รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตามที่ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำหนดให้ใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือ โอเน็ต ต้องสอบในปีที่จบ ม.6 ครั้งเดียว ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา แต่สำหรับกรณีเด็กที่มีเหตุผลและความจำเป็นอื่น ทำให้ไม่สามารถสอบโอเน็ตในปีที่จบ ม.6 ได้ ตนเห็นว่าควรจะมีทางเลือกอื่นให้เด็กเหล่านี้ แม้ว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ จะเยียวยาด้วยการให้เด็กไปสมัครตรง แต่คณะต่างๆ ที่เปิดรับก็มีจำนวนไม่มาก และอาจไม่ตรงกับความต้องการของเด็กเหล่านี้ ตนจึงได้เสนอว่าควรมีการออกข้อสอบประมวลวิชาขึ้นโดยเฉพาะ อาจวัดความรู้เฉพาะวิชาหรือรวมทุกวิชาก็ได้ เหมือนข้อสอบโทเฟล เพื่อเป็นข้อสอบกลางให้เด็กไม่มีคะแนนโอเน็ต และต้องไปเข้าสอบตรงได้สอบพร้อมกัน โดยมหาวิทยาลัยอาจนำคะแนนสอบดังกล่าว ไปพิจารณาร่วมกับคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูงหรือเอเน็ต หรือเงื่อนไขอื่นๆ
ผมรู้ว่าไม่ใช่เรื่องของผมที่จะมาทำเรื่องนี้ แต่อยากเสนอช่องทางที่เปิดกว้างในการเข้าสู่อุดมศึกษา เพราะปัจจุบันมีเด็กประมาณ 10% หรือประมาณ 5 หมื่นคน ที่เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว และรู้ว่าตนเองไม่ชอบคณะนั้น และต้องการเปลี่ยนคณะ รมช.ศธ. กล่าวและว่า ส่วนกรณีที่ ทปอ.และมหาวิทยาลัยบางแห่งเห็นว่า ระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยต่างๆดีอยู่แล้ว และเด็กก็ไม่ได้แสดงความเดือดร้อนอะไรนั้น ก็เป็นสิทธิของมหาวิทยาลัยในการรับนักศึกษา แต่ตนอยากให้การสอบตรงของสาขาสังคมศาสตร์ แต่ละมหาวิทยาลัยรับตรง มารับร่วมกันเหมือนกลุ่มคณะแพทย์ เพื่อไม่ให้เด็กต้องวิ่งสอบ และเปิดโอกาสให้เด็กย้ายคณะเรียนได้มากขึ้น
ด้าน ดร.กฤษณพงษ์ กีรติกร เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการระบุว่าการใช้ระบบแอดมิชชั่น ใช้คะแนนโอเน็ตและเอเน็ต ทำให้กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ รวมวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยาเข้าไว้ด้วยกัน เป็นการลดความสำคัญของวิชาวิทยาศาสตร์ว่า การวัดผลจาก 8 กลุ่มสาระ ถือเป็นมาตรฐานการวัดผลขั้นต่ำ แต่หากต้องการวัดความถนัดเป็นพิเศษในรายวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ก็สามารถจัดสอบพิเศษเพิ่มได้
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
1 ความคิดเห็น