/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

เตือนใจจากรุ่นพี่!! ที่เกือบเสียคน ..จนมาติดหมอ!! []

วิว

     น้องๆ ชาว Dek-D.com คนไหนไม่เคยทำผิดพลาดบ้างคะ? ประมาณว่าชีวิตเป๊ะทุกอย่าง เพอร์เฟ็กต์ตลอด พี่แนนว่า หากยากมากๆ อย่างน้อยต้องมีสักครั้งหล่ะนะ ไม่งั้นดูเหมือนไม่ใช่คนธรรมดายังไงไม่รู้ค่ะ ฮ่าๆ

     ยิ่งวัยนี้ของน้องๆ เป็นวัยที่เรียกว่า พร้อมที่จะเรียนรู้ทุกสิ่ง เลยมีเรื่องนู้นเรื่องนี้เข้ามาให้เราได้สัมผัส ทั้งเรื่องดีบ้างไม่ดีบ้าง ประหลาดประหลาดๆ บ้าง อยู่ที่เราเลือกที่จะรับอะไรเข้ามาบ้าง แต่ก็มีบ้างที่เราอาจจะผิดพลาด หรือไขว้เขวไป 

     อย่างเรื่องวันนี้ที่พี่แนนจะนำมาให้น้องๆ ได้อ่านกัน เป็นเรื่องของพี่คนหนึ่งค่ะ ที่จะสอนให้น้องๆ รู้ถึงคำว่า "เรียนรู้จากความผิดพลาด" ก็คือพี่ชายใจดี "พี่สุ่ย" วรฤทธิ์ เชี่ยวชาญศิลป์ นิสิตแพทย์ชั้นปี 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่จะมาเล่าถึงช่วงชีวิตหนึ่ง ที่เกเรมากๆๆ โดดเรียน ติดเกมส์ติดยา การเรียนแย่ ทำแม่ร้องไห้ แต่ทำยังไงถึงเปลี่ยนใจ ปรับตัวใหม่จนสอบติดหมอได้ ลองมาฟังกันเลยค่ะ!!


     พี่แนน : ทักทาย แนะนำตัวเองสักนิดจ้า ^_^

     พี่สุ่ย : สวัสดีครับน้องๆ พี่ชื่อ วรฤทธิ์ เชี่ยวชาญศิลป์ หรือ พี่สุ่ย นะครับ ตอนนี้พี่เรียนอยู่ปี 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ครับ

     พี่แนน : ตอนเรียนมัธยม เรียนที่ไหน ยังไงบ้างคะ? 

     พี่สุ่ย : ผมเรียนชั้น ม.1-6 ที่โรงเรียนบางกะปิครับ  ชีวิตผมกระท่อนกระแท่นตั้งแต่ช่วง ม. ต้นครับ เพราะว่าติดเพื่อน ติดเกมส์ ติดบุหรี่ ติดสุรา การพนัน (โอ้โฮ : พี่แนน) โดดเรียนไม่ไปโรงเรียน ช่วงนั้นลองผิดลองถูกไปเยอะครับ

       พอขึ้นมา ม.ปลาย ก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับครับ ช่วงนั้นผมก็เริ่มทำกิจกรรมเยอะขึ้นจนกลายเป็นเด็กกิจกรรมของโรงเรียนไปเลย อาจารย์หลายท่านก็ให้โอกาส คอยอบรบสั่งสอนและเตือนสติเราไม่ให้กลับไปลู่ทางนั้นอีก แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือแม่ครับ ตอนนั้นตั้งใจจะทำเพื่อแม่อย่างเดียว เพราะว่า ม.ต้นทำวีรกรรมไว้เยอะ แม่เสียใจมากครับ กลัวแม่จะเสียใจอะไรแบบนั้นอีก ก็เลยกลับตัวกลับใจได้ครับ (เหมือนโจรเลยเนอะ ! )



     พี่แนน : แล้วชีวิต ก้าวไปสู่คำว่า "เด็กเกเร" ได้ยังไง แล้ววีรกรรมเราขนาดไหน?

