สวัสดีครับน้องๆชาวเด็กดีทุกคน อาทิตย์ที่ผ่านมา พี่ลาเต้ ได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวเล่นที่ สยามสแควร์มาคับ หมดเงินไปหลายสิบบาทเหมือนกัน แต่นอกจากจะได้ความสุข ความสนุกสนานให้ตัวเองแล้ว  พี่ลาเต้ ก็ไม่ลืมที่จะหาความรู้ดีๆ กลับมาฝากน้องๆชาวเด็กดีเช่นกันครับ  โดยครั้งนี้ พี่ลาเต้ จะพาน้องๆไปพุดคุยกับ คุณครูกวดวิชาภาษาไทยที่เข้าใจเด็กๆ  ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน ครูลิลลี่ นั่นเองครับ ซึ่ง ครูลิลลี่ ก็มีข้อคิดและเกร็ดข้อสอบแอดมิชชั่นดีๆ มาฝากเยอะแยะเลยครับ เอาเป็นว่าไม่ให้เสียเวลา  เราไปพูดคุยกับ ครูลิลลี่ เลยดีกว่าครับ

 

พี่ลาเต้ : ครูลิลลี่มีความคิดเห็น ต่อระบบการสอบแอดมิชชั่น อย่างไรบ้างครับ

ครูลิลลี่ : ครูเห็นด้วยนะค่ะ เพราะครูคิดว่ามันทำให้เด็กต่างจังหวัดมีโอกาสเท่าเทียมกับเด็กในกรุงเทพฯ เพราะที่ผ่านมาจะเห็นว่า เด็กโรงเรียนดังๆที่มีชื่อเสียงจะเก่งมากหรือเก่งน้อยก็ตาม ส่วนใหญ่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ได้มากกว่าเด็กที่เรียนเก่ง หรือกลุ่มหัวกะทิ ตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งครูเห็นว่าระบบแอดมิชชั่นนี้ดีตรงที่ว่าคะแนนครึ่งหนึ่งของการสอบนั้นมาจากการเรียนในชั้นเรียน ไม่ไปทุ่มที่การสอบเพียงครั้งเดียวมากจนเกินไป และระบบใหม่นี้ก็จะเกิดความเสมอภาคของที่นั่งในมหาวิทยาลัย ที่จะแชร์ไปให้สำหรับนักเรียนที่ตั่งใจเรียนทุกคน

 

พี่ลาเต้ : มีน้องๆ หรือลูกศิษย์เข้ามาเล่าหรือปรึกษา เกี่ยวกับระบบการสอบแอดมิชชั่น บ้างไหมครับ

ครูลิลลี่ : มีค่ะ เยอะเลย ส่วนใหญ่ก็จะถามว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง  สอบตรง สอบโควต้าต้องเพิ่มเติมเนื้อหาตรงไหนไหม เพราะบางคณะข้อสอบจะไม่เหมือนกัน บ้างก็ให้เขียนเรียงความ หรือวัดการอ่านอะไรประมาณนี้  ซึ่งบางครั้งก็ต้องมีการติวนอกรอบกันเลย

 

พี่ลาเต้ : ปัญหาส่วนใหญ่เป็นพวกอะไรครับ

ครูลิลลี่ : เด็กๆเมื่ออ่านแล้ว จะคิดวิเคราะห์ไม่ค่อยเป็น ซึ่งครูเองก็พยายามหาบทความ หาประโยคมาเสริมให้เด็กคิดไปเรื่อยๆ เพื่อฝึกตนเอง โดยจะไม่เน้นสอนแต่หลักภาษา วรรณยุกต์  หรือสระ เพียงอย่างเดียว ซึ่งก็ต้องเพิ่มการคิดการวิเคราะห์เนื้อหาไปด้วย เพื่อให้เข้ากับยุคของการสอบระบบใหม่

 

พี่ลาเต้ : งั้น.....ให้ครูลิลลี่ ช่วยบอกแนวข้อสอบแอดมิชชั่นของวิชาภาษาไทยหน่อยครับ

ครูลิลลี่ : ให้อ่านหนังสือพิมพ์ อ่านบทความให้มากขึ้น เวลาดูหนังดูละครก็พยายามที่จะคิดตาม ว่ามันจริงหรือไม่จริง มีเหตุมีผลอย่างไร เพราะข้อสอบระบบใหม่นี้จะมุ่งถามให้เราคิด ให้เราวิเคราะห์ เช่น จุดมุ่งหมายของผู้แต่งเป็นอย่างไร อะไรเป็นสาระสำคัญของเรื่อง ความรู้สึกของกวีตอนนี้เป็นอย่างไร หรือให้วิเคราะห์ความงามในวรรณคดีประมาณนี้  คือเขาจะไม่ถามว่า ขุนแผนกับวันทองได้กันที่ไหน เป็นผัวเมียกันอย่างไร แต่เขาจะถามว่า ขณะที่ขุนแผนกับวันทองได้หนีเข้าไปในป่าเขารู้สึกอย่างไร ซึ่งก็อาจจะมีตัวเลือก คือ รู้สึกทุกข์กาย รู้สึกใจ หรือรู้สึกทุกข์ทรมาน  ซึ่งเด็กๆก็จะต้องตีโจทย์ตีบทความให้แตก

 

พี่ลาเต้ : สุดท้ายนี้อยากให้ครูลิลลี่  ฝากถึง ชาวเด็กดี ที่อาจจะกำลังเตรียมตัวกับการสอบแอดมิชชั่นหน่อยครับ

ครูลิลลี่ : การสอบจะระบบใหม่ หรือระบบเก่า ก็จะมีทั้งอารมณ์เสียใจ และ ดีใจทั้งนั้น แต่ครูจะฝากถึงหนูๆว่า นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ถือซะว่าเป็บแบบทดสอบของชีวิต และที่สำคัญมันไม่ใช่เป็นตัวตัดสินอนาคตของหนูแน่นอน  ทุกวันนี้ตัวครูเองก็ผ่านชีวิตมาเยอะ จนบางครั้งก็ลองกลับไปคิดย้อนดู ก็พบว่าเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น ไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของปัญหาอื่นๆเลย ดังนั้นขอให้หนูๆตั้งใจทำให้เต็มที่ แล้วเชื่อครูว่าผลที่ออกมาจะเป็นที่ถูกใจของหนูๆเองค่ะ

 

เป็นอย่างไรบ้างครับ เต็มอิ่มกันไหมเอ่ย.... กับข้อคิดและเกร็ดความรู้ดีๆ ซึ่งพี่ลาเต้หยิบมาฝากกัน ครั้งหน้าพี่ลาเต้จะพาไปพูดคุย กับใครต้องติดตามนะครับ......รับรองว่าต้องถูกใจแน่ๆครับผม....สำหรับครั้งนี้ พี่ลาเต้ ไปก่อนนะครับ......สวัสดีครับ.....

 

 

 

 

 

พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

7 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
เด็กคอร์สยวก๋วยเตี๋ยวเรือsummer 15 ส.ค. 50 17:31 น. 5
ชอบครูลิลลี่มากมายค่ะ เรียนไปแล้วสามารถนำมาใช้ในการเรียนและการสอบได้ทันตาเห็นเลยคะ จากที่ไม่ชอบภาษาไทยกลับกลายเป็นรักภาษาไทยเลยคะ รักครูมากมายคะคอร์สIntensiveเจอกันคะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด