ใกล้เข้ามาแล้วววว การสอบ O-NET สนามสอบที่ใหญ่ที่สุดของเด็ก ม.6 มีกำหนดสอบ 15-16 ก.พ.นี้ แต่น้องๆ เชื่อมั้ยว่าถึงจะเป็นสนามสอบใหญ่แค่ไหน แต่ก็มีคนโดดสอบทุกปี บางคนก็ตั้งใจเต็มที่...หมายถึงตั้งใจเข้าไปหลับนะคะ!! เพราะคิดว่า O-NET ไม่สำคัญ ถ้าสอบตรงติดก็ไม่ใช้แล้ว หรือคนที่คิดว่าไปสอบ O-NET แบบขำๆ แล้วเอาจริง GAT PAT ดีกว่าก็มีอยู่เยอะทีเดียว
อ่ะแฮ่มๆ พี่มิ้นท์ อยากเตือนว่าคนที่กำลังคิดแบบนี้อยู่ ระวังให้ดีนะคะ O-NET สำคัญกว่าที่คิดแน่นอน และวันนี้พี่มิ้นท์จะมาย้ำถึงความสำคัญต่างๆ ที่ว่ามา จะได้ไม่เข้าไปสอบแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ให้เสียเวลา และแอบหวังลึกๆ ว่าทำให้หลายคนเกิดแรงฮึดอ่านหนังสือขึ้นมาบ้าง
เป็นเรื่องระวังที่ต้องบอกน้องๆ เป็นข้อแรก หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการสอบ O-NET เด็ก ม.6 ทุกคนต้องสอบและสอบได้ครั้งเดียวในชีวิต หมายความว่า ถ้าสอบปีนี้ไปแล้ว ปีหน้าจะมาขอสอบใหม่ไม่ได้อีก ได้คะแนนดีหรือแย่ก็จะเป็นคะแนนที่ติดตัวเราไปตลอดชีวิตเลยค่ะ
อย่าลืมว่าอะไรก็ไม่แน่นอน วันนี้น้องๆ อาจสอบเข้าคณะในฝันได้แล้ว แต่เรียนจริงๆ กลับไม่เป็นอย่างที่คิดจนอยากออกมาแอดมิชชั่นใหม่อีกรอบ(ซิ่ว) น้องๆ ก็จะต้องใช้คะแนน O-NET เดิมที่มีอยู่ ดังนั้นถ้าคะแนนเดิมแย่ ก็จะส่งผลถึงคะแนนแอดมิชชั่นของน้องๆ ด้วยค่ะ
สำหรับคนที่โดดสอบบางคาบ ทำให้สอบไม่ครบทั้ง 8 วิชา ข่าวร้ายคือ ขาดสอบไปแล้วเท่ากับขาดสอบไปเลย ตามสอบวิชาที่ขาดไม่ได้แล้ว T^T เท่ากับว่ามีคะแนนอยู่แค่นั้น ส่วนคนที่ไม่ได้เข้าสอบเลย ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าทาง สทศ.จะอนุญาตให้สอบหรือเปล่า เพราะปกติโรงเรียนเป็นผู้สมัครตอนที่เราอยู่ ม.6 เอาเป็นว่าถ้าอยากสอบคงต้องไปเจรจากับ สทศ.กันเอาเองล่ะจ้า
จำให้ขึ้นใจเลยว่าแอดมิชชั่นกลางทุกคณะ ทุกสาขาวิชา ใช้ผลคะแนน O-NET เป็นองค์ประกอบถึง 30% (โดยกำหนดให้วิชาภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มีน้ำหนักวิชาละ 5% ส่วนวิชาสุขศึกษา พลศึกษาและการงานอาชีพและเทคโนโลยี 3 วิชานี้รวมกันอีก 5%) ใครที่ไม่มีคะแนน O-NET พูดได้เต็มปากเลยว่าหมดสิทธิ์แอดมิชชั่นเพราะคุณสมบัติไม่ครบค่ะ ดังนั้น O-NET สนามนี้ทำให้เต็มที่ 30% นี้ถ้าได้คะแนนดีพอ อาจทำให้คะแนนเราทิ้งห่างเพื่อนๆ ได้หลายช่วงตัวเลย
ข้อนี้เด็ก กสพท. รู้ซึ้งดี เพราะต่อให้สอบผ่าน 7 วิชาสามัญและวิชาเฉพาะแพทย์มาแล้วก็ยังไม่ได้หมายความว่าสอบติด 100% เพราะยังต้องมาเจอด่าน O-NET 60% หมายความว่าจะผ่านไปเรียนแพทย์หรือทันตแพทย์ได้จริงๆ จะต้องมีคะแนน O-NET ไม่ต่ำกว่า 60% ด้วย หลายคนบอกว่าเกณฑ์นี้โหดกว่าเอามาเป็นสัดส่วนค่าน้ำหนักอีก และหลายคนได้คะแนนวิชาเฉพาะดีมาก แต่ดันมาพลาด O-NET ไม่ผ่าน 60% ก็ถือว่าไม่ผ่านเลยนะคะ ถ้าอยากสอบหมอใหม่ก็ต้องไปสอบเอาใหม่ปีหน้าเลย
วัตถุประสงค์หลักๆ ของ O-NET ไม่ได้มีเพื่อใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเดียวนะจ๊ะ จริงๆ แล้ว O-NET เป็นข้อสอบที่ใช้วัดระดับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย และใช้ประเมินโรงเรียนด้วย หากสังเกตจะเห็นว่าหลังประกาศผล O-NET จะมีสถิติการสอบ O-NET ของโรงเรียนออกมา ถ้าปีไหนค่าเฉลี่ย O-NET ของโรงเรียนสูงขึ้น คุณครูในโรงเรียนก็ยิ้มหน้าบานได้เลย แต่ถ้าคะแนนออกมาแย่กว่าปีก่อนๆ ทางโรงเรียนก็คงยิ้มไม่ออกและต้องเร่งทำอะไรซักอย่างเพื่อให้ค่าเฉลี่ย O-NET เพิ่มขึ้นในรุ่นต่อไป
สรุปคือ O-NET เป็นคะแนนสะท้อนคุณภาพโรงเรียน ถ้าอยากให้โรงเรียนผ่านเกณฑ์ ได้คะแนนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของจังหวัด ก็ต้องเริ่มจากตัวน้องๆ ตั้งใจทำคะแนนดีๆ โรงเรียนจะได้คะแนนดีๆ ตามไปด้วยค่ะ แค่นี้ก็หน้าบานทั้งครูทั้งนักเรียนแล้วล่ะ
แอดมิชชั่นกลางมีรายละเอียดยุบยิบๆ เต็มไปหมด หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องการกำหนดคะแนน O-NET ขั้นต่ำ เช่น กำหนดไว้ว่าต้องได้ O-NET Eng ขั้นต่ำ 30% หมายความว่าจะต้องมีคะแนนวิชาภาษาอังกฤษอย่างน้อย 30 คะแนนถึงจะสมัครได้ เรื่องนี้พี่มิ้นท์ต้องหยิบมาเตือนกันหน่อย เพราะกว่าน้องๆ จะรู้ว่าคณะไหนกำหนดบ้างก็ต้องรอให้หนังสือระเบียบการออกมาก่อน ดังนั้นเตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ อ่านหนังสือและเข้าไปสอบให้เต็มที่ เอาให้เกิน 40 ทุกวิชาจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องคะแนนขั้นต่ำ(ส่วนใหญ่จะกำหนดที่ 30%)
ขอสปอยด์นิดนึง จะมีอยู่คณะนึงที่กำหนดคะแนนขั้นต่ำไว้โหดมากๆๆๆๆ ทุกปี นั่นก็คือ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ เค้ากำหนดคะแนนโอเน็ทวิชาภาษาอังกฤษไว้ที่ 75 คะแนนเลยค่ะ (คนที่สอบติดได้สงสัยได้ Eng เฉียดร้อยกันทุกคนแหงมๆ)
ถ้าเทียบข้อสอบกัน 3 ฉบับ ระหว่าง GAT PAT, 7 วิชาสามัญและ O-NET พูดได้เต็มปากเลยว่า O-NET เป็นข้อสอบที่ง่ายที่สุด ทำเร็วที่สุด ออกตรงหลักสูตรที่สุด มึนๆ เข้าไปนั่งทำก็ได้แล้ว 10-20 คะแนน แถมยังเป็นการสอบที่มีน้ำหนักในแอดมิชชั่นกลางถึง 30% ฉะนั้นโอกาสทำคะแนนแอดมิชชั่นหรูๆ มาอยู่ตรงหน้า ไม่รีบคว้าไว้คุณแม่จะไม่ปลื้มเอานะคะ
เรื่องเล่าจากรุ่นพี่หลายๆ รุ่น บางคนได้คะแนน GAT PAT ย่ำแย่มาก จะแก้ตัวก็ไม่ทันแล้วเลยไปเร่งมือกับ O-NET แทน สุดท้ายก็แอดมิชชั่นติดได้ด้วยคะแนน O-NET นี่แหละค่ะ
เป็นยังไงบ้างคะ เห็นรุ่นพี่พูดถึงแต่ข้อสอบ O-NET แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงความสำคัญของ O-NET เลย ได้อ่านแบบนี้เข้าไปสะดุ้งกันบ้างรึเปล่านะ ประมาณว่าเกิดมา 18 ปีเพิ่งมารู้ก็วันนี้นี่แหละ 5555 ดังนั้น ต่อให้ใครติดรับตรงไปแล้ว ก็ควรตั้งใจสอบ O-NET ไว้ด้วย คะแนน O-NET ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะวันนี้พรุ่งนี้ แต่ในอนาคตก็ยังใช้ประโยชน์อีกได้ หรือไม่อย่างน้อยที่สุดก็ได้ทำประโยชน์ให้กับโรงเรียนนะ
ปิดท้าย พี่มิ้นท์ขอเอาใจน้องๆ ที่อยากตั้งใจสอบ O-NET แล้ว ด้วยเทคนิคการตัดช้อยส์ข้อสอบ O-NET วิชาภาษาอังกฤษจากติวเตอร์ชื่อดัง พี่แนน Enconcept ค่ะ (อ้างอิงจากหนังสือแอดมิชชั่นขั้นเทพ อัพเดท 2557 หน้า 227)
ปิดท้าย พี่มิ้นท์ขอเอาใจน้องๆ ที่อยากตั้งใจสอบ O-NET แล้ว ด้วยเทคนิคการตัดช้อยส์ข้อสอบ O-NET วิชาภาษาอังกฤษจากติวเตอร์ชื่อดัง พี่แนน Enconcept ค่ะ (อ้างอิงจากหนังสือแอดมิชชั่นขั้นเทพ อัพเดท 2557 หน้า 227)



.jpg)

สู้ๆกันทุกคน^^
เครียดดกับการสอบครั้งนี้ ครูติวเป็นตายเลยย ~~~~~~
18 ความคิดเห็น
กสพท...60% ทำร้ายกันชัดๆ
ihv'qsh
ดีนะ ศิลปศาสตร์ มธ. ไม่ได้อยากเรียน อังกฤษ ไม่งั้น ตายยเลย
กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด



สู้ๆนะทุกคน