     พี่สุ่ย : ผมมาอยู่ ม.ต้น แบบไม่มีเพื่อนอะครับ ก็เลยได้เพื่อนกลุ่มใหม่หมดเลย ทีนี้ด้วยความที่เราก็อยากรู้อยากลอง พอมีเพื่อนในกลุ่มดูดบุหรี่ กินเหล้า เราก็อยากลองมั่ง ก็เลยลองทุกอย่างในตอนนั้นเลยครับ ทั้งบุหรี่ เหล้า การพนัน หนักสุดก็กัญชาครับ ช่วงนั้นเรียนไม่เป็นอันเรียนครับ เพราะ ว่าเรียนไม่รู้เรื่องแล้ว สมองคิดแต่ว่าตอนเย็นจะไปทำอะไรดี จะเที่ยวไหน จะไปกินเหล้าบ้านใคร

"เวลาที่บ้านถามไปไหนมา เราก็บอกไปทำรายงานบ้าง ทำการบ้านบ้าง โกหกไปวันๆ เคยเอากัญชาไปดูดในห้องน้ำโรงเรียน ตอนนั้นรู้ตัวว่าอยากรู้อยากลอง"
   
     บางวันก็โดดเรียนไปนั่งอยู่ร้านเกมส์บ้าง บ้านเพื่อนบ้าง อาทิตย์นึงเข้าเรียนอยู่ 2-3 วัน วันไหนเข้าโรงเรียนก็ไม่ค่อยได้เข้าเรียน ตกเย็นไปบ้านเพื่อนส่วนใหญ่ก็นั่งกินเหล้า สูบบุหรี่ แล้วค่อยกลับบ้าน ถึงบ้านก็ประมาณ 4-5 ทุ่มตลอด เวลาที่บ้านถามไปไหนมาเราก็บอกไปทำรายงานบ้าง ทำการบ้านบ้าง โกหกไปวันๆ เคยเอากัญชาไปดูดในห้องน้ำของโรงเรียน ตอนนั้นรู้ตัวว่าอยากรู้อยากลองว่าเป็นยังไงเพราะไม่เคยลอง  ตอนนั้นชีวิตผมมองทุกอย่าง เป็นเรื่องเล่นๆไปหมด



     พี่แนน : การเรียนของเราตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง

     พี่สุ่ย : จากวีรกรรมที่โชกโชนและเชี่ยวชาญ ผลลัพธ์ทางการเรียนก็เดาไม่ยากครับ  ผลการเรียนไม่ค่อยดีครับ แต่ก็ยังพอประทังอยู่บ้าง เพราะโชคดีที่คะแนนส่วนใหญ่มาจากคะแนนเก็บจากงาน ถึงผมจะโดดเรียนก็จริง แต่ผมก็พยายามทำงานส่งๆ ไปให้มันครบๆ ให้มันมีคะแนนบ้าง (ยังคิดได้เนอะ ! 555 ) จบ ม.3 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3 ต้น ๆ (ไม่แน่ใจครับ) แต่เกรดของผมไม่สามารถเอาไปยื่นเรียน วิทย์ - คณิต และ ศิลป์ - คำนวณ ได้ครับ เรียนได้แต่ ศิลป์ - ภาษา อย่างเดียว ( ความมันส์มันก็อยู่ที่ตรงนี้ละ !!!! ) (มันส์ยังไงละเนี่ย อยากรู้!! - พี่แนน)



     พี่แนน : จุดพีคสำคัญอะไรทำให้เราคิดได้ว่า "เฮ่ย เราต้องเลิกเป็นแบบนี้"

     พี่สุ่ย : จุคพีคสำคัญที่สุด เกิดจากผู้หญิงที่ผมรักที่สุดครับ ก็คือแม่  เพราะมันเกิดจากมีวันนึงแม่จับได้ว่าผมโดดเรียนไปอยู่ร้านเกมส์ เกิดมาไม่เคยเห็นแม่ร้องไห้ครับ พอเห็นเท่านั้นหละ เหมือนตัวชาไปหมดทั้งตัวเลยครับ แม่ด่า แม่สอนอะไรมาแทบไม่รู้เรื่อง เพราะ ช็อคมาก รู้ตัวเองเลยว่าทำให้แม่เสียใจแล้ว

     ตั้งแต่นั้นมาผมกับแม่ก็เหมือนมาตั้งข้อตกลงกันว่าต้องกลับบ้านไม่เกินกี่ทุ่ม แม่จะคอยโทรเช็คตลอดว่าเข้าเรียนรึเปล่า ไปเรียนมั้ย อยู่ไหน ตอนนั้นอิสระหายไปพอสมควรครับ แต่ว่าก็ยังข้องเกี่ยวกับอบายมุกอยู่บ้างนะ แต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อน (แหน่ะ ! ยังไม่สำนึกกกกกก !! ) แล้วก็เหมือนกลับมาโฟกัสที่การเรียนมากขึ้น ( มากขึ้นนิดนึง )

"เกิดมาไม่เคยเห็นแม่ร้องไห้ครับ พอเห็นเท่านั้นหละ เหมือนตัวชาไปหมดทั้งตัวเลย "
     อาจจะดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่บอกเลยว่ามันเป็นการค่อยๆปรับตัว ไปในด้านที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนดอกบัวใต้โคลนตมที่มันค่อยๆโผล่พ้นขึ้นสู่ผิวน้ำแหละครับ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบหักดิบอะไรขนาดนั้น

     




     แต่จุดที่เรียกว่ามันสำนึกได้จริงๆ คือตอนเราเข้าวิทย์-คณิตฯไม่ได้เนี่ยละครับ เพราะ เราเองฝันอยากเป็นหมอมาตั้งแต่เด็ก ๆ พอรู้ตัวว่าเรียนสายวิทย์ไม่ได้นี่เหมือนความฝันมันพังทลายลงมาเลย เพราะ ไม่ได้เรียนสายวิทย์ก็คงไปเรียนหมอไม่ได้ ตอนนั้นกระเสือกกระสนหาที่เรียน และ หาช่องทางที่จะให้ตัวเองได้เรียนสายวิทย์ แม่เป็นธุระจัดการให้ทุกอย่าง พาผมไปพบอาจารย์  ไปขอร้อง เรียกว่าถ้าจะให้กราบได้เพื่อให้เข้าเรียนก็คงทำ เพราะ เกรดแบบนี้โรงเรียนอื่นก็คงไม่รับ สุดท้ายก็ได้อาจารย์ท่านนึงเมตตาอนุเคราะห์ ช่วยให้ผมเข้าเรียนสายวิทย์ได้สำเร็จ

     พี่แนน : หลังจากเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่ ชีวิตเราเป็นยังไงบ้างจากนั้น?

     พี่สุ่ย : พอเข้ามาเรียน ม. ปลายสายวิทย์-คณิตฯได้สำเร็จ ผมให้สัญญากับตัวเองว่าจะต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเราอุตสาห์ได้เข้ามาเรียนแล้ว ให้คำสัญญากับแม่ ให้คำสัญญากับอาจารย์ กับครอบครัวไว้ อย่าทำให้เขาผิดหวัง  แต่พอเข้ามาเรียนจริงๆ เหมือนมันก็ต้องปรับตัวใหม่อีกครั้งนึง เพราะว่าเราเป็นเพียงคนเดียวของห้องตอน ม.ต้นที่มาเรียนสายนี้ ตอนนั้นไม่มีเพื่อนก็เลยยังคบเพื่อน ม.ต้นกลุ่มเดิมอยู่ ยังมีแว๊บไปแว๊บมาบ้างเกี่ยวกับอบายมุข แต่ถ้าเทียบกับตอน ม.ต้นนี่ถือว่าน้อยลงมากๆ

     การเรียนผมก็มาโฟกัสมากขึ้นเยอะ หาที่เรียนพิเศษลงเรียนในวิชาต่างๆ พอเริ่มรู้จักเพื่อนในห้องก็เริ่มขาดการติดต่อกับเพื่อนกลุ่มเดิม จนในที่สุดผมก็หยุดและเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ ( ส่วนเบียร์จะดื่มเฉพาะงานสังสรรค์เท่านั้นครับ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ดื่ม)


     สุดท้ายทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้นครับ ผมทำคะแนนและเกรดอยู่ในระดับต้นๆ ของห้องตลอด ไม่ที่ 1 ก็ที่ 2 เป็นเด็กกิจกรรมที่ช่วยเหลืองานในห้อง ของหมวดวิชาต่างๆ และของโรงเรียน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ผมสนิทกับอาจารย์หลายๆ ท่าน และรู้จักพี่ๆ น้องๆ มากมายในโรงเรียน เรียกว่า พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว แม่ก็ดูดีใจ และเบาใจในตัวผมขึ้นเยอะเลย 


     พี่แนน : แล้วมาคิดว่า อยากจะเรียน "หมอ" ตอนไหน?

     พี่สุ่ย : ผมฝันอยากเป็นหมอตั้งแต่เล็กๆ แล้วครับ ตั้งแต่ ป.1 อาจจะเป็นเพราะว่าตอนเด็กมีโรคประจำตัวคือโรคหอบ ต้องเข้าคลีนิคหรือโรงพยาบาลพบแพทย์บ่อย ก็เลยอาจมีความรู้สึกผูกพันธ์ตรงนี้ด้วย อีกทั้งมันก็เป็นอาชีพที่ผมว่าทำแล้วมีความสุขนะ ทุกๆ วันได้ตื่นมาทำบุญโดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากเลย เป็นอาชีพที่ทำแล้วได้บุญทุกวัน แล้วพอโตมาจนถึงม.ปลายก็นึกไม่ออกว่าถ้าไม่ได้เรียนหมอจะไปเรียนอะไรได้ (ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ได้เก่งอะไรมากเมื่อเทียบกับห้องคิง คือ ห้องวิทย์ผมเป็นห้องบ๊วยครับ ) มันก็เลยทำให้เราโฟกัสอยู่กับคณะแพทยศาสตร์อยู่ตลอดเวลาครับ


     พี่แนน : กว่าจะติดหมอ เห็นว่าถึงกับตัดสินใจดรอปเรียน 1 ปี ?

     พี่สุ่ย : คือผมสอบหมอตอนจบ ม.6 ไม่ติดครับ ด้วยความที่ตัวเองมีพื้นฐานจาก ม.ต้นไม่ค่อยดี เตรียมตัวอ่านสอบก็น้อย โจทย์ก็ไม่ได้ทำ มันก็คงไม่แปลกอะไรที่จะพลาดครับ แต่ในเมื่อมันพลาดผมก็มองว่า โอเค ไม่เป็นไร เริ่มใหม่ นับหนึ่งใหม่ก็ได้ ผมก็เลยตัดสินใจดรอปอยู่บ้านอ่านหนังสือเป็นเวลา 1 ปีเต็ม


"ช่วงนั้นเป็นช่วงที่โดนสารพัดคำพูด คำดูถูก เสียดสี มากระทบกระทั่งเข้าหูให้ได้ยินเกือบทุกวัน แต่ก็ไม่ตอบโต้อะไร ได้แต่เก็บคำพูดพวกนั้นมาเป็นแรงผลักให้ตัวเองต้องทำให้สำเร็จให้ได้"
     ผมเริ่มอ่านตั้งแต่วันที่ประกาศผลนั่นแหละ ผมบอกแม่ว่ายังไงก็ต้องทำให้ได้ ผมไปหาซื้อหนังสือ ม.ต้น ในวิชาที่ตัวเองไม่แน่นพื้นฐานมาอ่าน มาฝึกทำ แล้วก็ค่อยไล่ระดับไปอ่านของ ม.ปลาย ที่ใช้อ่านสอบ ผมลงเรียนพิเศษวิชาเคมีวิชาเดียวครับ ส่วนวิชาอื่นๆ ผมหาซื้อหนังสือมาอ่านเองหมด เหมือนทุกอย่างเริ่มจากศูนย์จริงๆ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่โดนสารพัดคำพูด คำดูถูก เสียดสี มากระทบกระทั่งเข้าหูให้ได้ยินเกือบทุกวัน แต่ก็ไม่ตอบโต้อะไร ได้แต่เก็บคำพูดพวกนั้นมาเป็นแรงผลักให้ตัวเองต้องทำให้สำเร็จให้ได้

     ตอนนั้นคิดว่ายังไงก็ต้องให้ติดปีนี้ เพราะเหมือนเราเอาเวลา 1 ปีของเราเป็นเดิมพันไว้ จากคนอ่านหนังสือวันนึงไม่ถึง 10 นาที กลายมาเป็นคนอ่านหนังสือวันนึงเป็น 10 ชั่วโมง โจทย์ผมทำเป็นพันๆข้อในแต่ละวิชา สู้ยิบตา ใครจะว่ายังไงไม่สน เพราะ ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว พอสุดท้ายประกาศผล ผมก็สอบติด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ครับ

     พี่แนน : มองชีวิตเราที่ผ่านมา (เกือบจะเสียคน) จนมาถึงทุกวันนี้ (ได้เรียนหมอเชียวนะ!) ยังไงบ้าง ?

     พี่สุ่ย : ผมว่าผมคุ้มนะ คือผมรู้สึกว่าชีวิตผมมันไม่ได้ผ่านอะไรมาแค่ด้านเดียวไง เราไม่ได้ผ่านด้านดีๆ มาอย่างเดียว แต่เราผ่านทั้งด้านที่ดีและไม่ดี สิ่งที่ไม่ดีเราก็รู้แล้วว่าเป็นยังไง ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตผมมาไม่ว่ามันจะดีหรือร้ายผมว่ามันมีคุณค่าในตัวมันนะ เพราะสุดท้ายมันก็เป็นประสบการณ์ที่จะทำให้เราสามารถนำมาปรับใช้ในการดำรงชีวิตต่อไปได้ คือถ้าให้ย้อนกลับไปได้ถามว่าผมจะยังทำตัวแบบนั้นมั้ย ผมก็บอกว่าผมยังคงทำนะ เพราะ ผมรู้สึกว่าเพราะเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนั่นแหละ ที่ทำให้ผมมีทุกวันนี้ ผมว่าคนเราโตได้ด้วยความผิดพลาดครับ




     พี่แนน : เห็นน้องเขียนเรื่องในเว็บไซต์ Dek-D เรื่อง "จากเด็กเกเร . . . สู่ฝันวันติดหมอ " ฟี้ดแบคเป็นยังไงบ้าง (รู้สึกยังไงบ้างเพราะคนเข้ามาอ่านเรื่องที่เราเขียนเยอะมากๆ)

     พี่สุ่ย : ตอนแรกที่เขียนไม่นึกว่ากระแสตอบรับจะดีขนาดนั้นครับ คิดว่าอย่างมากก็คงมีไม่ถึงจำนวนหลักหมื่นที่เข้ามาอ่าน แต่พออัพไปได้ไม่กี่วันจำนวนคนดูก็มากขึ้นเรื่อยๆ มีคอมเมนต์ต่างๆ มากมายที่แสดงถึงความสนใจ มันก็ทำให้ผมอัพบล็อคต่อไปเรื่อยๆ ทำไปทำมามันก็รู้สึกว่า การถ่ายทอดชีวิตของเราให้คนอื่นฟัง ถึงแม้มันอาจจะมีมุมที่ไม่ดีบ้าง แต่มันก็สามารถสร้างประโยชน์ได้ จากการเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ๆ หรือ เป็นข้อคิดให้กับคนอื่นๆได้



     พี่แนน : ในฐานะที่ผ่านช่วงชีวิตนั้นมา อยากบอกหรือฝากอะไรถึงน้องๆ Dek-D.com บ้าง

     พี่สุ่ย : พี่เชื่อเสมอว่าคนเราไม่ว่าจะเกิดมาชาติพันธุ์ใด เพศไหน ผิวสีอะไร ยากดีมีจนขนาดไหน ถ้าตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้ครับ พี่ก็อยากให้น้องที่มีความฝัน อยากให้น้องเดินต่อไปและทำให้มันเป็นจริงครับ อย่าท้อแท้ อย่าพึ่งหมดกำลังใจ เกิดมาทั้งที ถ้าเอาดีไม่ได้ให้มันรู้ไปครับ บนโลกนี้ “ ไม่มีอะไรหนีพ้นความพยายาม”


     "สุดท้ายนี้พี่อยากฝากไว้คือ พ่อแม่เวลาจะทำอะไรท่านจะนึกถึงเราอยู่เสมอ ดังนั้นไม่ว่าน้องจะทำอะไรก็ตามจงนึกถึงพ่อแม่ นึกถึงความรู้สึกท่าน ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ด่าลูกเพราะเกลียดลูกหรอกครับ มีแต่ลูกนั่นแหละที่ด่าท่านเพราะเกลียดท่านจริงๆ เหนือสิ่งอื่นใดความกตัญญูจะเป็นเครื่องหมายนำพาเราไปสู่ความเจริญครับ โชคดีนะครับน้องๆ"


     หากใครอยากรู้จัก หรืออ่านเรื่องราวชีวิตของพี่สุ่ยเพิ่ม ก็เข้าไปอ่านกันได้ที่คอลัมน์ Writter ของเว็บ Dek-D.com เรื่อง "จากเด็กเกเร . . . สู่ฝันวันติดหมอ" (คลิกที่นี่) พี่สุ่ยมีเรื่องราวดีๆ มาแชร์ พร้อมพูดคุยตอบคำถามให้น้องๆ ทุกคนเลยจ้า

     น้องๆ Dek-D.com คนไหน ที่อาจจะกำลังประสบปัญหาเหมือนพี่สุ่ย มีไขว้เขวไปในทางไม่ดี พี่แนนขอบอกว่า ยังมีโอกาสเสมอที่จะกลับมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ดูได้จากพี่สุ่ย ที่มีกำลังใจและเข้มแข็ง ที่จะไม่หันกลับไปในสิ่งที่ผิด แล้วมุ่งมั่นทำความฝันที่แสนจะยาก เช่น การเป็นหมอ และถึงแม้จะไม่สำเร็จในครั้งแรก ก็ยังแน่วแน่จนทำได้สำเร็จ!!

     

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nan

พี่แนน - ผู้เขียน

พี่ใหญ่ฝ่ายกิจกรรมด้านการศึกษา และฝ่ายดูแลสุขภาพจิตของน้องๆ ในทีมให้เป็นปกติ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#ติดเกมส์ #แพทย์ มศว #วรฤทธิ์ เชี่ยวชาญศิลป์ #หมอ มศว #มศว

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?