สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com วันนี้ พี่พิซซ่า ได้ข้อมูลใหม่ล่าสุดจากเว็บข่าวธุรกิจชื่อดัง BusinessNewsDaily มาฝากเรื่องเมืองที่ทำงานแล้วมีความสุขมากที่สุดและน้อยที่สุดในสหรัฐอเมริกาค่ะ เอามาเป็นอีกตัวช่วยในการเลือกงานของเราชาว Work & Travel ใครที่สนใจจะไปปีหน้าก็เตรียมตัวได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2014 ที่ผ่านมา BusinessNewsDaily ได้ตีพิมพ์บทความเรื่องการจัดอันดับ 10 เมืองที่ทำงานแล้วมีความสุขมากที่สุด และ 10 เมืองที่ทำงานแล้วมีความสุขน้อยที่สุดในสหรัฐอเมริกาค่ะ ถึงแม้ว่าจะเน้นไปที่ชีวิตคนทำงานจริงๆ ที่นั่น ไม่ใช่นักศึกษาทำงานช่วงปิดเทอมอย่างพวกเรา แต่พี่ก็เอาผลการจัดอันดับและวิธีประเมินผลไปสืบค้นเพิ่มเติมมาแล้วพบว่ามันก็ไม่ต่างกับงานที่น้องๆ ต้องไปทำมากนัก อันที่จริงเพื่อนร่วมงานที่น้องๆ จะไปเจอก็คือคนทำงานประจำจริงๆ ที่นั่นเหมือนในผลสำรวจเลย พี่ก็เลยนำผลการจัดอันดับนี้มาประยุกต์ให้น้องๆ ได้ใช้เป็นอีกหนึ่งเกณฑ์สำหรับพิจารณาเลือกเมืองที่จะไปทำงานค่ะ

San Jose, California
ปัจจัยที่ใช้วัดความสุข
1. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยกันเองเป็นเหตุผลสำคัญอันดับต้นๆ เลยไม่ว่าเราจะไปทำงานที่ไหน เพราะตัวงานทำให้เราเหนื่อยได้แค่กาย แต่คนในที่ทำงานต่างหากที่ทำให้เราเหนื่อยใจ และจะเป็นตัวตัดสินว่าเราจะไหวรึเปล่า เมืองที่ติดอันดับดีๆ จะมีคะแนนในหัวข้อนี้สูงมาก นั่นคือแม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่ถ้าเพื่อนร่วมงานน่ารักนิสัยดีมีน้ำใจ เราก็ทำงานต่อได้แบบเหนื่อยแต่มีความสุข

San Francisco, California
2. วัฒนธรรมองค์กร
เมืองที่ติดอันดับมีความสุขคือเมืองที่มีบริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรแบบยุติธรรมและเห็นค่าในตัวพนักงานทุกคนเป็นจำนวนมากค่ะ วัฒนธรรมองค์กรก็คือระบบภายในขององค์กรนั้นๆ ซึ่งระบบที่ดีคือต้องยุติธรรมกับทุกๆ คน ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่ยึดติดกับระบบอาวุโสมากเกินไปและไม่ก้าวร้าวมากเกินไปเช่นกัน เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นและเป็นตัวของตัวเองแบบกลมกลืนกับกฎระเบียบที่ทำงาน ยิ่งถ้าเป็นกรณีของเด็กเวิร์คด้วยล่ะก็ การได้เจอที่ทำงานแบบนี้ถือเป็นสวรรค์เลยค่ะ ส่วนมากที่เคยเจอกันมาคือเขามักไม่ฟังเสียงของเราเพราะเขาถือว่าเรามาแล้วก็ไปเลยช่างหัวเราอยู่บ่อยๆ ซึ่งถ้าโดนมองข้ามแบบนี้ล่ะก็เสียสุขภาพจิตได้ง่ายๆ เลยนะคะ
3. ความมั่นคงของบริษัท
ข้อนี้เด็กเวิร์คอาจไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก เพราะกว่าจะได้รับคัดเลือกมาเป็นนายจ้าง นายจ้างของเราก็โดนตรวจสอบมาหลายขั้นตอนอยู่เหมือนกัน กิจการจึงไม่น่าจะเจ๊งในขณะที่เราทำงานอยู่พอดี แต่พี่ก็อยากให้น้องๆ ลองเช็คความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของบริษัทนั้นก่อนด้วย ดูว่าเคยมีการร้องเรียนอะไรบ้างมั้ย

San Diego, California
4. ค่าตอบแทนที่เหมาะสม
ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ $7.25 ต่อชั่วโมงค่ะ ส่วนกรณีพิเศษที่ไม่ได้ให้เท่านี้สามารถตามไปอ่านได้ในบทความตอนก่อนที่เป็นเรื่องของค่าแรงโดยเฉพาะเลย จะได้รู้สึกมั่นใจกับการเลือกงานมากขึ้น และจะได้วางแผนการบริหารการใช้เงินขณะอยู่ที่นั่นไว้แต่เนิ่นๆ ได้เลย ซึ่งเมืองที่ติดอันดับนี้ก็เป็นเมืองที่ให้ค่าจ้างพอเหมาะกับค่าครองชีพ
5. อื่นๆ อีกมากมาย

| 10 อันดับเมืองที่ทำงานแล้ว มีความสุขมากที่สุด |
10 อันดับเมืองที่ทำงานแล้ว มีความสุขน้อยที่สุด |
1. San Jose, California |
1. Cincinnati, Ohio |
| 2. San Francisco, California | 2. Orlando, Florida ยกเว้นทำงานในดิสนีย์ |
| 3. San Diego, California | 3. Indianapolis, Indiana |
| 4. Washington, D.C. | 4. Denver, Colorado |
| 5. Las Vegas, Nevada | 5. Pittsburgh, Pennsylvania |
| 6. Salt Lake City, | 6. Tampa, Florida |
| 7. Houston, Texas | 7. Columbus, Ohio |
| 8. Boston, Massachusetts | 8. Sacramento, California |
| 9. Philadelphia, Pennsylvania | 9. Miami, Florida |
| 10. Charlotte, North Carolina | 10. Arlington, Texas |
ทีนี้งานเข้าล่ะสิ มาตั้ง 10 เมือง ^__^ พี่ก็เลยทำเกมทายใจมาช่วยเลือกอีกทีค่ะว่าจาก 10 เมืองที่มีความสุขในการทำงานเนี่ย เราเหมาะกับเมืองไหน ได้ผลยังไงบอกกันด้วยนะ
สุดท้ายนี้ก็ขอย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นเพียงการจัดอันดับโดยพิจารณาแบบรวมๆ ซึ่งหลายคนที่เคยไปเมืองที่มีความสุขมาอาจจะบอกว่าไม่เห็นสุขเลย หรือคนที่ไปเมืองในตารางด้านขวามาก็อาจจะบอกว่ามีความสุขมากๆ เลยก็ได้เช่นกันค่ะ ฉะนั้นนอกเหนือจากผลสำรวจแล้ว ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ที่เคยไปมาก่อนก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญมากๆ และน้องๆ ก็สามารถแบ่งปันให้เพื่อนๆ หรือรุ่นน้องได้ทราบแบบฟรีๆ ในพื้นที่ด้านล่างนี้เลยนะคะ ^^
ข้อมูลและภาพจาก
http://www.businessnewsdaily.com/5905-happiest-and-unhappiest-cities-for-workers.html
en.wikipedia.org







23 ความคิดเห็น
ได้ความรู้สุดๆ เลยค่ะ อ่านแล้วอยากไปทำงานที่อเมริกาเลย
ถ้าได้ไปอยู่จริงก็ดีน่ะสิ... ได้แต่หวัง ฮาๆๆๆ
แต่... อยู่ที่ไหนก็สุขใจไม่เท่า อยู่บ้านเรา (เนอะ)
Washington, D.C.
เมืองหลวงของประเทศใหญ่ขนาดนี้แน่นอนว่าต้องเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษา แถมมีวิถีชีวิตก้าวหน้าที่ควรเรียนรู้อีกด้วย คนชอบเรียนรู้และคิดเรื่องความสำเร็จในอนาคตอย่างเธอมาที่นี่แล้วรับรองว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มซะอีก
ถ้าได้ไปจริงๆก็ดีสิเอิ๊กๆ
Boston, Massachusetts
เพราะบอสตันเป็นเขตอาณานิคมยุคแรกๆ เมืองนี้จึงเต็มไปด้วยตระกูลเก่าแก่เช่นตระกูลประธานาธิบดี Adams, Franklin, Coolidge, Kennedy และ Bush คนชอบความสมบูรณ์แบบอย่างเธอไม่ควรพลาดเลยนะ
โอ๊ะ อยากไปเหมือนกันนะ บอสตัน แต่ไม่มีในแพลนอ่ะ ขากลับสต็อปซานฟรานแทน
Charlotte, North Carolina
ชาร์ล็อตต์เป็นเสมือนแบบจำลองย่อส่วนของ New York City เพราะเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ใหญ่รองลงมาเลย คนที่ชอบไลฟ์สไตล์เมืองใหญ่แบบเธอน่าจะชอบที่นี่ แถมค่าครองชีพยังต่ำกว่านิวยอร์กใช้ได้เลยด้วยนะ
ก็น่าไปอยู่นะ
California
3 อันดับแรกต่างก็เป็นเมืองในรัฐแคลิฟอร์เนียทั้ง San Jose, San Francisco และ San Diego ถ้าคนที่ชอบสายลมและแสงแดดอย่างเธอได้ไปทำงานที่นี่ก็คงจะฟินมากเลยเนอะ เธอคงได้ไปโต้คลื่นหรือเดินเจอดาราบ้างแหละ
อ๊ากกก ฟิน!

ได้ไป Washington D.C. ค่ะ
อยากไปแคลิฟอร์เนีย
เยี่ยมชมบ้านเกิดของ Avenged sevenfold
ถ้าได้ไปอยากไป Hawaii เพราะดูสนุก แล้วก็สดชื่นดี อีกที่คือ California เพราะอยากตามรอยคิมทัน
Salt Lake City. Utah
ชื่อเมืองก็บอกอยู่แล้วว่าที่นี่ติดทะเลสาบ ฉะนั้นคนชอบธรรมชาติหรือคนที่ชอบใช้ชีวิตชิลล์ๆ ไม่รีบเร่งอะไรมากอย่างเธอจึงเหมาะมาทำงานที่นี่ บรรยากาศเมืองกรุงกับชานเมืองห่างกันแค่พริบตาเดียวเอง ถ้าไม่ชอบความวุ่นวายก็ต้องที่นี่แหละ
ชักอยากไปบ้างแล้วอ่า
ว้าววว
น่าสนใจ อยากไปซักเมือง อะไรก็ได้
ดีใจแทนบอสตันค่ะ ^_^
ทำไมมีแต่อเมริกา?? ไม่มีทวีปยุโรปเลยหรอ?? เหมือนลำเอียงเบาๆแหะ 5555555555
Salt Lake City. Utah
ชื่อเมืองก็บอกอยู่แล้วว่าที่นี่ติดทะเลสาบ ฉะนั้นคนชอบธรรมชาติหรือคนที่ชอบใช้ชีวิตชิลล์ๆ ไม่รีบเร่งอะไรมากอย่างเธอจึงเหมาะมาทำงานที่นี่ บรรยากาศเมืองกรุงกับชานเมืองห่างกันแค่พริบตาเดียวเอง ถ้าไม่ชอบความวุ่นวายก็ต้องที่นี่แหละ