สวัสดีครับ.. เปิดเทศกาลพุธนี้แล้วคร้าบ สำหรับงานจุฬาฯ วิชาการครั้งที่ 14 "กิจกรรมที่เขาบอกมาว่าเด็ก ม.6 คนไหนที่อยากเรียนจุฬาฯ ต้องไป" ซึ่งล่าสุด พี่ลาเต้ ได้ไปคว้าตัวพี่ๆ นิสิตที่เป็นฑูตประจำงานในครั้งนี้มาไว้ในครอบครองแล้วครับ เอ้าเด็กๆ ไปรู้จักกับพี่ๆ กันเลยคร้าบบบ

สวัสดีครับ แนะนำตัว ทักทายน้องๆ ชาว Dek-D.com หน่อยครับ
พี่เหนือ : สวัสดีค่ะพวกเราทั้ง 16 คน เป็นทูตประจำงานจุฬาฯวิชาการครั้งที่ 14 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 - 18 พฤศจิกายนนี้ โดยในปีนี้การจัดงานได้แบ่งคณะ วิทยาลัย สถาบันวิจัย และศูนย์วิชาการของจุฬาฯออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน โดยเรียกเป็นเมืองต่างๆ ได้แก่ เมืองวิทยาศาสตร์สุขภาพ เมืองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมืองมนุษยศาสตร์ เมืองสังคมศาสตร์ เมืองสหสาขาวิชา และอีก 1 ส่วนกลาง ซึ่งแต่ละเมืองจะมีทูตประจำเมือง เมืองละ 2 คน ส่วนเมืองสหสาขาวิชาและส่วนกลางมีทูตประจำ 8 คนค่ะ


พี่ปังปัง นายกิจพัฒน์ ลือสิงหนาท คณะทันตแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 6
พี่หลิว นาวสาวสาริศา กล่อมจิตเจริญ คณะแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 5
พี่ต้น นายชวิน บริบูรณ์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ชั้นปีที่ 3
พี่ตุ๊กติ๊ก  นาวสาวปาจรีย์ วงษ์ประยูร คณะวิทยาศาสตร์ ชั้นปีที่ 3


สอบเข้าจุฬาฯ ยากไหมครับ ตอนพี่สอบเข้า พี่สอบเข้าไปยังไง
พี่ยีน : ถามว่ายากไหม ในตอนมัธยมฯ พี่ก็ว่ายากครับ คิดว่าเป็นความฝันที่ไกลพอสมควร แต่ตอนนั้นพี่รู้สึกว่า ยังไงพี่ก็ต้องทำให้ได้ จึงตั้งใจอ่านหนังสือ เตรียมตัวที่จะสอบให้ได้ และในที่สุด ความรู้สึกที่ว่ายาก ก็ทำได้สำเร็จครับ โดยตอนนั้นพี่สอบเข้าแบบรับตรงของคณะศิลปกรรมศาสตร์ครับ

อยากรู้จังเกรด ม.6 กับเกรดปี 1 พี่ต่างกันมากไหม
พี่ฝ้าย : สำหรับเรื่องนี้ พี่ว่าขึ้นอยู่กับความขยันน้องๆแต่ละคนค่ะ สำหรับพี่ เกรดในระดับมหาวิทยาลัยกับเกรดในระดับมัธยมศึกษาไม่ต่างกันมาก น้องๆก็เช่นกัน ถ้าน้องตั้งใจเรียนในห้องเรียน ขยันทบทวนบทเรียนเมื่อกลับมาบ้าน และทำงานตามที่อาจารย์มอบหมาย พูดง่ายๆก็คือ รับผิดชอบตนเองให้ดีและแบ่งเวลาในการทำสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง เวลาเที่ยวเล่นหรือทำกิจกรรม ก็ทำให้เต็มที่ แต่เวลาเรียนก็ต้องตั้งใจอย่างเต็มที่ด้วย ถ้าน้องๆทำได้แบบนี้พี่รับรองว่าเกรดที่ออกมาจะเป็นที่น่าพอใจของน้องๆแน่นอน

สอบเข้าจุฬาฯ ได้แสดงว่าต้องเก่งมากๆมีวิธีอ่านหนังสือมาแนะนำน้องๆไหมครับ
พี่ต้น : จริงๆ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย สิ่งที่สำคัญกว่าความเก่งคือ “ความขยัน” ครับ พี่คิดว่าการอ่านหนังสือนอกจากอ่านหนังสือเรียนแล้วการอ่านหนังสืออื่นๆในยามว่างก็ถือเป็นการสร้างนิสัยในการอ่านหนังสือที่ดี เพราะจะทำให้เรามีความสามารถในการอยู่กับหนังสือเป็นเวลานานๆได้มากขึ้น ถ้าเบื่อจากการอ่านหนังสืออาจจะหาอะไรที่ตัวเองชอบทำซัก 5 – 10 นาทีแล้วค่อยกลับมาอ่านต่อหรือถ้าง่วงก็ลองงีบหลับซักพักนึง อย่าฝืนอ่านต่อเพราะจะทำให้เราเสียเวลาอ่านโดยที่เราก็ยังจำไม่ได้ ถ้าได้พักซักหน่อยก็จะดีขึ้นครับ


พี่โจอี้ นายสรวิชญ์ เตชะวิเชียร คณะวิทยาศาสตร์ ชั้นปีที่ 1
พี่ฝ้าย นางสาววิธวดี อุทยารัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ ชั้นปีที่ 4
พี่ยีนส์ นายวันปิยะ กิตติคุณศิริ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 4
พี่เหนือ นาวสาวจอมจุฑา ศิลาอาสน์ คณะอักษรศาสตร์ ชั้นปีที่ 4


ขอให้บอก 3 วิชาที่โหดสุดในคณะมาหน่อย ว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร และทำไมถึงโหด
พี่หลิว : สำหรับพี่ พี่เรียนคณะแพทยศาสตร์ ปี 6 ค่ะ เรียนมา 6 ปีแต่ละปีก็มีความโหดต่างกันไป ถ้าให้นึกถึง 3 วิชาที่คิดว่าโหดสำหรับพี่ก็คงนึกถึง...

             วิชากายภาคศาสตร์ หรือว่าวิชาที่ได้เรียนกับ “อาจารย์ใหญ่” ค่ะ โดยพี่ๆนิสิตแพทย์จะได้เรียนรู้ระบบร่างกายต่างๆของมนุษย์อย่างละเอียด ผ่านการผ่าร่างอาจารย์ใหญ่ไปทีละระบบ ตั้งแต่ระบบกล้ามเนื้อ ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น โดยผ่าไปพร้อมๆ กับศึกษาหน้าที่การทำงานของระบบประสาทและหลอดเลือดของแต่ละอวัยวะ ซึ่งจากการที่ได้เห็นของจริงนั้นทำให้การเรียนเป็นไปอย่างเข้าใจและเห็นภาพมากขึ้น ทำให้สามารถจำได้และนำไปใช้กับการรักษาโรคในอนาคตต่อไปได้ ความโหดของวิชานี้ คือการท่องจำรายละเอียดเกี่ยวกับระบบต่างๆ และการจำชื่อบางส่วนของร่างกายอย่างครบสมบูรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะชื่อของกล้ามเนื้อซึ่งจำยาก อย่างเช่น Flexor Digitorum Profundus Muscle,Extensor Pollicis Longus Muscle เป็นต้น

             วิชาประสาทศาสตร์ (Neuroscience) ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเรียนเกี่ยวกับระบบประสาทค่ะ ตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน กายวิภาคของระบบประสาท รวมทั้งโรคทางระบบประสาทต่างๆ ทั้งสาเหตุของโรค อาการ การวินิจฉัยและการรักษา ความโหดก็ขึ้นอยู่กับนิสิตแพทย์แต่ละคนนะคะ เพื่อนพี่บางคนชอบ ก็บอกว่าสนุก ไม่รู้สึกยาก แต่พี่ว่าระบบประสาทเป็นสิ่งที่ซับซ้อนมาก(มาก) สมองของเราเห็นเป็นก้อนเล็กๆแค่นั้น พี่จะบอกว่า ‘เล็กพริกขี้หนู’ เลยล่ะค่ะ เพราะสมองเป็นอวัยวะที่ฉลาดมาก และมีการแบ่งสัดส่วนหน้าที่ภายในที่ค่อนข้างซับซ้อน เรียนเท่าไหร่พี่เองก็จำไม่ได้ซักที (แหะๆ) สำหรับพี่แล้ว วิชานี้ถือว่ายากค่ะ!

             วิชาอายุรศาสตร์ ก็เป็นของชั้นคลินิกค่ะ ( ปี 4 – 6 ) คำว่าอายุรกรรมหมายถึงโรคทั่วไป พี่ๆหมอชั้นปี 4 - 6 จะได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ในหอผู้ป่วยแผนกอายุรกรรม ได้มีส่วนในการซักประวัติตรวจร่างกายคนไข้ และได้อยู่ในทีมการดูแลรักษาคนไข้กับพี่ๆแพทย์ประจำบ้าน ซึ่งระหว่างที่อยู่หอผู้ป่วย ก็จะมีอาจารย์แพทย์มาคอยสอน โดยจะสอนจากผู้ป่วยที่อยู่ในหอผู้ป่วยนั้นเลยค่ะ เรียกได้ว่าเห็นภาพกันเลยทีเดียว ดังนั้นผู้ป่วย จึงเป็นครูที่สำคัญคนหนึ่ง ของพี่ๆนิสิตแพทย์เลยทีเดียว : ) ความโหด ก็อย่างที่บอกค่ะ ว่าคือโรคทั่วไป ดังนั้นเนื้อหาจึงครอบคลุม ทุกอย่างและกว้างมากๆ เรียกได้ว่าต้องรู้ทุกระบบรู้ทุกโรคของร่างกาย ช่วงก่อนสอบเลยชอบมีเพื่อนเปรียบเทียบขำๆว่า “เหมือนทะเล” คือเนื้อหามันเยอะไปหมดจริงๆ แต่ยังไงก็ตามวิชานี้ก็ถือว่าสำคัญมากๆ เพราะสามารถนำไปช่วยให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้หลายคนเลยค่ะ ดังนั้น ถึงจะโหดแต่ก็ต้องสู้ค่ะ


บอกวิชาที่ชอบสุดมากกกกก มา 1 วิชาครับ
พี่ปังปัง : ครับ สำหรับพี่ พี่เรียนที่คณะทันตแพทยศาสตร์ วิชาที่ชอบที่สุดคงเป็นวิชาคลินิกทันตกรรมหัตถการครับ ซึ่งวิชานี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อยๆ ด้วยกันคือ การอุดฟัน และ การรักษาคลองรากฟัน เหตุผลที่ชอบในวิชานี้เนื่องจากจะเป็นวิชาที่เราต้องได้ทำฟันกับคนไข้จริงๆ ซึ่งในช่วงแรกพี่รู้สึกตื่นเต้นและกลัวที่จะทำงานในช่องปากของคนไข้มาก กลัวหัวกรอเฉี่ยวไปบาดเหงือก บาดลิ้น บาดกระพุ้งแก้มคนไข้ แต่วิชาประเภทคลินิกต้องค่อย ๆได้รับการฝึกฝน ในช่วงแรกที่ทำ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากทักษะทางการใช้เครื่องมือของเราอาจจะยังไม่ชำนาญเท่าที่ควร ซึ่งเมื่อระยะเวลาผ่านไป จากเริ่มทำคลินิกตอนชั้นปีที่ 4 จนมาถึงตอนนี้ซึ่งเป็นชั้นปีที่ 6 แล้ว ความชำนาญจึงค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นและทำให้เรารู้สึกสนุกกับมันมากครับ

นอกจากเหตุผลที่ได้ทำฟันกับคนไข้จริงๆแล้ว เหตุผลอีกประการที่พี่ชอบก็คือ เป็นวิชาที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของฟันแต่ละซี่ครับ อาจารย์สอนพี่ไว้เสมอว่าอยากให้มองฟันทุกซี่เป็นชีวิตของคน ไม่ใช่ว่าเห็นฟันผุเยอะๆ แล้วเราจำเป็นต้องถอนออกหมดทุกซี่  เราควรเก็บรักษาฟันคนไข้ไว้ให้ได้มากที่สุดโดยที่เสนอถึงทางเลือกทางการรักษาและให้คนไข้ร่วมประเมินและตัดสินใจ ซึ่งในส่วนของวิชาคลินิกทันตกรรมหัตถการนั้น เราจะได้บูรณะฟันด้วยการอุด และรักษารากฟันโดยการนำสิ่งสกปรกและเชื้อโรคออกจากส่วนของรากฟันและอุดด้วยวัสดุทันตกรรมซึ่งส่งผลให้ฟันอยู่ในช่องปากของคนไข้ได้นานขึ้นนั่นเองครับ


คำถามนี้น้องถามมาเยอะมากกกก "อยากเรียนจุฬาฯ ต้องไปไหว้ หรือบนที่ไหนครับ"
พี่ตุ๊กติ๊ก : จริงๆ แล้วพี่ไม่อยากให้น้องๆ คิดแบบนั้นนะคะ เพราะการจะทําสิ่งใดให้สําเร็จได้นั้น สิ่งที่เราควรพึ่งคือตัวของเราเองความพยายามของเราเองเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหนค่ะ แต่ถ้าอยากจะไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงๆ พี่แนะนำว่าในบ้านของน้องๆทุกคนก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้วค่ะ นั่นคือคุณพ่อและคุณแม่ของน้องๆ นั่นเอง และพวกท่านนี่แหละที่จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในการยึดเหนี่ยวจิตใจ มอบพลังใจให้น้องๆตลอดเวลา อย่ามองข้ามพระในบ้านของพวกเรานะคะ แล้วก็อย่าทําให้พวกท่านผิดหวังด้วย สู้ๆนะคะ น้องทุกคน

จุฬาวิชาการครั้งที่ 14 อยากร่วมงานต้องทำยังไงบ้างครับ เสียตังค์ไหม ?
พี่โจอี้ : อยากมาร่วมงานนี้ ก็ไม่ยากครับน้องๆ ไม่ต้องเตรียมเงินอะไรมาเลยเพราะพี่ก็ไม่มีครับ 555 น้องๆแค่เดินเข้ามาในจุฬาฯ ตัวเปล่าๆเลยก็ยังได้นะครับ เพราะงานนี้เข้าชมฟรีครับโดย การเดินทางมาที่นี้ก็มีหลายเส้นทางด้วยกันนะครับ

           1.ลงรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีสยาม จากนั้นก็มาขึ้นรถ "ปอพ." สีชมพู ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดไว้คอยให้บริการ โดยจะขึ้นได้สามจุดด้วยกัน คือป้ายรถเมล์ริมถนนอังรีดูนังต์ ตรงหน้าโรงภาพยนต์ลิโด้ และป้ายรถเมล์ตรงข้ามห้างมาบุญครอง รับรองว่าไม่เสียเงินสักบาท แถมยังได้รู้ว่า เด็กจุฬาเวลาไปเรียนกันยังไง ความรู้สึกเป็นยังไงด้วยครับ!!

           หรือ 2.ถ้าเป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ก็ตีตั๋วมาเลยครับ สถานีสามย่าน จะมาโผล่ที่จามจุรีสแควร์พอดีเลย ซึ่งก็ติดกับรั้วจุฬาฯ (คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี) นั่นเองครับ เป็นยังไงล่ะครับ มหาวิทยาลัยของเราเดินทางมาสะดวกขนาดนี้ แบบนี้ต้องมาค้นหาตัวเองให้เจอที่งานจุฬาฯวิชาการกันนะครับ และก็ต้องมาเป็นรุ่นน้องของพี่ๆกันให้ได้นะครับ สู้ๆครับ จุฬาฯ เข้าไม่ยากถ้าน้องๆตั้งใจจริง :D


เห็นว่าพี่เป็นพรีเซนเตอร์จุฬาฯ วิชาการครั้งนี้ด้วย ทำยังไงถึงได้เป็นเหรอครับ
พี่ปังปัง : ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าไม่อยากให้มองว่าพวกเราเป็นพรีเซนเตอร์ของจุฬาฯวิชาการ เพราะจริงๆ แล้วพวกเราเป็นกลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกจากคณาจารย์ หัวหน้าคณะจัดงานจุฬาฯวิชาการระดับนิสิตและองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พี่เหนือ : โดยในการคัดเลือกรอบแรกจะเป็นการทดสอบปฏิญาณไหวพริบในการตอบคำถามทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษรวมถึงบุคลิกภาพโดยรวม ทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าส่วนในรอบสองก็จะเป็นการวัดความรู้เกี่ยวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความคิดสร้างสรรค์ทั้งในการตอบคำถามข้อเขียนและในการสัมภาษณ์เดี่ยว และในรอบสุดท้ายเป็นการแสดงความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอกิจกรรมกลุ่มรวมไปถึงไหวพริบในการตอบคำถาม(สดๆ)บนเวทีอีกด้วยค่ะ


ซุ้ม หรือสถานที่ในจุฬาฯวิชาการที่เด็ก ม.6 ต้องไปดูให้ได้
พี่หลิว : สำหรับพี่นะคะ ในจุฬาฯวิชาการ ที่อยากให้น้องๆม.6 โดยเฉพาะสายวิทย์มาดูกันมากๆ ก็คือ บริเวณข้างๆหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองวิทยาศาสตร์ สุขภาพนั่นเองค่ะ โดยเมืองของพี่เป็นเมืองที่ประกอบด้วย 8 คณะและ 3 วิทยาลัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคณะแพทย์ศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ สัตวแพทย์ศาสตร์ สหเวชศาสตร์ จิตวิทยา วิทยาศาสตร์การกีฬา และพยาบาลศาสตร์ เป็นต้นค่ะ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

            แต่น้องๆสายศิลป์อย่าเพิ่งน้อยใจไปนะคะ เพราะถึงแม้เมืองพี่จะดูเป็นทางวิทย์แล้ว แต่พี่มั่นใจว่า น้องๆก็สามารถได้ประโยชน์ ความรู้และความบันเทิงกลับไปแน่นอนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบสมรรถภาพทางกายฟรี เรียนรู้วิธีการทำตำรับครีมบำรุงผิวและโยเกิร์ต และการเตรียมพร้อมเวลาเกิดไฟไหม้หรือน้ำท่วม เป็นต้นค่ะ นอกจากนี้คณะต่างๆ จะมีการจัดแนะแนวหลักสูตรของคณะตัวเอง รวมถึงชีวิตการเรียนและชีวิตการทำงานหลังจบไปแล้ว พร้อมมีพี่ในคณะนั้นๆคอยให้คำปรึกษาน้องได้ตลอด พี่มั่นใจว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การตัดสินใจเลือกคณะของน้องตรงกับความต้องการของน้องได้มากที่สุดเลยค่ะ แล้วพบกันที่เมืองวิทยาศาสตร์สุขภาพนะคะ


พี่ตุ๊กติ๊ก : ถ้าน้องๆ เข้ามาในงานแล้ว สิ่งที่พลาดไม่ได้เลยคือ ซุ้มจุฬาฯโอชา ที่รวบรวมร้านอาหารที่ขึ้นชื่อในจุฬาฯมากมาย มาไว้ที่เดียว ทั้งข้าวเหนียวไก่ทอดอักษร ไอติมบัญชี น้ำปั่นครุ สําหรับคนที่ชอบชิมพลาดไม่ได้เลยนะ หรือหากเข้ามาในเมืองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็พลาดไม่ได้เลยที่จะแวะเข้าไปที่คณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีการจําลองสถานการณ์ภัยพิบัติ ให้น้องๆ ได้ศึกษาเรียนรู้ ทั้งยังได้รับความเพลิดเพลิน สนุกสนานอีกด้วยค่ะ

พี่ยีนส์ : สำหรับพี่ต้องที่เมืองมนุษยศาสตร์เลยครับ มีแสดงนิทรรศการ”การผลิต Video Art” เป็นการนำเสนอว่าสาขาวิชาของทั้ง 3คณะในเมืองพี่นั้น(คณะอักษรศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะศิลปกรรมมศาสตร์) สามารถนำมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ผ่านทางหนังสั้นชิ้นนี้ โดยจะแจกแจงให้น้องๆเห็นถึงความสำคัญของทั้ง 3 คณะ ว่าทุกคณะนั้น มีความสำคัญ และหน้าที่แตกต่างกัน แต่สามารถนำมารวมกันสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าได้ ซึ่งแนวความคิดนี้ สามารถให้น้องที่มาชมงานได้มีแนวความคิดที่เปิดกว้างมากขึ้น มีมุมมองทางความคิดใหม่ๆมากขึ้น น้องๆ จึงไม่ควรพลาด แล้วพบกันนะคะ

พี่ต้น : นอกจากในสามเมืองที่กล่าวมาแล้ว ในเมืองสังคมศาสตร์ มีการให้ความรู้ที่น่าสนใจซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวของน้องๆ เช่น เรื่อง ASEAN ที่เราคนไทยควรรู้และให้ความสำคัญอย่างมาก หรือโครงการของคณะนิติศาสตร์ที่จะมีการเสวนาในหัวข้อต่างๆ หัวข้อที่น่าสนใจ ก็อย่างเช่น “social network เราใกล้กันหรือเราใกล้ภัย” แค่ชื่อหัวข้อเรื่องก็น่าสนใจแล้วอย่าลืมมาฟังรายละเอียดเด็ดๆ อีกมากมายได้ที่ เมืองสังคมศาสตร์นะครับ


สุดท้ายนี้ อยากให้ฝากกำลังใจให้น้องๆ ที่อยากเรียนจุฬาฯ หน่อยครับ
พี่ฝ้าย : สำหรับน้องๆที่กำลังไล่ตามความฝันอยู่นะคะ พี่เชื่อว่าน้องๆทุกคนตั้งใจและขยันกันอยู่แล้ว แต่บางครั้งขณะที่อ่านหนังสือ น้องอาจเหนื่อยหรือท้อบ้าง พี่จะบอกว่าในช่วงเวลาแบบนี้ กำลังใจจากคนใกล้ตัวเป็นสิ่งที่สำคัญมากจริงๆ อยากให้น้องๆลองหากำลังใจจากคนที่เรารัก เช่น คุณพ่อคุณแม่ และนำมาเป็นแรงผลักดันให้เรามีความมุ่งมั่นในการอ่านหนังสือ พี่เองใช้วิธีนี้ตอนช่วงเอนทรานซ์และก็ผ่านมาได้ พี่ว่าทุกๆคนย่อมมีช่วงที่อารมณ์ท้อบ้าง แต่อย่าให้อารมณ์ท้อมาฉุดให้เราไปไม่ถึงฝัน คิดซะว่าอนาคตที่ดีกำลังรอน้องๆอยู่ พวกพี่เป็นกำลังใจให้น้องๆทุกคนนะคะ

พี่โจอี้ : สุดท้าย สำหรับน้องๆ ที่อยากเข้ามาเรียนต่อในรั้วจามจุรี อย่างพวกพี่ ก็ไม่ยากเลยครับ ขอเพียงแค่น้องๆตั้งใจอ่านหนังสือ ตั้งใจทำโจทย์ ให้เวลากับมัน social network หรือการเล่นเกมอาจจะต้องลดลงไปบ้าง แล้วก็ที่สำคัญนะครับ ถ้าน้องๆได้มาร่วมงานจุฬาฯวิชาการนี้ น้องๆอาจจะได้รู้ตัวตนของน้องๆจริงๆก็ได้ ว่าจริงๆแล้วเราอยากเรียนอะไร ซึ่งถ้าน้องๆรู้แบบนั้น แล้วก็สามารถที่จะทุ่มเวลาให้กับวิชาที่น้องจำเป็นจะต้องใช้ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องอ่านทุกอย่าง ถ้าเป็นแบบนี้ น้องๆอาจจะไม่ได้เรียนตามที่ตัวเองอยากจะเรียน สู้ๆนะครับน้องๆ พี่เชื่อว่าทุกคนทำได้ครับ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานจุฬาฯวิชาการครั้งที่ 14 นี้ ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/chulavichakarn55 หรือ www.chulavichakarn2555.com
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยินดีต้อนรับน้องๆเสมอ แค่เพียงตั้งใจจริง สู้ๆนะ : )

            เอาล่ะได้ข้อมูลในการไปงาน "จุฬาวิชาการครั้งที่ 14" กันแล้ว ใครไปวันไหนหากเจอ พี่ลาเต้ ก็มาทักทายกันได้นะคร้าบ พี่จะเนียนแต่งชุด ม.ปลายไปล่ะ อิอิ



ใครเล่นทวิตเตอร์มา Follow ตามข่าวรับตรงแอดมิชชั่นจากพี่ได้นะ @lataedekd

พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

18 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด