สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ ทุกวันพฤหัสเช่นเคย สำหรับประสบการณ์ที่นำมาฝากวันนี้เป็นเรื่องที่เริดมากกกกกกๆๆ เพราะเป็นประสบการณ์ที่ได้ไปลองใช้ชีวิตบนเรือที่ล่องผ่านหลายๆ ประเทศในแถบประเทศเพื่อนบ้านเรา แถมยังได้ทำกิจกรรมมากมายด้วยล่ะค่ะ อ่านแล้วรับรองว่าอิจฉาและอยากไปบ้างแน่นอน!!
สวัสดีค่า มารู้จักกันหน่อยน้า ชื่อ "เจ" นะคะ อายุขอเก็บอุบเอาไว้เป็นสมบัติส่วนตัวนะ >///< บอกได้แค่ว่า จบมา 2-3 ปีแล้วจากคณะบัญชี และทำงานอยู่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งค่ะ (ทำงานไม่เกี่ยวกับที่เรียนเล้ยยย แต่ใจมันรักทำไงได้ ^^”) และเพราะอะไรหลายๆ อย่างจึงได้โชคดี ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชน โครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ ปี 2555 (รุ่นที่ 39) ค่ะ
จริงๆ ที่มาสมัครทุนนี้เพราะมีเพื่อนที่รู้จักได้รับคัดเลือกไปเมื่อปี 2554 แล้วเค้าบอกว่ามันเป็นอะไรที่คุ้ม และสนุกมาก ได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และที่สำคัญคือเป็นโครงการที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย หรือจะเรียกง่ายๆ ว่าทุนฟรีนั่นเอง ตอนนั้นเราก็กำลังทำงานหัวฟูอยู่ ได้ยินคำว่าสนุกกับฟรีเนี่ย ตาเป็นประกาย อยากไปขึ้นมาทันใด 555+ พูดง่ายๆ คืออยากจะพักผ่อนว่างั้น ถ้าสนใจโครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ จะเปิดรับสมัครทุกปีช่วงเดือนเมษายน หลังจากกรอกใบสมัครแล้วต้องนำไปส่งด้วยตัวเอง หรือส่งไปรษณีย์ไปที่สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชนผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ หรือเรียกสั้นๆ ว่าสท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการเรือนี้ค่ะ การสมัครคัดเลือกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทบุคคลทั่วไป และ ประเภทบุคคลผู้แทนจังหวัด แต่โดยหลักๆ แล้ว ถ้าคนที่สมัครโครงการนี้ได้ต้องเป็นเยาวชน อายุระหว่าง 18-30 ปี และเป็นโสดทั้งพฤตินัยและนิตินัย??? (ตอนอ่านที่แรก แอบขำออกมาดังๆ อย่าไปซีเรียสกับที่เค้าเขียนมากน้า แค่ยังไม่แต่งงานมีลูกก็พอแล้ว) โดยในแต่ละปี ทางโครงการจะคัดผู้ผ่านการคัดเลือกเยาวชนจากกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศละ 28 คน รวมทั้งหมด 330 คน จาก 11 ประเทศ เพื่อเดินทางร่วมกับเรือและไปแวะเยือนประเทศต่างๆ
ของเจเนี่ย สมัครประเภทบุคคลทั่วไป ซึ่งการสอบคัดเลือกของประเภทนี้จะแบ่งออกเป็น 2 รอบ คือ รอบข้อเขียน และ รอบสัมภาษณ์ สำหรับข้อเขียนจะเป็นการทดสอบ ภาษาอังกฤษ ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับประเทศไทยและอาเซียน (ขอสารภาพว่า ตอนทำข้อสอบแอบไม่มีความรู้เกี่ยวกับอาเซียนเลย - -“) และจะใช้เวลาสอบทั้งหมด 3 ชั่วโมง แบ่งเป็น 4 Part คือ 1. Structure/Grammar 2. Reading Comprehension 3. Translation หรือแปลบทความจากอังกฤษเป็นไทย 4. Essay หรือ เรียงความ |
หลังจากรอบข้อเขียนแล้ว เจก็นั่งลุ้นๆ อยู่สักพัก ผลก็ประกาศว่า ผ่าน !!! เย่ๆ^^/ ทีนี้ก็มาถึงรอบสัมภาษณ์ ที่เค้าลือกันว่าเป็นด่านหินของโครงการ T T จะบอกว่า ก่อนไปสอบก็ไม่ค่อยมีอะไรในหัว เลยต้องไปปรึกษาอากู๋ Google ซะยกใหญ่ อ่านเกี่ยวกับโครงการและข่าวต่างประเทศ (ถึงขนาดโหลด App ข่าวตปท มาอ่าน …. อ่านได้ 3 วันก็เลิก - -“ ตอนนี้ลบทิ้งไปแล้ว เหอๆๆ) แล้วก็ถามเพื่อนที่เคยผ่านโครงการนี้มาเกี่ยวกับแนวการสัมภาษณ์
ขอเพิ่มนิดนึง การสัมภาษณ์โครงการนี้ ไม่เหมือนที่อื่นนะคะ ที่แค่นั่ง ตอบคำถาม เพราะโครงการนี้เค้าจะให้แสดงความสามารถพิเศษด้วย (ตายๆ ไม่มีความสามารถอะไรเล้ยยย T T) ตอนเจไปสัมภาษณ์ เจร้องเพลงกับเล่นอูคุเลเล่ ซึ่งก็ร้องผิดร้องถูกจนกรรมการบอกว่า พอๆ ไม่ต้องร้องแล้ว อับอายมากมาย 555 >///< แล้วมีบอกให้ลองรำให้ดู (ตายๆ x 2 เกิดมาไม่เคยรำ) แต่ไปทำอีท่าไหนไม่รู้ ดันผ่านสัมภาษณ์จนได้> <” 555 ยังงงจนถึงตอนนี้ เลยอยากบอกคนที่สมัครว่า ไม่ต้องเก่งกาจอะไรมาก แค่เป็นตัวของตัวเอง แค่กล้าก็ชนะแล้ว (คุ้นๆ ปะ อิอิ)
พอได้รับคัดเลือกแล้ว ทางโครงการจะให้ไปเข้าค่ายเตรียมตัวก่อนประมาณ 2 อาทิตย์ เพื่อทำความรู้จักเพื่อนๆ และเตรียมตัวก่อนไปขึ้นเรือ ซึ่งช่วงเตรียมตัวเนี่ยเป็นอะไรที่หนักมากเหมือนกัน เพราะโครงการนี้มีจุดประสงค์จริงๆ คือให้เราเป็นตัวแทนเยาวชนไทย ไปเผยแพร่วัฒนธรรมและสานความสัมพันธ์อันดีกับเยาวชนของประเทศในอาเซียนและญี่ปุ่น ไม่ใช่ให้ไปเที่ยวเล่นอย่างเดียวนะจ๊ะ (ซึ่งตอนแรก เจนึกว่าไปเที่ยวอย่างเดียวจริงๆ เข้าใจผิดอย่างแรง!! - -“ ) ดังนั้นจึงต้องเตรียมตัวหนักมาก ทั้งซ้อมการแสดงเพื่อที่จะนำไปแสดงบนเรือ และเตรียมตัวสำหรับกิจกรรมบนเรือต่างๆ
บอกตรงๆ ว่าเหนื่อยมากกก แต่ก็คุ้มมากเพราะนอกจากเราจะได้ประสบการณ์แปลกๆ อย่างการใช้ชีวิตบนเรือแล้ว เรายังได้ไปอยู่โฮมสเตย์อีกตั้ง 6 ประเทศในเวลา 2 เดือน โดยที่ตอนแรกเยาวชนทุกคนจะบินไปที่ญี่ปุ่นเป็นที่แรก เพื่อที่จะไปขึ้นเรือที่ชื่อว่า Fuji Maru ที่โยโกฮาม่า จากนั้นถึงเริ่มนั่งเรือไปตามประเทศต่างๆ ในอาเซียน ซึ่งในแต่ละปีประเทศที่เรือลงจอดก็จะไม่เหมือนกัน อย่างปีของเจ เรือแวะที่เวียดนาม ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และบรูไน ตามลำดับ แล้วถึงย้อนกลับมาที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อนั่งเครื่องบินกลับไปประเทศของตัวเอง
ซึ่งประสบการณ์ที่ได้นั้นหลากหลายมากค่ะ ทั้งประสบการณ์ระหว่างที่อยู่บนเรือ และตอนไปลงเยี่ยมชมในประเทศต่าง อย่างตอนช่วงอยู่บนเรือ เราจะได้อยู่ในห้อง cabin กับ cabin mate ต่างชาติอีก 2 คน เจได้อยู่กับเพื่อนคนลาวและคนบรูไน ที่น่ารักมากๆ อะ สนิทกันมาก ^^ เวลามีเรื่องเศร้าเสียใจ คิดถึงบ้าน ก็มี 2 คนนี้แหละที่มาปลอบ
ส่วนกิจกรรมบนเรือก็เช่น อภิปรายทางวิชาการตามหัวข้อที่กำหนด การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กิจกรรมชมรมต่างๆ และกิจกรรมนันทนาการ เป็นต้น
- กิจกรรมวิชาการ คือ กิจกรรมที่เยาวชนต้องอภิปราย หรือพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในหัวข้อต่างๆ เช่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนจะได้รับหัวข้อที่แตกต่างกัน อย่างเจเนี่ยได้หัวข้อการศึกษา ซึ่งตอนทำกิจกรรมก็ได้นำเสนอให้เพื่อนๆ ชาติอื่นรู้และเข้าใจเกี่ยวกับระบบการศึกษาของเมืองไทย ฟังดูซีเรียสนิดนึง แต่จริงๆ มันไม่ได้จริงจังขนาดนั้นหรอกน้า ออกแนวสนุกด้วยซ้ำ (เหรออ?)
- กิจกรรมแนวนันทนาการ อันนี้ก็จะสนุกหน่อย เพราะมีเล่นเกม เชื่อมความสัมพันธ์กันระหว่างเพื่อนชาติต่างๆ
- กิจกรรมชมรม อันนี้จะออกแนวแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซักหน่อย ซึ่งแต่ละประเทศก็จะจัดชมรมของตัวเองขึ้นมา อย่างประเทศไทย จะเป็นการสอนนวดแผนไทย กิจกรรมนี้จะทำให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมของชาติอื่นๆ มากขึ้น ส่วนเจได้เลือกเข้าชมรมของสิงคโปร์กับญี่ปุ่น ก็จะได้เรียนเกี่ยวกับการทำเครื่องราง Chinese knot ของสิงคโปร์ และได้ลองเขียนอักษรคันจิโดยใช้พู่กัน ของญี่ปุ่น ^^
มาถึงตอนอยู่ที่ลงเยี่ยมชมประเทศต่างๆ บ้างนะ ช่วงนี้จะรวมถึงการพักโฮมสเตย์กับโฮสท์แฟมิลี่ด้วยน้า ซึ่งกิจกรรมที่ทำในช่วงนี้คือการเข้าเยี่ยมบุคคลสำคัญ การทำกิจกรรมกับเยาวชนท้องถิ่น การเยี่ยมชมสถานที่สำคัญ และการพักกับครอบครัวเจ้าภาพ หรือที่เรียกว่าโฮมสเตย์นั่นเอง (ไฮไลท์เลยนะอันนี้)
การไปพักโฮมสเตย์เนี่ย มันแล้วแต่ดวงจริงๆ ว่าจะได้โฮสท์ดีรึเปล่า แต่ส่วนใหญ่ก็จะดีๆ กันทั้งนั้นนะคะ โฮสท์ที่เจไปอยู่แต่ละประเทศก็น่ารักมาก โชคดีจริงๆ อะ ^^ อย่างตอนไปอยู่กับโฮสท์ที่ญี่ปุ่น เป็นคุณป้าที่อายุค่อนข้างเยอะ ชื่อโทมิ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่เค้าพยายามสื่อสารกับเรามาก ดูแล
เทคแคร์ดีสุดๆ จะถามตลอดเลยว่า เอาอะไรไหม แล้วก็พาไปนู่นนี่เยอะมาก ทั้งพาไปกินอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ พาไปออนเซ็น สอนวิธีการชงชาแบบญี่ปุ่น พาไปช้อปปิ้ง จนเจเกรงใจสุดๆ รักเลยอะคนนี้ อิอิ
| ย้อนกลับมาที่บนเรือ .... บนเรือ Fuji Maru มันค่อนข้างแปลกตรงที่มีห้องอาบน้ำรวมในเรือด้วย O_o” (เรียกว่า Grand Bath ค่ะ เหมือนที่เห็นในหนังหรือการ์ตูนญี่ปุ่นอะแหละ) แต่ยังโชคดีแยกชาย หญิง (ก็แน่ละสิ!!!) ตอนแรกเขินมากอะไม่กล้าเข้าไปอาบ คือถ้าไปกับเพื่อนต่างชาติยังพอทำใจได้ แต่ถ้าเป็นคนไทยด้วยกันเนี่ย ม่ายหวายยยนะ แต่มีอยู่วันนึงที่เพื่อนคนไทยชวนไปอาบน้ำด้วยกัน เราก็เออไปก็ไป ตอนแรกเหมือนจะสนุกนะ แต่พอถึงห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเนี่สิ ป๊อดซะงั้น สุดท้ายก็เอาผ้าเช็ดตัวเข้าไปอาบด้วย พอแช่น้ำแล้วถึงค่อย เอาผ้าเช็ดตัวออกไป 555 แบบกว่าจะได้อาบก็ปาไป ครึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว มัวแต่อายกัน >///< ที่นี้เพราะมันอยู่ในเรือไง เรือมันโครงเครงมาก แช่น้ำไป ก็เอนซ้ายขวา เหมือนเล่นสไลเดอร์ อาบน้ำเสร็จเนี่ยแต่ละคนแทบตายยยย เมาคลื่น อาเจียนกันไปตามระเบียบ |
ส่วนอีกเรื่อง อันนี้แอบน่ารักคือ ตอนช่วงโปรแกรมใกล้จบ มีเพื่อนเวียดนามคนนึงที่เราแอบปลื้มอยู่ เค้าก็แอบปลื้มเราเหมือนกันนะ >< ชวนไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า โรแมนติกมั้ยล่ะ >///< แล้วอยู่ๆ เค้าก็ยื่นกระดาษและขวดแก้วให้เรา บอกว่าเขียนอะไรไปในนี้ก็ได้ เสร็จแล้วจะใส่ไว้ในขวดแก้วแล้วจะโยนไปในทะเล เหมือนในนิยายเลยยย 555+ น่ารักฝุดๆ
ส่วนโมเมนท์ซึ้งๆ เคล้าน้ำตา จะเป็นช่วงที่เราต้องบอกลากับโฮสท์แฟมิลี่ ซึ่งเรียกพิธีนี้ว่า Send-off Ceremony โดยที่ตอนเรือกำลังจะออกจากท่าเรือของแต่ละประเทศ จะมีการโยนริบบิ้น โดยที่เราจะจับปลายข้างหนึ่งของริบบิ้นไว้ และโยนให้โฮสท์แฟมิลี่ของเราจับปลายอีกข้าง ทีนี้พอเรือเริ่มออกจากท่า ริบบิ้นมันจะค่อยๆ ตึงขึ้นเรื่อยๆ จนขาด แล้วไม่รู้ทำไมเวลาเรือออกจากท่า ชอบมีการเปิดเพลง บิ้วอารมณ์ แหม…คนยิ่งเศร้าๆอยู่ T T แต่เป็นอะไรที่น่าจดจำมาก แถมตอนโยนริบบิ้นไป เป็นภาพที่สวยมากๆ เลย ทำให้คิดถึงฉากใน titanic ซะงั้น ^^
สำหรับคนที่สนใจโครงการนี้ ถ้าใครสนใจจริงๆ ลองหาข้อมูลดูก่อนน้า แนะนำจริงๆ ค่ะ เพราะสนุกและได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะมาก แต่ก่อนสมัครต้องถามตัวเองก่อนนะคะว่าพอมีเวลาให้กับโครงการหรือเปล่า เพราะทั้งเวลาช่วงเตรียมตัว รวมกับช่วงที่ร่วมโครงการ ก็ปาเข้าไป 2-3 เดือนแล้ว ถ้าสนใจก็ลองสมัครกันดูนะจ๊ะ
กรี๊ดดดดดดดดดด อ่านแล้วสนุกมากๆ เลยค่ะ เป็นโครงการที่ไม่เหมือนใคร แถมได้ไปหลายประเทศ ได้ลองใช้ชีวิตบนเรือด้วย แต่อ่านมาถึงพิธีโยนริบบิ้น นึกภาพตามแล้วแอบเศร้าเลย T^T ถ้าใครอยากได้ประสบการณ์ดีๆ แบบนี้แบบพี่เจ ปีหน้าก็เตรียมตัวสมัครกันได้เลยจ้า
ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันแบบนี้บ้าง ก็ส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com โดยเขียนความยาว 3-4 หน้า (ยาวกว่านั้นก็ได้เผื่อมีเรื่องเล่าเยอะ) และแนบรูปมาด้วย 10 รูป เดี๋ยวนำมาลงแน่นอนจ้า ^^

19 ความคิดเห็น
ปัญหาอยู่ที่ภาษาอังกฤษ พองูๆ ปลาๆๅ ถึงขั้นย่ำแย่