รู้ก่อนได้เปรียบ! พาดูห้องเรียนในเมืองนอก เป็นยังไงกันนะ?

        สวัสดีค่ะน้องๆชาว Dek-D.com ^^ การเรียนต่อในต่างประเทศนั้น แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่ย่อมจะแตกต่างจากการเรียนในประเทศไทย ก็คือ "วิธีการเรียน" เด็กไทยมักจะคุ้นชินกับการเข้าห้องเรียนเพื่อฟังอาจารย์บรรยายอยู่หน้าชั้นเท่านั้น ฟังกันบ้างไม่ฟังกันบ้าง เลคเชอร์ก็จดเอาแต่ตามที่อาจารย์ขึ้นสไลด์ หรือไม่ก็ลอกเอาจากเพื่อนๆ แต่ พี่สตางค์ ขอบอกเลยค่ะว่า ใครที่คิดจะเอาวิธีการเหล่านี้ไปใช้ในต่างประเทศ... รับรองว่าเรียนไม่รอดแน่นอน 1,000%!  

        ทำไมน่ะเหรอคะ? ก็เพราะ
วิธีการเรียนในต่างประเทศนั้นมีความแตกต่างจากที่เราคุ้นเคย ดังนั้นการรู้จักเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆจึงมีความสำคัญอย่างมาก วันนี้ พี่สตางค์ ก็เลยมีข้อมูลและเทคนิคการเรียนสำหรับน้องๆที่จะไปเรียนต่อในต่างประเทศมาฝากกันค่ะ ใครอยากมีข้อมูลเตรียมรับมือก่อนจะไปเจอสนามจริงล่ะก็ ห้ามพลาดเด็ดขาดเลยจ้า ^^





        ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า วิธีการเรียนในต่างประเทศ (โดยเฉพาะในระดับปริญญา) การเข้าห้องเรียนจะมีอยู่ด้วยกันหลักๆ 2 อย่าง คือ 1. การฟังการบรรยาย (lectures) คือการเข้าฟังอาจารย์บรรยายเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา รวมถึงหัวข้อที่มีความสำคัญ และ 2. การเข้าสัมมนา (seminars) ซึ่งเป็นเหมือนการรวมกลุ่มเพื่ออภิปรายเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา หรือเกี่ยวกับหัวข้อซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิชานั้นๆค่ะ
                             

การฟังการบรรยาย (lectures)


        การฟังการบรรยายหรือเข้าฟังเลคเชอร์นั้น หลายๆคนอาจเห็นว่าเป็นเรื่องที่แสนจะปกติ และไม่เห็นความจำเป็นที่เราจะต้องเตรียมการอะไรตรงไหน จริงอยู่... วิธีการเข้าเรียนอาจจะเหมือนกัน คือการเข้าฟังการบรรยายเกี่ยวกับเนื้อหาวิชานั้นๆ... แต่ใครที่คิดจะเดินชิวๆเข้าไปนั่งสบายๆหรือเข้าไปนั่งหลับในห้องนั้น ขอให้คิดใหม่โดยด่วนค่ะ!

        เพราะการเข้าฟังการบรรยายในต่างประเทศ อาจารย์ผู้สอนไม่ได้ออกมาสอนทุกสิ่งทุกอย่างตามเนื้อหาในตำรา หรือบอกให้เรารู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราควรจะทราบ แต่การเลคเชอร์ในต่างประเทศนั้น โดยรวมแล้วคือเลือกการดึงหัวข้อ (Topic) ที่เราควรจะรู้และควรจะศึกษาขึ้นมา "แนะนำ" (introduce) ให้เรารู้จักและเป็นการ "ชี้นำ" (indicate) ถึงสิ่งที่เราควรจะต้องศึกษาในเชิงลึก รวมถึงสิ่งที่คาดหวังว่าเราจะต้องได้รับจากการศึกษาหรือเรียนรู้วิชานั้นๆ

         
        ดังนั้น จะเห็นว่าการตั้งใจฟังและเรียนรู้เพียงเท่าที่อาจารย์ได้สอนในห้องเลคเชอร์นั้น ยังไม่เพียงพอด้วยซ้ำ! เพราะไม่เพียงแต่เราจะต้องเข้าใจในเนื้อหาที่อาจารย์นำเสนอ แต่เรายังจะต้องศึกษาเกี่ยวกับประเด็นต่างๆเพิ่มเติมเองในเชิงที่ลึกขึ้นอีกด้วย ใครที่ไม่สนใจฟังล่ะก็ รับรองจับประเด็นไม่ถูก จะศึกษาเพิ่มเติมเองก็ไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหน ส่วนใครคิดจะไปขอเลคเชอร์ของเพื่อนมาลอกนั้น ก็มีแต่จะได้รับสายตาดูถูกเหยียดหยามกลับมาซะเปล่าๆค่ะ


ข้อแนะนำสำหรับการเข้าฟังการบรรยาย

- อ่านล่วงหน้า
        อาจารย์จะต้องบอกล่วงหน้าเสมอว่าเลคเชอร์แต่ละครั้งนั้นจะสอนเรื่องอะไร ประเด็นไหน (ส่วนมากจะอยู่ใน Course outline ซึ่งอาจารย์จะแจก หรือไม่ก็สามารถดาวน์โหลดได้ในเว็บหรือบอร์ดของมหาวิทยาลัยค่ะ) ซึ่งก่อนที่จะเข้าห้องเรียนทุกครั้ง เราควรทำการศึกษามาก่อนล่วงหน้า เพื่อที่จะได้ตามสิ่งที่อาจารย์พูดถึงได้ทัน และเข้าใจได้ง่ายขึ้น (ยิ่งโดยเฉพาะใครไม่ค่อยเก่งเรื่องภาษาอยู่ด้วย ยิ่งควรอ่านล่วงหน้าให้เข้าใจก่อนเลย ไม่อย่างงั้นตามอาจารย์ไม่ทันแน่นอนค่ะ)

        ยิ่งอาจารย์บางคน มาถึงก็ออกมา rap กันเป็นชุดจนฟังไม่ทัน บางคนก็เป็นอาจารย์ชาวต่างชาติ สำเนียงฟังยากสุดๆ บางคนก็ไม่อธิบายเนื้อหาพื้นฐานเลย กระโดดไปขั้น advance เลยเพราะถือว่าเราต้องรู้พื้นฐานมาแล้วก็มี ดังนั้นการอ่านหนังสือมาล่วงหน้าจึงเป็นอะไรที่ต้องทำเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะค่ะ
            

- จดโน้ตย่อ
        บางครั้งการอ่านล่วงหน้ามาก่อน ทำให้เรามีประเด็นบางอย่างที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาอยู่ในใจมาก่อนแล้ว แต่เมื่อมาฟังอาจารย์บรรยายถึงได้เข้าใจขึ้นมา ตรงนี้อย่าลืมจดโน้ตด่วนๆเลยค่ะ ไม่งั้นลืมแน่นอน ตรงไหนที่อาจารย์เน้นย้ำก็ขีดเส้นใต้ เพิ่มดอกจันเอาไว้ซัก 100 ดวง นอกจากนี้ก็ควรจดประเด็นต่างๆที่อาจารย์พูดถึง ซึ่งเราจะต้องไปศึกษาหาตำราอ่านเพิ่มเติมเองอีกด้วย
                  

- นั่งในจุดที่เห็นชัด ฟังชัด
        มาก่อนเลือกที่นั่งก่อนได้เลย ใครที่ชอบไปนั่งอยู่หลังๆ ขอเตือนค่ะว่า วันดีคืนดีไมโครโฟนของอาจารย์มันก็อาจจะไม่ดังขึ้นมาซะงั้น หรือนั่งไกลเกินไป เจอคนมาทีหลังเข้ามานั่งข้างหน้าบังจอเต็มๆไม่รู้ด้วย แถมพวกนั่งหลังๆยังเป็นพวกไม่ค่อยสนใจเรียน ถ้าเม้าท์มอยกันเสียงดังฟังชัดยิ่งกว่าเสียงอาจารย์แล้วล่ะก็ เราจะขาดสมาธิในการเรียนไปอย่างมากเลยล่ะค่ะ (มัวแต่ฟังเรื่องนินทาชาวบ้าน หันกลับมาอีกทีอาจารย์ขา rap ข้ามไปพูดเรื่องไหนแล้วก็ไม่รู้!)  

                                   
- มาให้ตรงเวลา
        การมาไม่ตรงเวลานั้น นอกจากจะเป็นมารยาทที่ไม่ดีแล้ว เรายังจะพลาดอะไรไปอีกมากมาย บางคนคิดว่าสายแค่ 5 นาที 10 นาทีคงไม่เป็นไร แต่ขอบอกว่าในต่างประเทศนั้นอาจารย์ผู้สอนเขาตรงเวลามากๆ และเพียงแค่ไม่กี่นาทีที่เราพลาดไป เราอาจจะพลาดเนื้อหาสำคัญที่เป็นพื้นฐานในการต่อยอดเนื้อหาอื่นๆต่อไปได้ ซึ่งอาจทำให้เราเรียนไม่รู้เรื่องไปทั้งชั่วโมงเลยก็ได้ค่ะ
                  

- ให้แน่ใจว่าเราเข้าใจเนื้อหาจริงๆ หากไม่เข้าใจให้รีบถามเมื่ออาจารย์เปิดโอกาส
        อย่ามัวแต่ลังเลหรือเขินอาย ถ้าไม่เข้าใจก็ถามเลยค่ะ อย่าปล่อยให้โอกาสเลยไป ใครที่คิดจะถามเงียบๆหลังจบชั่วโมงเรียนล่ะก็ ระวังอาจารย์นินจาหายตัวไปซะก่อน แล้วการขอเข้าพบอาจารย์นอกเวลาเรียนก็ต้องทำการนัดอาจารย์ล่วงหน้า ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก แล้วเผลอๆเราก็จะลืมไปซะก่อนด้วยว่าเราสงสัยเรื่องอะไร

                           
                       
                                

การสัมมนา (Seminars)


        ชั่วโมงการสัมมนานั้น เป็นเหมือนกับชั่วโมงการรวมกลุ่มเพื่อพูดคุยกัน (group discussion) มากกว่าที่จะนั่งฟังอาจารย์สอนเฉยๆเหมือนตอนเลคเชอร์ค่ะ  โดยนักเรียนจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มๆ เพื่อเปิดโอกาสในได้พูดถึงและถกเถียงเกี่ยวกับหัวข้อ และเนื้อหาวิชาในเรื่องต่างๆ ที่ลงลึกในรายละเอียดมากกว่า และสามารถแสดงความคิดเห็นกันได้อย่างเต็มที่ รวมถึงนำสิ่งที่แต่ละคนไปศึกษาเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆนั้นมาถกกัน โดยจะมีผู้นำการสัมนาเป็นอาจารย์ หรือ ผู้ช่วยอาจารย์ ที่จะทำหน้าที่ในการช่วยนำการสนทนาของนักเรียนให้ราบรื่น และไปในทิศทางที่ถูกต้อง (แต่ไม่ได้มายืนบรรยายอะไรยาวๆเหมือนชั่วโมงเลคเชอร์ค่ะ)

        สำหรับในชั่วโมงสัมมนานั้น ใครที่ไม่ได้อ่านหนังสือหรือทบทวนมาล่วงหน้า หรือใครที่เป็นคนไม่กล้าพูดแล้วล่ะก็ การสัมมนาก็เป็นเหมือนการถูกจับทรมานดีๆนี่เอง เพราะรับประกันเลยว่าในการสัมมนา นักเรียนจะต้องพูดทุกคน! ขอย้ำค่ะว่า ทุกคน! โดยในแต่ละครั้ง อาจารย์จะบอกหัวข้อใหญ่ๆที่จะทำการสัมมนากันล่วงหน้าก่อน เพื่อที่นักศึกษาจะได้ไปเตรียมศึกษาและเตรียมประเด็นที่จะมาพูดคุยกันในห้อง เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นหน้าที่ของเราค่ะ ที่จะต้องเตรียมศึกษาและทำการบ้านมาก่อนเข้าห้องสัมมนา ใครไม่เตรียมอ่านมา นอกจากจะตามคนอื่นไม่ทันแล้ว เวลาที่โดนเรียกให้พูดหรือตอบคำถามล่ะก็... หึหึ ด้นสดกันสนุกสนานเลยล่ะค่ะ 555+


ข้อแนะนำสำหรับการเข้าสัมมนา

- เตรียมใจไปพูด
        การเข้าสัมมนานั้น นักศึกษาทุกคนถูกคาดหวังว่าจะต้องพูดค่ะ ชั่วโมงแรกสุดอย่างน้อยๆก็จะต้องแนะนำตัว ส่วนชั่วโมงต่อๆมาก็จะมีหัวข้อในการสัมมนาที่เราจะต้องเตรียมไปถกกับคนในกลุ่ม ซึ่งวิชานี้นอกจากจะมุ่งเพื่อให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหาวิชา และประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นการฝึกความมั่นใจของเราในการที่จะสื่อสารอีกด้วยค่ะ

                                 
- เข้าห้องเรียนทุกครั้ง
        การเลือกที่จะยอมแพ้ และหนีการเข้าห้องสัมมนาทุกครั้งนั้นไม่ใช่ทางออกที่ดีเลยค่ะ บางคนอาจจะคิดว่าภาษาของเราไม่ดีพอที่จะสื่อสาร หรือบางคนอาจจะกลัวที่จะพูดต่อหน้าผู้คน แต่เราจะต้องฝึกตัวเองค่ะ กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกลัวของเรา ถึงแม้ว่าภาษาเราอาจจะไม่ดี แต่เราไม่ต้องกลัวที่จะสื่อสารค่ะ อาจจารย์และเพื่อนๆรู้ดีอยู่แล้วว่าเราเป็นคนต่างชาติ ย่อมที่จะเข้าใจได้ในจุดนี้ และเมื่อเราได้ฝึกบ่อยๆ เราก็จะดีขึ้นตามลำดับเอง ดีกว่าไม่กล้าลอง และไม่พยายามอะไรเลย โดยการเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดก็คือการอ่านเนื้อหามาเยอะๆ ซึ่งจะช่วยให้เรามั่นใจที่จะถกเถียงได้อย่างมั่นใจค่ะ


- ตั้งใจฟัง

        นอกจากประเด็นในเนื้อหาต่างๆที่น่าสนใจ จะถูกถกเถียงกันภายในห้องแล้ว หลังจากที่ฟังนักเรียนพูดกันจบ สุดท้ายอาจารย์มักจะช่วยสรุปประเด็นต่างๆที่ได้พุดคุยกันในชั่วโมง หรือช่วยเน้นย้ำถึงสิ่งสำคัญที่เราควรจะต้องรู้ ซึ่งตรงนี้เองที่เราควรเงี่ยหูฟังกันให้ดีๆ เพราะเป็นเหมือนกันบทสรุปเนื้อหาที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่อาจารย์คาดหวังจะให้นักศึกษาได้จากการสัมมนาในครั้งนั้นๆนั่นเองค่ะ


                              
- หากไม่เข้าใจในเรื่องไหน ยกขึ้นมาพูดเลย นี่เป็นโอกาสแล้ว!

        ใครที่ไม่เข้าใจเนื้อหาตรงไหน แทนที่จะนั่งหมกมุ่นอยู่กับตำราที่อ่านกี่รอบก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เปลี่ยนมายกเป็นประเด็นขึ้นในการสัมมนาซะเลยดีกว่าค่ะ นอกจากจะเป็นประเด็นให้เราได้พูดแล้ว อาจารย์ยังเห็นในความใส่ใจเรียนของเรา และยังมีคนมาช่วยตอบคำถามเราอีกเพียบ! (ได้หลายเด้งสุดๆ)  


                                

        และนั่นก็คือข้อมูลและเทคนิคที่เกี่ยวกับการเข้าห้องเรียน ทั้งห้องเลคเชอร์และห้องสัมมนาค่ะ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการเตรียมใจ เอ๊ย เตรียมความพร้อม สำหรับใครที่กำลังจะไป หรือคิดจะไปศึกษาต่อในประเทศนะคะ ^^ ได้รู้อย่างนี้แล้วน้องๆคิดว่าเป็นยังไงกันบ้างคะกับการเรียนในต่างประเทศ? หรือใครมีประสบการณ์มันๆฮาๆอะไรในห้องเรียนกันบ้าง? อยากรู้ว่านอกจากวีรกรรมด้นสดในห้องสัมมนาของพี่สตางค์แล้ว (น่าอับอาย แต่ก็ฮาสุดๆ 555+) ใครมีวีรกรรมอะไรกันในห้องเรียนบ้าง ^^

                           

Twitter@STANGDEKD

ข้อมูลประกอบ : blog.studylink.com
ภาพประกอบ : philosophy.ox.ac.uk, articles.boston.com, bbc.co.uk,
matesol.sfsu.edu, cbu.fi, directorsimon.wordpress.com, ictp.it

                                                

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

10 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
เป็ดตายาว Member 21 ก.ย. 55 20:52 น. 4
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักเรียนต่างชาติเวลาไปสัมนานอกสถานที่หรือต่างประเทศ จะเสนอความคิดกันแบบสุดยอดมาก

อยากให้หลักสูตรไทยใส่บังคับวิชานี้เข้าไปจริงๆค่ะ เพราะจะได้ฝึกเตรียมตัว มีความกล้าแสดงความคิดเห็น ในเวทีโลกหรือในสนามจริงได้
0
กำลังโหลด
stupidman Member 21 ก.ย. 55 22:03 น. 5
ตอนเรียนที่มช.นี่ พอถึงชั่วโมง discussion ประหนึ่งต้องมีองค์มาลง ตบหน้ากันด้วยวิชาการจ๋า เหมือนโกรธกันมาแต่ชาติปางไหน
0
กำลังโหลด
เจ้าชายของเจ้าหญิง Member 22 ก.ย. 55 22:25 น. 6
คห4
ใส่เข้าไปดีมากอ่ะ ยอมรับเลย
แต่ถ้าใส่ในระดับโรงเรียนช่วยลบสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน ไม่งั้นล้น 55
0
กำลังโหลด
nam_tvxq Member 23 ก.ย. 55 22:33 น. 8
ขอบคุณค่ะ
แต่ก็แอบน่ากลัวนะเนี่ย
เรายิ่งเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออกอยุ่ด้วย
ตายแน่ๆๆๆ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
น้ำชา 9 ต.ค. 55 06:16 น. 12
ระบบที่ไทยกับที่นี่ไม่เหมือนกานเลยค่ะ พอมาเรียนที่อังกฤษต้องปรับตัวเยอะมาก เพราะต้องปรับตั้งแต่วิธีคิดเลยอ่าค่ะ แล้ววิชาสัมมนาเค้าก็จะให้พูดทุกคนจริงๆ ใครพูดน้อยไม่ค่อยได้แสดงความเห็น คะแนนก็จะน้อยตาม เป็นการบังคับให้เราคิดมาก่อน อ่านมาก่อนสัมมนา และทำให้เราพูดภาษาอังกฤษได้ดีขัึ้นค่ะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด