วัสดีค่าน้องๆ.... เดี๋ยวนี้หันซ้ายหันขวามองไปทางไหนก็มีแต่คนออกไปทานข้าวนอกบ้านกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ ร้านอาหาร ภัตตาคาร หรือในโรงแรม แน่นอนว่ากินข้าวนอกบ้านสะดวก รวดเร็ว เลือกกินอะไรก็ได้ตามใจชอบ แถมไม่ต้องมาเป็นซินเดอเรล่านั่งล้างจานอีก แต่ความสบายก็ต้องแลกกับข้อเสียที่ตามมา คือ เราไม่มีทางรู้เลยว่าเค้าจะเอาอะไรมาให้เรากินบ้าง

            เพื่อความอร่อยสุดๆ ประทับใจไปถึงชาติหน้า แน่นอนว่าหนึ่งในเครื่องปรุงที่จะเสกความอร่อยมาได้นั่นก็คือ ผงปีศาจสีขาว หรือ ผงชูรส นั่นเอง แทบจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำอาหารเลยทีเดียว มีนักวิชาการบางท่านได้บอกไว้ว่าปริมาณที่เหมาะสมของการใช้ผงชูรส คือ ประมาณปลายช้อนเท่านั้น แต่เท่าที่เคยเห็นแม่ครัวส่วนใหญ่ก็ตวัดกันเป็นช้อนๆ แน่นอนว่าหากกินเรื่อยๆ สะสมไปในระยะยาวเป็นอันตรายแน่นอน

             ผงชูรส คือ สารเคมีชนิดหนึ่ง ชื่อว่า โมโนโซเดียมกลูตาเมท (MSG) รูปร่างภายนอกเป็นผงผลึกสีขาว ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น โดยโมโมโซเดียมกลูตาเมทเป็นเกลือของกรดกลูตามิก ซึ่งกรดอะมิโนชนิดนี้ก็เป็นองค์ประกอบที่อยู่ในโปรตีนทั่วไปทั้งจากพืชและสัตว์

            จุดเริ่มต้นของ "ผงชูรส" มาจากประเทศญี่ปุ่นค่ะ เกิดจากการค้นพบรสชาติที่สกัดได้จากสาหร่ายทะเล เรียกว่ารสอูมามิ หรือ รสอร่อย ซึ่งค้นพบมาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มมีการผลิตผงชูรสในระบบอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่ในภายหลังได้เปลี่ยนทั้งวัตถุดิบและวิธีการผลิต ปัจจุบันผงชูรสผลิตจากแป้งมันสำปะหลัง ผ่านกระบวนการทางเคมีหลายขั้นตอนทั้งหมักและใช้สารเคมีหลายตัว เพราะฉะนั้นกินเข้าไปมากๆ เป็นอันตรายแน่นอน(ถึงแม้ว่าส่วนประกอบหลักจะมาจากธรรมชาติก็เถอะ)

           
แล้วผงชูรสช่วยให้อาหารอร่อยขึ้นจริงหรือ?
            จริงๆ แล้วผงชูรสไม่ได้ช่วยให้อาหารอร่อยขึ้นเลยค่ะ เพราะผงชูรสไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีคุณค่าทางสารอาหาร และไม่มีรสชาติเป็นของตัวเอง เหมือนน้ำปลา น้ำตาล แต่ที่เรารู้สึกอร่อยขึ้นเพราะ คุณสมบัติของมันจะไปกระตุ้นประสาทในปากและลำคอ กระตุ้นต่อมรับรสที่ลิ้นให้ขยายตัวจึงรับรสได้ไวกว่าปกติ เวลากินจะช่วยให้รสต่างๆ ค้างอยู่ในปากนานขึ้นกว่าเดิม เราจะรู้สึกว่ารสชาติมันกลมกล่อมขึ้นนั่นเอง
            การรับผงชูรสเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป ส่งผลเสียหลายอย่างเลยนะคะ ในระยะสั้นที่เห็นผลได้ทันทีก็คือ จะรู้สึกลิ้นชา หิวน้ำมากๆ อาการนี้เกิดขึ้นได้บ่อยๆ แต่หากเกิดแพ้หรือกินมากเกินไปจนที่ร่างกายจะรับได้ก็ยังมีอาการอื่นๆ อีก เช่น ร้อนที่หน้า แน่นหน้าอก ปวดหัว อยากอาเจียน มีผื่นขึ้น หรือไมเกรนขึ้นได้เลยทีเดียว อาการหนักเบาแล้วแต่คนค่ะ


           นอกจากนี้ยังส่งผลเสียต่อระบบประสาทส่วนอื่นๆ ในร่างกายยกเซ็ตเลยค่ะ ไล่ตั้งแต่ระบบสมอง ระบบควบคุมน้ำตาล ระบบสมดุล เคยมีการทดลองในหนูเพื่อตรวจสอบอันตรายจากผงชูรส พบว่าถ้าให้ผงชูรสในปริมาณมาก คือ 1 กรัม/ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะทำลายสมองของหนู 100% โหดร้ายมาก แต่ถ้าปริมาณผงชูรสลดลงเหลือ 0.5 สมองจะถูกทำลายครึ่งนึง และถ้าลดลงเหลือ 0.25 จะไม่มีผลกระทบใดๆ เกิดขึ้น ส่วนความเชื่อที่ว่ากินแล้วผมร่วงยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการนะคะ เดาว่าอาจจะเป็นแค่ความเชื่อเท่านั้น (นี่ขนาดผงชูรสแท้นะเนี่ย ถ้าเป็นผงชูรสปลอมโทษจะขนาดไหน!!)


           เห็นโทษแบบนี้แล้วก็นึกขยาดผงชูรสอยู่เหมือนกัน แต่ในชีวิตประจำวันเราเลี่ยงค่อนข้างยากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอาหารตามร้านต่างๆ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็มี ขนมก็มี  เพราะฉะนั้นทางเลี่ยงง่ายที่สุดคือ ถ้ามีโอกาสก็ลองทำกับข้าวทานเองที่บ้าน แล้วลองไม่ใส่ผงชูรสดูบ้าง เชื่อว่ารสชาติคงไม่ต่างกันมากหรอกค่ะ ของแบบนี้มันอยู่ที่ฝีมือของเรา ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่มาทานอาหารที่อาจจะไม่อร่อยที่สุด แต่ปลอดภัยที่สุดกันดูนะคะ :)

  

เด็กดีดอทคอม :: ว้าว!! เครื่องตรวจจับรอยยิ้ม...แบบนี้ก็มีด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

www.pharm.su.ac.th, www.doctor.or.th,
http://hungryheart.org, http://io9.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจในหมวดวิทย์จี๊ดสุดๆ

เด็กดีดอทคอม :: แนวคิดสุดเก๋!! ซองเครื่องปรุงกินได้ ไม่ต้องแกะ


พี่มิ้นท์
พี่มิ้นท์ - Columnist พี่สาวใจเย็น ผู้เกิดมาในแอดมิชชั่นยุคแรก แต่เข้าใจ TCAS มากกว่า

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

33 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กะพ้อ Member 3 ม.ค. 56 13:23 น. 17
อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง ไม่ได้ช่วยเพิ่มรสชาติแต่ทำให้ลิ้นเราได้รับรู้รสชาติมากขึ้นนี่เอง อ่าๆๆ

ขอบคุณมากค่ะ
0
กำลังโหลด
MMC2536 Member 3 ม.ค. 56 14:38 น. 18
ก้อนซุป ผงซุป ส่วนใหญ่มี พวก รสดี คนอร์ มีแน่นอน แต่มันมักจะไม่ได้บอกว่ามีผงชูรสผสมอยู่ แต่จะบอกว่าใช้โมโนโซเดียมกลูตาเมต เป็นวัตถุปรุงแต่งอาหาร
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ปาฏิหาริย์ Member 4 ม.ค. 56 14:28 น. 20
หนีไม่พ้นจริงๆ อย่างน้อยก็ในขนมที่เราชอบกิน

แม้จะรับรู้ว่ามันเป็นขนมขยะ แต่ก็เลิกกินไม่ได้
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด