สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเรื่องพายุสุริยะมาแรงมากๆ เพราะมีข่าวแพร่กันปากต่อปากว่าเมื่อเกิดพายุสุริยะแล้วจะส่งผลกับคนบนโลก เช่น ทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังบ้างล่ะ ระบบอินเทอร์เน็ตล่มบ้างล่ะ แถมพวกการติดต่อสื่อสารทุกอย่างก็จะเกิดความเสียหายด้วย

            จุดเริ่มต้นมาจากองค์การนาซ่าได้เปิดเผยข้อมูลสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์เป็นภาพและคลิปวีดีโอขณะเกิดการพ่นมวล(ประจุไฟฟ้าพลังงานสูงหรือที่เรียกว่า “พลาสมา”) ขนาดใหญ่ออกมาจากพื้นผิวดวงอาทิตย์ เมื่อคืนวันที่ 23 ม.ค. 2556 ซึ่งประจุไฟฟ้าพลังงานสูงเหล่านั้นมีทิศทางพุ่งมายังโลก ด้วยความเร็วประมาณ 375 ไมล์/วินาที ก็เลยเกิดความวิตกว่ามันจะพุ่งมาทำอันตรายแก่โลก แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ
            ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา รองศาสตรจารย์บุญรักษา สุนทรธรรม ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้ออกมาย้ำว่า พายุสุริยะไม่สามารถทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งปลูกสร้างบนโลกได้ จะกระทบแค่เพียงระบบการสื่อสาร จีพีเอส และดาวเทียมเท่านั้น

ภาพดวงอาทิตย์ปล่อยมวลโคโรนา ที่องค์การนาซ่าถ่ายไว้เมื่อวันที่  23 มกราคม 2556

             พายุสุริยะ เป็นการระเบิดรุนแรงของผิวดวงอาทิตย์ ทำให้มีเปลวก๊าซร้อนที่เกิดจากการระเบิดพุ่งออกมาสู่ระบบสุริยะ หรือที่เราเรียกว่า การปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์ (Coronal Mass Ejection) ความน่ากลัวของมันคือ สามารถพุ่งได้เป็นล้านล้านกิโลเมตรเลย แต่อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เพราะโดยปกติบนดวงอาทิตย์ก็มีปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว ถ้าเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ขยัน หรือ Solar Maximum จะมีการพ่นมวลออกมามากถึง 2-3 ก้อนต่อวันเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นช่วงดวงอาทิตย์ซบเซา หรือ Solar Minimum อาจมีเพียงเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ก้อน

            นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องอีกด้วย ซึ่งอธิบายตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ได้ตามนี้ค่ะ
           
ดวงอาทิตย์เป็นก้อนแก๊สขนาดใหญ่มีปฏิกิริยาภายในเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear  Fusion) ที่บริเวณผิวของดวงอาทิตย์ นอกจากจะมีอุณหภูมิสูงมากแล้วก็ยังมีปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ปรากฏการณ์การลุกจ้า (Solar Flare) ปรากฏการณ์การเกิดจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ปรากฏการณ์ปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์ (Coronal mass Ejection :CME) เป็นต้น ปรากฏการณ์ทั้งหมดเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น

            ส่วนการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์ กลุ่มมวลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะอยู่ในรูป “พลาสมา” หรือสถานะที่อะตอมของธาตุอยู่ในสภาพเป็นไอออนเป็นประจุไฟฟ้าพลังงานสูง หากมีการระเบิดที่รุนแรงขึ้นจนทำให้กลุ่มพลาสมาเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงมาก เราเรียกกลุ่มพลาสมาเหล่านี้ว่า พายุสุริยะ (Solar Storm) การปลดปล่อยมวลจนทำให้เกิดพายุสุริยะจะมีความสัมพันธ์วัฏจักรของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีวงจรประมาณ 11 ปี เมื่อดวงอาทิตย์มีจุดบนดวงอาทิตย์จำนวนมาก (Solar Maximum) สนามแม่เหล็กบริเวณดังกล่าวก็เกิดความปั่นป่วน มีการสะสมพลังงานมากขึ้นจนถึงจุดวิกฤตทำให้เส้นแรงแม่เหล็กที่บิดพันกันเป็นเกลียวขาดออกจากกันและเกิดการปลดปล่อยมวลออกสู่อวกาศ ในทุกทิศทุกทาง ซึ่งความเร็วและรุนแรงของกลุ่มประจุไฟฟ้าพลังงานสูงจะขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงในการระเบิดหรือการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์เอง

        
ทิศทางของกลุ่มพลาสมาพลังงานสูงหรือพายุสุริยะ เคยพุ่งมายังโลกของเราหรือไม่ ?
               จากประวัติการบันทึกของนักวิทยาศาสตร์ โลกของเราเคยปะทะกับกลุ่มพลาสมาหรือพายุสุริยะที่รุนแรงที่สุดมาแล้วหลายครั้งเลยค่ะ(ช่วงหลังก็ได้ยินข่าวถี่ขึ้นเรื่อยๆ) แม้ว่าพายุสุริยะจะมีความรุนแรงและเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม ผลกระทบที่เกิดก็เกิดขึ้นกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบการสื่อสารเท่านั้น ไม่เคยส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกเลย อีกอย่างน้องๆ สบายใจได้เลยว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แะเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นในสมัยใหม่ ถูกสร้างขึ้นเพื่อตรวจจับประจุไฟฟ้าพลังงานสูงเหล่านี้อยู่แล้ว และจะมีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ก่อนที่จะเคลื่อนที่มาถึงโลกของเราเพื่อเตรียมพร้อมต่อการรับมือเสมอ

         ถ้าประจุไฟฟ้าเดินทางมาถึงโลก จะเกิดอะไรขึ้น?
               ถึงจะยืนยันมั่นเหมาะว่าไม่เป็นอันตราย แต่เท่าที่ดูรูปและคลิปก็อดกลัวไม่ได้ใช่มั้ยล่ะคะ เพราะมันน่ากลัวจริงๆ ซึ่งรองศาตราจารย์บุญรักษา  สุนทรธรรม ได้ย้ำอีกรอบว่าพายุสุริยะไม่สามารถทำอันตรายแก่สิ่งมีชีวิตและสิ่งปลูกสร้างบนโลกได้ เพราะโลกของเรามีสนามแม่เหล็กเป็นเกราะป้องกัน เมื่อประจุไฟฟ้าพลังงานสูงหรือพลาสมานั้นเดินทางมาถึงโลกมันจะเคลื่อนตัวไปตามแนวเส้นแรงของสนามแม่เหล็กโลกแล้วพุ่งไปยังชั้นบรรยากาศของโลกและอนุภาคเหล่านี้จะชนกับอะตอมของแก๊สในชั้นบรรยากาศ อะตอมของแก๊สต่างๆ ก็เกิดการแตกตัวและเปล่งแสงสีสันสวยงามให้เราเห็น นั่นคือ แสงออโรรา (Aurora) หรือแสงเหนือ - ใต้ ที่เรารู้จักนั่นเอง แต่ระยะเวลาในการเกิดอาจจะยาวนานกว่าปกติที่เคยเห็น และประจุเหล่านี้ก็จะมีพลังงานอ่อนลงเรื่อยๆ แสงออโรราก็จะจางลงเรื่อย จนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ


สนามแม่เหล็กของโลกเป็นเกราะคุ้มกันอยู่

    
นี่ก็คือแสงออโรร่านั่นเอง

              สรุปแล้ว ลมพายุสุริยะ หรือ การปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์ ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราค่ะ เพราะฉะนั้นถ้ามีข่าวแบบนี้มาอีกก็ไม่ต้องตระหนกตกใจกันเกินไปนะคะ ลองหาข้อมูลดูก่อนว่าจริงหรือหลอก และที่สำคัญวงการดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในตอนนี้ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติบนโลกรวมไปถึงนอกโลกมากทีเดียว ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ มีการย้ำเตือนกันอยู่แล้วค่ะ
             ทิ้งท้ายด้วยคลิปพายุสุริยะที่เผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์ของนาซ่าค่ะ

เด็กดีดอทคอม :: ว้าว!! เครื่องตรวจจับรอยยิ้ม...แบบนี้ก็มีด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน), www.nasa.gov
เรื่อง เข้าใจ "พายุสุริยะ" ให้ลึกกว่าข่าวในสื่อ,
www.greenlandkid.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจในหมวดวิทย์จี๊ดสุดๆ

พี่มิ้นท์
พี่มิ้นท์ - Columnist พี่สาวใจเย็น ผู้เกิดมาในแอดมิชชั่นยุคแรก แต่เข้าใจ TCAS มากกว่า

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

20 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
วิลยาวิล Member 29 ม.ค. 56 22:16 น. 4
ชอบอ่านค่ะ ขอบคุณค่ะ

รูปอลังการดี 

เวลาพูดถึงพระอาทิตย์ -> จะนึกถึงพลังงานร้อนแรง -> นึกถึงปฏิกิริยาฟิวชัน -> แล้วก็...คิดถึงการรวมร่างกันของโกคูกับเบจิต้า!!!!! // ไม่เกี่ยว!!!!!
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
addddd Member 1 ก.พ. 56 02:26 น. 12
หน้าใส ผิวขาวออร่า กระชับส่วน ลดน้ำหนัก อย่างปลอดภัย มั่นใจ!! ไม่ YO-YO!!!
1. ต้องการลดน้ำหนัก มากกว่า 5 kg ขึ้นไป
2. มีความตั้งใจจริงในการที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง
3. พร้อมที่จะเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับเราเมื่อคุณได้ผลลัพธ์
*****รับรองผลภายใน 30 วัน****
(หากไม่ได้ผลลัพธ์ ยินดีคืนเงิน 100%)
แก้ไขปัญหารูปร่างให้สมส่วน ด้วยวิธีง่ายๆๆๆ
ดูสินค้าหรือขอคำปรึกษาได้ที่
w w w.beautyslimshape.n et
0
กำลังโหลด
Nyx Member 1 ก.พ. 56 16:38 น. 13
เพิ่มเติมครับ  สนามแม่เหล็กของโลกที่ป้องกันพายุสุริยะและรังสีคอสมิกอื่น ๆ นั้น

มีต้นกำเนิดจากการเคลื่อนตัวของโลหะเหลวที่ชั้นแกนโลกนั่นเอง 

และถ้าใครอยากรู้ว่า  หากของเหลวเหล่านั้นหยุดเคลื่อนที่  จะเกิดอะไรขึ้น ?

ก็ต้องกลับไปดูหนังเรื่อง The Core ครับ 
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
tEr 7 ก.พ. 56 16:03 น. 19
ทางนี้จ้า!!! เคล็ดลับลดน้ำหนักเห็นผลได้ ภายใน 1สัปดาห์ควบคุมน้ำหนัก ลดตู๊ดส่วน 5-10 กิโลต่อเดือน (ไม่กลับมาอ้วนอีก) ต้นแขน,ต้นขา,หน้าท้อง,เอว,สะโพก,น่องขา,ต้นขา •ยับยั้งการสร้างไขมันใหม่ สลายไขมันเก่า •เร่งระบบการเผาผลาญในร่างกาย •ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องออกกำลังกายสกัดจากธรรมชาติและวิตามินต่างๆ 100% ไม่มีสารเคมี ไม่มีเอฟเฟค มีวิธีหยุดกิน ไม่Yo Yo! ปลอดภัย มี อย. สคบ. GMPฮาลาล เรายินดีให้คำปรึกษาอย่างถูกวิธี Free!สนใจลดน้ำหนัก w w w.b e a u t y slim sh a pe.n e t
0
กำลังโหลด
Blackcat XIII Member 7 ก.พ. 56 19:11 น. 20
อยากจะบอกว่าเกราะที่ว่านั้น ตอนนี้บางลงจนไม่รู้จะบางยังไงแล้วครับ แล้วถ้ามันรุนแรงมากๆตริงเกราะก็เอาไม่อยู่หรอกครับ แบบเรื่อง โนวลิ่งที่ นิโคลัศเคจเล่นนะครับ เพราะยังไงจนถึงทุกวันนี้มนุษย์ก็ยังไม่สามารถ ต่อกร กับธรรมชาติได้อยู่ดี แล้วยิ่งกับ สิ่งที่ทรงพลังขนาดดวงอาทิตย์ คิดว่า มนุษย์จะสามารถประเมินพลังที่แน่นอนได้เหรอครับ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด