องมามีเรื่องไม่ชอบใจกันเราเองไม่ได้มีปัญหาอะไร เรื่องอื่นๆเราไม่ได้พูด พูดเครื่องเรื่องรถเรื่องเดียว

แต่กลายเป็นว่าทั้งมัมแล้วก็แด๊ดเรียกน้องสาวเรามาดุ แล้วก็พาลไปเรื่องอื่น(มันมีเรื่องที่ว่าพักหลังๆเรามักจะเก็บผ้าที่บ้านมารีดคนเดียวเสมอซึ่งปกติจะแบ่งกับน้องสาวคนละครึ่ง)
แล้วก็โดนว่าแรงมาก แถมลามไปเรื่องอื่นๆอีกมากมายก่ายกอง สุดท้ายน้องสาวก็วิ่งเข้าห้องร้องไห้ล็อคห้องไปเลย เราเองก็แบบไม่สบายใจ ไม่มีที่นอน ไม่ใช่ละ ฮ่าๆ ก็ไม่นึกว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต

สุดท้ายโฮสมัมก็สั่งห้ามเพื่อนคนที่มาใส่ไฟเรากับน้องสาวไม่ให้เข้ามาที่บ้านอีก แล้วน้องสาวก็ไม่คุยกับเราไปเป็นวันเลย เราก็พยายามอยากคุยกับเขานะเรื่องเจตนา
สุดท้ายก็ผ่านไปสักระยะก็ได้มาคุยกัน น้องสาวก็บอกว่า จริงๆเพื่อนคนนี้ก็มาใส่ไฟเหมือนกัน ไปบอกว่าเราไปบ่นว่าน้องสาวเราให้เขาฟัง ซึ่งแอบสงสัยว่า ฉันไปคุยตอนไหน(ฟร๊ะ?) แต่น้องสาวก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะไม่อยากให้มันกลายเป็นกรณีแบบนี้ เราเองก็เข้าใจนะ แต่ว่าเอาจริงๆแล้วคือเจตนาไม่มีอะไรเลยแต่เรื่องวนรถมารับ แต่เหมือนมีเรื่องสะสมหลายเรื่องเขาเลยโดนดุเหมารวม เลยซวยไป

ก็ตอนหลังๆก็คุยกันได้แต่ว่าก็อาจจะไม่ได้เข้ามาคุยมากเท่าเมื่อก่อน เหมือนมันมีรอยร้าวบางอย่างบางๆในใจเขา แต่พอจะกลับเขาก็ดีนะ เขียนไดอารี่ให้เรา ก็คุยเคลียสุดท้ายก็ไม่ได้เอาปัญหามาใส่ใจกัน ส่วนกับคนอื่นๆที่เหลือในบ้าน แด๊ด มัม พี่ชายสองคน กับน้องชายอีกคน โอเคกันดี มีเรื่องนี้ที่ดูเป็นเรื่องหนักหนามากๆตอนนั้นค่ะ

มันทำให้เราเรียนรู้เลยว่าบางทีการที่เราได้ยินได้ฟังอะไรมา นอกจากไตร่ตรองข่าวสารก็ต้องไตร่ตรองคนพูดด้วย(อันนินทากาเลเป็นเรื่องปกติมากๆค่ะ อย่าไปใส่ใจ จริงๆทำเฉยๆไปก็ได้) แล้วเวลามีเรื่องกับใครจริงๆแล้วควรไปคุยกับคนนั้นมากกว่าคุยกับคนกลางนะ
เวลาพูดอะไรก็ต้องคิดด้วยแหละว่าเราอาจจะไม่คิดอะไร ไม่มีเจตนาไม่ดี แต่หากคิดดูดีๆจริงๆแล้วมันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ยังไงก็ฝากน้องๆที่จะไปแลกเปลี่ยนด้วยนะคะ หรือคนที่กำลังอยู่ในช่วงแลกเปลี่ยนก็ดีเก็บไว้ลองเป็นข้อคิดและนำไปปรับใช้กันดูค่ะ

(เล่ายาวมาก ฮ่าๆ ^^)
0
กำลังโหลด
นักอ่านเงา 11 ก.ย. 55 23:51 น. 12
1. มีปัญหาก็เปิดอกคุยเลยน้องๆ นิสัยคนไทย มีไรพอใจแล้วไม่ค่อยพูดตรงๆ
2. ที่สำคัญต้องเอาใจโฮสมาใส่ใจเรา ทำอะไรก็คิดเยอะๆ แต่อย่าเยอะมาก เราไปหาประสบการณ์ ทำตัวหนุกหนานเข้าไว้
3. เป็นตัวของตัวเอง และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา พูดง่ายๆ "เปิดใจ"

น้องๆต้องเข้าใจอย่างนึงนะ วัฒนธรรมมันก็แตกต่างกัน วิถีการใช้ชีวิตก็ต่างกัน ความคิดก็ต่าง พยายามคิดให้เหมือนเค้า ทำตัวให้เข้ากับเค้า เข้าเมืองตาหลิ่ว เราก็หลิ่วตาตาม เอ่อ ตามเค้าในสิ่งดีดีนะ ^^ เมืองนอก สิ่งยั่วยวนมันเยอะ 555

บทความดีมากๆเลย อ่านแล้วคิดถึงโฮสเหมือนกัน เชื่อเหอะน้องๆ ถ้าผ่านจุดนี้ได้ ชีวิตน้องสบายขึ้นเยอะ เพราะ การเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน มันทำให้โลกทัศน์น้องเบิกกว้างงงงงง ซึ่งเป็นประโยชน์ในอนาคตน้องแน่ๆ

ปอลอ อันนี้อยากเล่า แปดปีผ่านไป(แอบแก่ไปปะ) กลับไปเยี่ยมโฮสอีกครั้ง โอสยังน่ารักเหมือนเดิมเลยค่าาา เข้าใจมุมมองโฮสในแปดปีที่แล้วมากขึ้น เพราะเราโตแล้ว เค้าเลยเล่าอะไรหลายๆอย่างให้ฟัง 555 เลยอยากบอกน้องๆว่า จริงๆแล้ว เค้าก็พยายามมากๆในการปรับตัวเข้าหาเราเลยนะ จะทำอาหารทีก็กังวลว่าเราจะกินได้มั้ย (เพราะฉะนั้น เคี้ยวๆกลืนไปเหอะน้องถ้าไม่อร่อยน่ะ 555) ต้องหากิจกรรมอะไรให้เราทำบ้าง เราจะได้ไม่เบื่อ ที่สำคัญ น้องๆควรพยายามเรียนรู้ภาษานะคะ เค้าจะดีใจมากถ้าเราสนใจ พี่ดีใจมากเลย กลับไปรอบนี้ เจอใครเค้าก็แนะนำว่า นี่ลูกสาวเค้าอีกคน มาเยี่ยมเค้าจากเมืองไทยเลยนะ แหะแหะ ปลื้มไปตามระเบีียบค่าาาา

โชคดีกันทุกคนนะ ^^
1
มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ Member 26 มี.ค. 57 18:16 น. 12-1
พี่ไปแลกเปลี่ยนที่ไหนอ่าคะ (ถามช้าไปไหม 555 //เพิ่งจะเล่นเด็กดีกับเค้า แอบเชยจัง เย้)
0
กำลังโหลด

19 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
สุพิชญา ดิษฐพงศ์ภักดี Member 10 ก.ย. 55 02:57 น. 6
ขอบคุนค่ะ
เปิดเจอพอดีเลย 
ตอนนี้อยู่อเมริกาค่ะ มาแลกเปลี่ยนเหมือนกัน บางครั้งก็อายนะค่ะ แต่พออ่านแล้วเลยกล้าที่จะทำค่ะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ปั๊กสีกะปิ Member 10 ก.ย. 55 22:31 น. 9
ไปคอสตาริกามาค่ะแล้วเคยมีปัญหากับน้องสาว แถมนอนห้องเดียวกันด้วย
เรื่องของเรื่อง ด้วยความจริง นิสัยกับการใช้ชีวิตเราค่อนข้างต่างจากเขา แล้วอายุก็ต่างกันประมาณสามสี่ปีอยู่แล้ว ตอนนั้นเราไปอายุ 16 น้องสาว 13 น้องสาวจะค่อนข้างเด็กๆ ขี้โวยวายชอบเที่ยว โน่นนี่ แต่ตัวเราไม่ชอบผู้หญิงกรี๊ดกร๊าดเท่าไหร่ ออกแนวห้าวๆ เลยสนิทกับพี่ชายมากกว่า ชอบเรียน เพราะสนุกดี ได้เรียนเป็นภาษาสเปนแล้วก็ไม่ค่อยได้เที่ยวมาก เพราะรอรถนานบางทีเข้าเมืองไปก็เดินเฉยๆเรารู้สึกเสียเวลา ชอบไปเที่ยวแบบไปนานๆ ไปที่ที่ได้เที่ยวจริงๆมากกว่า

โดยปกติเวลาไปโรงเรียนหรือกลับมาโรงเรียน จะขี่มอเตอร์ไซค์ไปกัน ซึ่งมันมีสามคนคือพี่ชาย(ที่เรียนอยู่ห้องเดียวกับเรา)น้องสาวและก็เราเอง เลยต้องขี่รถไปกลับ เราก็มักจะเป็นคนที่เดินไปเรียนก่อนเสมอแล้วรอให้ใครสักคนวนรถมารับ
น้องสาวก็ไปบ่นๆให้เพื่อนคนหนึ่งฟังว่าไม่ชอบขี่รถวนมารับเราเลย แล้วคุณเพื่อนคนนั้นก็ดันมาบอกเราและแอบใส่ไฟเล็กๆว่าน้องสาวบอกเราไม่ดียังไงบ้าง(จริงๆเพื่อนคนนี้นี่ไม่น่าคบเลยนะ)เราก็เลยไปคุยกับโฮสมัมบอกว่าเอ้อ มันคงลำบากที่ต้องคอยวนไปส่ง เดี๋ยวเราเดินไปเองก็ได้ ไปๆมาๆเขาก็ถามจนเราก็บอกไปว่าน้องสาวเขาก็ไม่อยากขี่รถไปกลับด้วย(อันนี้ความผิดเราเองที่พูดไปไม่คิด) แต่จริงๆเจตนาเราคือก็ไม่อยากให้รู้สึกไม่ดีนะ คือเราเดินไปก็ได้ ไกลหน่อยแต่ก็โอเคไม่ต้องมามีเรื่องไม่ชอบใจกันเราเองไม่ได้มีปัญหาอะไร เรื่องอื่นๆเราไม่ได้พูด พูดเครื่องเรื่องรถเรื่องเดียว

แต่กลายเป็นว่าทั้งมัมแล้วก็แด๊ดเรียกน้องสาวเรามาดุ แล้วก็พาลไปเรื่องอื่น(มันมีเรื่องที่ว่าพักหลังๆเรามักจะเก็บผ้าที่บ้านมารีดคนเดียวเสมอซึ่งปกติจะแบ่งกับน้องสาวคนละครึ่ง)
แล้วก็โดนว่าแรงมาก แถมลามไปเรื่องอื่นๆอีกมากมายก่ายกอง สุดท้ายน้องสาวก็วิ่งเข้าห้องร้องไห้ล็อคห้องไปเลย เราเองก็แบบไม่สบายใจ ไม่มีที่นอน ไม่ใช่ละ ฮ่าๆ ก็ไม่นึกว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต

สุดท้ายโฮสมัมก็สั่งห้ามเพื่อนคนที่มาใส่ไฟเรากับน้องสาวไม่ให้เข้ามาที่บ้านอีก แล้วน้องสาวก็ไม่คุยกับเราไปเป็นวันเลย เราก็พยายามอยากคุยกับเขานะเรื่องเจตนา
สุดท้ายก็ผ่านไปสักระยะก็ได้มาคุยกัน น้องสาวก็บอกว่า จริงๆเพื่อนคนนี้ก็มาใส่ไฟเหมือนกัน ไปบอกว่าเราไปบ่นว่าน้องสาวเราให้เขาฟัง ซึ่งแอบสงสัยว่า ฉันไปคุยตอนไหน(ฟร๊ะ?) แต่น้องสาวก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะไม่อยากให้มันกลายเป็นกรณีแบบนี้ เราเองก็เข้าใจนะ แต่ว่าเอาจริงๆแล้วคือเจตนาไม่มีอะไรเลยแต่เรื่องวนรถมารับ แต่เหมือนมีเรื่องสะสมหลายเรื่องเขาเลยโดนดุเหมารวม เลยซวยไป

ก็ตอนหลังๆก็คุยกันได้แต่ว่าก็อาจจะไม่ได้เข้ามาคุยมากเท่าเมื่อก่อน เหมือนมันมีรอยร้าวบางอย่างบางๆในใจเขา แต่พอจะกลับเขาก็ดีนะ เขียนไดอารี่ให้เรา ก็คุยเคลียสุดท้ายก็ไม่ได้เอาปัญหามาใส่ใจกัน ส่วนกับคนอื่นๆที่เหลือในบ้าน แด๊ด มัม พี่ชายสองคน กับน้องชายอีกคน โอเคกันดี มีเรื่องนี้ที่ดูเป็นเรื่องหนักหนามากๆตอนนั้นค่ะ

มันทำให้เราเรียนรู้เลยว่าบางทีการที่เราได้ยินได้ฟังอะไรมา นอกจากไตร่ตรองข่าวสารก็ต้องไตร่ตรองคนพูดด้วย(อันนินทากาเลเป็นเรื่องปกติมากๆค่ะ อย่าไปใส่ใจ จริงๆทำเฉยๆไปก็ได้) แล้วเวลามีเรื่องกับใครจริงๆแล้วควรไปคุยกับคนนั้นมากกว่าคุยกับคนกลางนะ
เวลาพูดอะไรก็ต้องคิดด้วยแหละว่าเราอาจจะไม่คิดอะไร ไม่มีเจตนาไม่ดี แต่หากคิดดูดีๆจริงๆแล้วมันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ยังไงก็ฝากน้องๆที่จะไปแลกเปลี่ยนด้วยนะคะ หรือคนที่กำลังอยู่ในช่วงแลกเปลี่ยนก็ดีเก็บไว้ลองเป็นข้อคิดและนำไปปรับใช้กันดูค่ะ

(เล่ายาวมาก ฮ่าๆ ^^)
0
กำลังโหลด
ปั๊กสีกะปิ Member 10 ก.ย. 55 22:58 น. 10
อ้อ อยากบอกว่า 10 ของพี่สตางค์ดีมากๆเลยค่ะ มีหลายๆข้อที่หนูได้ใช้ตอนไปแลกเปลี่ยนด้วยหล่ะ
อย่างการที่เรากล้าถามและพยายามสื่อสารนี่ เราใช้บ่อยมาก คือเป็นเจ้าหนูจำไมค่ะ ฮ่าๆๆๆ

มีงานอะไร หรือเรื่องที่เรายอากรู้เราก็ถามๆๆ ถามโฮสมัมเยอะมาก คุยกับโฮสมัมบ่อยมาก พยายามสื่อสารกัน จนพูดได้เยอะขึ้นและฟังได้เยอะขึ้นมากเลยค่ะ 

ชอบใช้เวลาร่วมกับโฮสส่วนมากเลยก็คือช่วยทำกับข้าวค่ะ อันนี้ได้ประโยชน์หลายอย่างเลยนะคะ ได้เรียนรู้คำศัพท์การพูดระหว่างทำกับข้าว ได้เรียนรู้การทำกับข้าวคอสตาริกาด้วย แล้วก็ยังได้ใจที่บ้านเราด้วยหล่ะ ทำกับข้าวทีไรเราต้องเข้าไปช่วยทุกทีเลย ^^

ช่วยงานบ้านเขาหลายอย่างเหมือนกัน บางทีก็ล้างจานให้ รีดผ้าให้(ทั้งๆที่เราไม่ชอบรีดผ้าเอามากๆเลยนะจริงๆ ฮ่าๆ)กวาดบ้านบ้าง เก็บห้องเรา ช่วยทำกับข้าว สนุกค่ะ เปิดเพลงไปด้วย ได้ฟังเพลงภาษาสเปนก็ฝึกภาษาอีกด้วยนะเอ้อ

แบ่งปันเรื่องราวประเทศที่บ่อยค่ะ ฮ่าๆ เพราะคุยกับมัมบ่อยมากๆ ทั้งเราทั้งเขาก็คุยแลกเปลี่ยนกัน มีเขียนชื่อไทยให้เขา ทำอาหารไทย ตอนนั้นทำไข่เจียวกับต้มยำไก่ แต่เขาชอบไข่เจียวเรามากเลยนะ บอกว่ามันมีรสคล้ายๆมีเนื้อปนอยู่เลย คือไข่เจียวเขาจะใส่เกลือเฉยๆ แต่ของเรานี่ใส่ซีอิ๊ว(ที่สีดำมากแต่ไม่ค่อยเค็ม ฮ่าๆ) เกลือ หอมใหญ่(เราชอบกินมากเลยใส่เยอะ ฮ่าๆ) ตอนก่อนไปซื้อของไทยๆไปเยอะมากๆ อย่างวันครบรอบแต่งงานเขาเราก็ให้ตุ๊กตาคู่พระนางให้แด๊ดกับมัม มีกางเกงเลให้คนในบ้านตอนวันเกิดทุกคน สนุกมากค่ะ วนคริสต์มาสมัมก็ซื้อเสื้อยืดให้เราตัวนึงด้วย ประทับใจค่ะ :)

ข้อ 9 อย่าคาดหวังกับโฮสที่จะทำให้เราทุกอย่าง อันนี้เรื่องจริงที่สุดค่ะ!!! เราเป็นเหมือนที่ยกตัวอย่างเลยอ่ะ คือแบบมีโฮสเพื่อนที่พาไปเที่ยว ออกอะไรๆให้ฟรี แต่ของเราไม่ค่อยมี มักจะไปเองมากกว่า และคราวที่ไปกับโฮส เขาก็มีให้เราช่วยแชร์ค่าน้ำมันด้วย (ซึ่งจริงๆก็แฟร์นะ เพราะเขาก็เลี้ยงดูค่าข้าวเราเยอะเหมือนกัน)

อ้อ มีอีกปัญหาหนึ่งค่ะที่จะเล่า คือตอนนั้นไปเที่ยวทะเล แล้วเป็นบ้านญาติของมัมเรา ตอนนั้นไม่มีคนหิวเลย แต่พอเขาถามมา เราหิวเราก็บอกเขา เขาก็ดีนะ มาทำกับข้าวมากินกัน แต่ระหว่างรอ เรากับเพื่อน(คือมีเพื่อนไทยไปเที่ยวด้วยกันคนนึง) ก็ดูหนังทางทีวีอยู่ แล้วพอกับข้าวเสร็จแล้ว หนังยังไม่จบ มันจะจบแล้ว เขาก็เรียกเราไปกิน เราก็บอกว่าขออีกแปบนึง หนังจะจบแล้ว อันนี้เราว่าเป็นเรื่องความเคยชินของคนไทยเลยหล่ะ ที่ทางบ้านต้องตามให้เรากินข้าวเราก็บอกว่า "เดี๋ยว" แต่ในความจริงการทำแบบนี้เราก็มานึกได้เลยหล่ะ ว่าจริงๆมันเสียมารยาทมากๆเพราะคนทั้งหมดเขารอเราอยู่ แถมจริงๆตอนแรกเขาก็บอกว่าไม่หิวซะด้วย เราเป็นตัวตั้วตัวตีอยากกิน แด๊ดโกรธมาก เดินมาปิดทีวีเลยค่ะแล้วดุเรา คือเราก็ไม่เคยโดนดุแบบนี้ แถมยังคิดว่าขออีกแค่นิดเดียวทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ด้วย น้ำตาไหลเลยค่ะตอนนั้น แต่สามีของญาติมัมเขาใจดีมากๆ(เขาเป็นคนอเมริกันค่ะ) เขาก็ปลอบใจและไม่ยอากให้เป็นเรื่องใหญ่ หลังกินเสร็จเขาให้เราต่ออินเตอร์เนตคุยกับแม่เราที่ไทยผ่านเนตด้วย โหยตอนนั้นดีใจใหญ่ กลายเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฮ่าๆ

อันนี้เป็นบทเรียนส่วนตัวเลยค่ะว่าเราทำไม่ถูกอย่างแรง อาจจะคิดว่าเป็นความเคยชินแบบนี้ไม่ได้เลยค่ะ(คนอื่นอาจจะคิดได้และไม่เป็นนะ แต่เราอยู่ไทยเป็นบ่อยไปอยู่นอกเลยติดคิดว่าไม่เป็นเรื่องใหญ่ จริงๆผิดมหันต์เลยค่ะ)

เล่ายาวอีกและ แหะๆ

มาข้อที่สิบการยิ้มค่ะ จริงๆเราไม่ใช่คนยิ้มง่ายแต่ก็ไม่ได้หน้าบึ้งตลอดนะคะ ตอนอยู่ที่โน่นก็ยิ้มค่ะ แต่กลับมาเริ่มทัศนคติเปลี่ยนตอนเรียนมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้ก็ยิ้มมากขึ้นค่ะ มันทำให้อะไรๆดีขึ้นมากๆเลยจริงๆนะ :) ยิ้มเยอะๆค่ะ คนที่ไหนๆก็ชอบยิ้มมากว่าหน้าบึ้งอยู่แล้วหล่ะเนอะ

บทความนี้ดีจริงๆค่ะ เป็นประโยชน์มากๆเลยน๊า แทบจะอยากเอากลับไปใช้ใหม่ตอนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเลยล่ะค่ะ อิอิ
0
กำลังโหลด
Stang Dek-D Member 11 ก.ย. 55 09:31 น. 11
ดีใจมากๆเลยค่ะที่บทความนี้มีประโยชน์ ดีใจมากๆเลยจริงๆค่ะ T^T ขอบคุณน้องคห. 9 มากๆเลยค่ะที่มาแชร์ประสบการณ์ อ่านแล้วเพลินมาก ชอบๆ อยากไปแลกเปลี่ยนมั่งเลย (แต่อายุเกินแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ) รู้สึกได้เลยว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีจริงๆเลยค่ะ ^^ ป.ล. อยากลองชิมไข่เจียวใส่ซีอิ๊วกับหอมใหญ่ 555+ นึกภาพตามแล้วหิวเลย > <
0
กำลังโหลด
นักอ่านเงา 11 ก.ย. 55 23:51 น. 12
1. มีปัญหาก็เปิดอกคุยเลยน้องๆ นิสัยคนไทย มีไรพอใจแล้วไม่ค่อยพูดตรงๆ
2. ที่สำคัญต้องเอาใจโฮสมาใส่ใจเรา ทำอะไรก็คิดเยอะๆ แต่อย่าเยอะมาก เราไปหาประสบการณ์ ทำตัวหนุกหนานเข้าไว้
3. เป็นตัวของตัวเอง และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา พูดง่ายๆ "เปิดใจ"

น้องๆต้องเข้าใจอย่างนึงนะ วัฒนธรรมมันก็แตกต่างกัน วิถีการใช้ชีวิตก็ต่างกัน ความคิดก็ต่าง พยายามคิดให้เหมือนเค้า ทำตัวให้เข้ากับเค้า เข้าเมืองตาหลิ่ว เราก็หลิ่วตาตาม เอ่อ ตามเค้าในสิ่งดีดีนะ ^^ เมืองนอก สิ่งยั่วยวนมันเยอะ 555

บทความดีมากๆเลย อ่านแล้วคิดถึงโฮสเหมือนกัน เชื่อเหอะน้องๆ ถ้าผ่านจุดนี้ได้ ชีวิตน้องสบายขึ้นเยอะ เพราะ การเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน มันทำให้โลกทัศน์น้องเบิกกว้างงงงงง ซึ่งเป็นประโยชน์ในอนาคตน้องแน่ๆ

ปอลอ อันนี้อยากเล่า แปดปีผ่านไป(แอบแก่ไปปะ) กลับไปเยี่ยมโฮสอีกครั้ง โอสยังน่ารักเหมือนเดิมเลยค่าาา เข้าใจมุมมองโฮสในแปดปีที่แล้วมากขึ้น เพราะเราโตแล้ว เค้าเลยเล่าอะไรหลายๆอย่างให้ฟัง 555 เลยอยากบอกน้องๆว่า จริงๆแล้ว เค้าก็พยายามมากๆในการปรับตัวเข้าหาเราเลยนะ จะทำอาหารทีก็กังวลว่าเราจะกินได้มั้ย (เพราะฉะนั้น เคี้ยวๆกลืนไปเหอะน้องถ้าไม่อร่อยน่ะ 555) ต้องหากิจกรรมอะไรให้เราทำบ้าง เราจะได้ไม่เบื่อ ที่สำคัญ น้องๆควรพยายามเรียนรู้ภาษานะคะ เค้าจะดีใจมากถ้าเราสนใจ พี่ดีใจมากเลย กลับไปรอบนี้ เจอใครเค้าก็แนะนำว่า นี่ลูกสาวเค้าอีกคน มาเยี่ยมเค้าจากเมืองไทยเลยนะ แหะแหะ ปลื้มไปตามระเบีียบค่าาาา

โชคดีกันทุกคนนะ ^^
1
มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ Member 26 มี.ค. 57 18:16 น. 12-1
พี่ไปแลกเปลี่ยนที่ไหนอ่าคะ (ถามช้าไปไหม 555 //เพิ่งจะเล่นเด็กดีกับเค้า แอบเชยจัง เย้)
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Es Ko_เอสโกะ Member 16 ก.ย. 55 17:27 น. 15

ตอนนี้อยู่รัสเซียค่ะ
โฮสมัมใจดีมาก( มีโฮสแฟมมิลี่แค่มัมคนเดียว )
แต่อยากไปเที่ยวเหรอคะ  ไปเองค่ะ  เพราะมัมแกชอบนอนดูทีวีอยู่บ้าน  ไม่มีรถ  กลับบ้านก่อน 3 ทุ่มก็โอเคแกไม่ว่า
มัมสะอาดมากกกกกกก  จากที่อยู่ไทยรกขนาดหนูนอนตาย   ตอนนี้เนี๊ยบปิ๊งเลยค่ะ
เด๋วแกไม่เอ็นดู 5555
0
กำลังโหลด
Otaku_illusion Member 21 ก.ย. 55 19:43 น. 16
กำลังจไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นค่ะ ขอบคุณมากๆนะคะ สำหรับบทความดีๆ เราเป็นพวกซุ่มซ่ามซะด้วยสิ จะระวังตัวให้มากค่ะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด