สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D คริสต์มาสปีนี้ ลุงซานต้าทำเอาช็อคกันเลย อยู่ดีๆ ก็ประกาศคะแนน GAT PAT 1/58 เป็นของขวัญซะนี่ ซึ่งเป็นการประกาศก่อนกำหนดถึง 2 วัน (กำหนดการเดิม 26 ธ.ค.57) คนที่เตรียมไปฉลองคริสมาสต์ถึงกับยกเลิกเลยทีเดียว คะแนนจะดี หรือร้ายยังไง ก็ไม่ต้องเสียใจไปค่ะ ยังไงเราก็ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว และยังมีโอกาสไปลุยกันใหม่ในการสอบ GAT PAT 2/58 นะ
สำหรับคะแนนของน้องๆ ทุกคน จะมีหน้าตาเป็นตารางหลายช่อง บางคนดูแล้วไม่รู้ว่าคะแนนของตัวเองอยู่ช่องไหนก็มี รวมถึงตัวเลขช่องอื่นๆ ก็ไม่รู้ว่าบอกอะไรเราได้บ้าง แล้วจำเป็นมั้ย? วันนี้ พี่มิ้นท์ จะมาอธิบายให้ฟังค่ะ
► คะแนนเต็ม อันนี้ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก มันคือ คะแนนเต็มของวิชานั้นๆ นั่นเอง
► คะแนนที่ได้ (Xi) คือ คะแนนที่น้องๆ ทำได้ จากคะแนนเต็ม
► คะแนนมาตรฐาน (Ti) คะแนนนี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นกันเท่าไหร่ มันคือ คะแนนที่แปลงออกมาเป็นคะแนนมาตรฐาน T-Score เป็นคะแนนของน้องๆ อีกชุดนึง เพื่อใช้เปรียบเทียบระหว่างการสอบแต่ละครั้งค่ะ (แต่ไม่ได้นำมาใช้ในการรับตรงและแอดมิชชั่นนะ) โดยจะมีสูตร คือ
วิธีการแปลงคะแนนมาตรฐาน (Ti) ให้ทำตามขั้นตอนที่ 1 และ 2 ตามลำดับค่ะ ค่ามีน (Mean) ของคะแนนมาตรฐาน (Ti) = 50, SD = 10 แต่ถ้าใครขี้เกียจคิดใหม่ ก็ดูในช่องนั้นแหละค่ะ ระบบเค้าคิดมาให้แล้ว
ถ้าคะแนนมาตรฐานของน้องๆ มากกว่า 50 คะแนน เท่ากับว่าน้องทำได้มากกว่าค่าเฉลี่ย (x̄) ของคนทั้งประเทศ ยิ่งเยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งบอกว่าเราคะแนนมากกว่าคะแนนเฉลี่ย (x̄) มากเท่านั้น แต่ถ้าได้ต่ำกว่า 50 แสดงว่าคะแนนของเราต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (x̄) ค่ะ ซึ่งคะแนนนี้จะเป็นคะแนนมาตรฐานที่สามารถเทียบกับการสอบหลายๆ รอบได้
ประโยชน์ของการแปลงคะแนนเป็นคะแนนมาตรฐานก็เพื่อให้สามารถเทียบคะแนนจากการสอบหลายๆ ครั้งได้ค่ะ ซึ่งต่างจากการดูคะแนนดิบเพียงอย่างเดียว เพราะการสอบแต่ละครั้งมีความคลาดเคลื่อนได้ ทั้งจากความยากง่ายของข้อสอบ การจัดสอบและสภาพแวดล้อม ทำให้คะแนนดิบแตกต่างกันค่ะ
► จำนวนผู้เข้าสอบ (N) คือ จำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมดในวิชานั้น (ไม่ใช่ผู้สมัครนะ)
► ค่าเฉลี่ย (x̄) คือ คะแนนเฉลี่ยวิชานั้นของคนทั้งประเทศ โดยมาจากการรวมจำนวนคะแนนของผู้เข้าสอบทุกคนและหารด้วย
► ค่าการกระจาย หรือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) คือ ตัวเลขที่บอกว่าคะแนนสอบวิชานั้นของคนทั้งประเทศกระจุกตัว หรือกระจายตัว ยิ่งตัวเลขมากเท่าไหร่ แสดงว่าคะแนนกระจายมาก เช่น มีตั้งแต่คนที่ได้ 0 คะแนน ได้ 10 คะแนน ไปจนถึงคนที่ได้คะแนนเต็ม วิชา GAT จะเป็นตัวอย่างได้ดีเลยว่าเป็นวิชาที่คะแนนกระจายตัวมาก เพราะคนที่ทำได้ก็มักจะทำได้ไปเลย ส่วนคนที่ทำไม่ได้ก็ผิดรัวๆ ส่วนค่า SD ที่น้อย ก็แสดงว่าคะแนนค่อนข้างเกาะกลุ่มกันค่ะ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ เป็นต้น
ซึ่งค่าการกระจายนี้ ตัวเลขจะเหมือนกันทุกคน น้องๆ จะเห็นภาพชัดขึ้นจาก ช่วงคะแนนการสอบ ที่ สทศ. ประกาศออกมาค่ะ
ถ้าคะแนนมาตรฐานของน้องๆ มากกว่า 50 คะแนน เท่ากับว่าน้องทำได้มากกว่าค่าเฉลี่ย (x̄) ของคนทั้งประเทศ ยิ่งเยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งบอกว่าเราคะแนนมากกว่าคะแนนเฉลี่ย (x̄) มากเท่านั้น แต่ถ้าได้ต่ำกว่า 50 แสดงว่าคะแนนของเราต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (x̄) ค่ะ ซึ่งคะแนนนี้จะเป็นคะแนนมาตรฐานที่สามารถเทียบกับการสอบหลายๆ รอบได้
ประโยชน์ของการแปลงคะแนนเป็นคะแนนมาตรฐานก็เพื่อให้สามารถเทียบคะแนนจากการสอบหลายๆ ครั้งได้ค่ะ ซึ่งต่างจากการดูคะแนนดิบเพียงอย่างเดียว เพราะการสอบแต่ละครั้งมีความคลาดเคลื่อนได้ ทั้งจากความยากง่ายของข้อสอบ การจัดสอบและสภาพแวดล้อม ทำให้คะแนนดิบแตกต่างกันค่ะ
► จำนวนผู้เข้าสอบ (N) คือ จำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมดในวิชานั้น (ไม่ใช่ผู้สมัครนะ)
► ค่าเฉลี่ย (x̄) คือ คะแนนเฉลี่ยวิชานั้นของคนทั้งประเทศ โดยมาจากการรวมจำนวนคะแนนของผู้เข้าสอบทุกคนและหารด้วย
► ค่าการกระจาย หรือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) คือ ตัวเลขที่บอกว่าคะแนนสอบวิชานั้นของคนทั้งประเทศกระจุกตัว หรือกระจายตัว ยิ่งตัวเลขมากเท่าไหร่ แสดงว่าคะแนนกระจายมาก เช่น มีตั้งแต่คนที่ได้ 0 คะแนน ได้ 10 คะแนน ไปจนถึงคนที่ได้คะแนนเต็ม วิชา GAT จะเป็นตัวอย่างได้ดีเลยว่าเป็นวิชาที่คะแนนกระจายตัวมาก เพราะคนที่ทำได้ก็มักจะทำได้ไปเลย ส่วนคนที่ทำไม่ได้ก็ผิดรัวๆ ส่วนค่า SD ที่น้อย ก็แสดงว่าคะแนนค่อนข้างเกาะกลุ่มกันค่ะ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ เป็นต้น
ซึ่งค่าการกระจายนี้ ตัวเลขจะเหมือนกันทุกคน น้องๆ จะเห็นภาพชัดขึ้นจาก ช่วงคะแนนการสอบ ที่ สทศ. ประกาศออกมาค่ะ
.jpg)

.jpg)


2 ความคิดเห็น