รุ่นเก่าผ่านไป รุ่นใหม่ก็ต้องมา ยินดีต้อนรับเด็กแอดมิชชั่น 59 เข้าสู่หนึ่งปีเต็มของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ ปีนี้น้องๆ จะต้องจดจำเป็นพิเศษ เพราะเราจะเหนื่อยเป็นพิเศษ สนุกเป็นพิเศษ และมีความทรงจำพิเศษๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง
แต่ก่อนจะไปเจอเหตุการณ์แบบนั้น เชื่อว่าน้องๆ หลายคนขึ้น ม.6 พร้อมคำถามที่ว่า เราจะเตรียมตัวยังไงดี มีเวลา 1 ปีทันมั้ย ในขณะที่บางคนอาจจะคิดว่ามีเวลาเตรียมตัวตั้ง 1 ปี ต้องรีบกันขนาดนั้นเลยหรอ....
แต่ก่อนจะไปเจอเหตุการณ์แบบนั้น เชื่อว่าน้องๆ หลายคนขึ้น ม.6 พร้อมคำถามที่ว่า เราจะเตรียมตัวยังไงดี มีเวลา 1 ปีทันมั้ย ในขณะที่บางคนอาจจะคิดว่ามีเวลาเตรียมตัวตั้ง 1 ปี ต้องรีบกันขนาดนั้นเลยหรอ....
...คำตอบง่ายมาก "ใช่ค่ะ" พี่ๆ ตอบได้เต็มปากเลยว่า ต้องเตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะ
► 1. รับตรงมีเป็นร้อยโครงการ จะมาตอนไหน จะเปลี่ยนเวลารับสมัครหรือเปล่าก็ไม่รู้? ถ้าเราเองไม่เตรียมพร้อมทุกเมื่อ แล้วปรากฎว่าสอบเดือนหน้า กรีดร้องกันเลยทีเดียว??
► 2. เวลา 1 ปีเหมือนจะเยอะนะคะ แต่เราไม่ได้สอบเดือนที่ 12 นี่นา อย่าง GAT PAT รอบแรกเจอกัน ต.ค. นี้ นับดูดีๆ เหลือแค่ 4 เดือนเองนะ และรับตรงที่ใช้ GAT PAT ส่วนใหญ่ จะใช้คะแนนของรอบ 1/2559 ค่ะ หากเราไม่พร้อม คะแนนก้อนนั้นก็จะนำไปยื่นเข้าหลายๆ มหาลัย จะรอแก้รอบสองก็ไม่ทันนะคะ
► 3. น้องๆ ไม่ได้มีเวลามานั่งอ่านหนังสือทั้งวันหรอก ไหนจะยังมีงานที่โรงเรียน การสอบ กิจกรรมต่างๆ อีก นับๆ ดูแล้วเหลือเวลาอ่านหนังสือแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน หรือบางวันเหนื่อย ขี้เกียจ ก็ไม่อ่านมันซะเลย
เหตุผล 3 ข้อนี้ พอจะจูงใจให้น้องๆ เริ่มวางแผนกันได้รึยังเอ่ย ถ้าเริ่มคล้อยตามแล้ว เรามาวางแผนไปพร้อมๆ กันทีละสเต็ปเลย
► 1. รับตรงมีเป็นร้อยโครงการ จะมาตอนไหน จะเปลี่ยนเวลารับสมัครหรือเปล่าก็ไม่รู้? ถ้าเราเองไม่เตรียมพร้อมทุกเมื่อ แล้วปรากฎว่าสอบเดือนหน้า กรีดร้องกันเลยทีเดียว??
► 2. เวลา 1 ปีเหมือนจะเยอะนะคะ แต่เราไม่ได้สอบเดือนที่ 12 นี่นา อย่าง GAT PAT รอบแรกเจอกัน ต.ค. นี้ นับดูดีๆ เหลือแค่ 4 เดือนเองนะ และรับตรงที่ใช้ GAT PAT ส่วนใหญ่ จะใช้คะแนนของรอบ 1/2559 ค่ะ หากเราไม่พร้อม คะแนนก้อนนั้นก็จะนำไปยื่นเข้าหลายๆ มหาลัย จะรอแก้รอบสองก็ไม่ทันนะคะ
► 3. น้องๆ ไม่ได้มีเวลามานั่งอ่านหนังสือทั้งวันหรอก ไหนจะยังมีงานที่โรงเรียน การสอบ กิจกรรมต่างๆ อีก นับๆ ดูแล้วเหลือเวลาอ่านหนังสือแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน หรือบางวันเหนื่อย ขี้เกียจ ก็ไม่อ่านมันซะเลย
เหตุผล 3 ข้อนี้ พอจะจูงใจให้น้องๆ เริ่มวางแผนกันได้รึยังเอ่ย ถ้าเริ่มคล้อยตามแล้ว เรามาวางแผนไปพร้อมๆ กันทีละสเต็ปเลย
STEP 1 ค้นหาตัวเอง
ก่อนจะเริ่มทุกสิ่งอย่าง ถามตัวเองได้หรือยังว่าเราอยากเรียนอะไร อยากทำงานอะไร ถ้ายังไม่รู้ตัวเอง อ่านหนังสือเหนื่อยแน่นอนค่ะ เพราะแต่ละคณะจะมีวิชาสอบแตกต่างกัน เช่น วิศวะฯ ต้องใช้ PAT3 ครุศาสตร์ต้องใช้ PAT 5 เป็นต้น
เมื่อได้คณะในใจแล้ว ก็ต้องรู้ว่าคณะที่เราจะเข้าใช้คะแนนอะไรบ้าง เช็คจากบทความนี้
มีสรุปมาให้ทั้งแอดมิชชั่นและรับตรงเลยค่ะ ทีนี้ก็เริ่มสเต็ปต่อไปได้ค่ะ
ก่อนจะเริ่มทุกสิ่งอย่าง ถามตัวเองได้หรือยังว่าเราอยากเรียนอะไร อยากทำงานอะไร ถ้ายังไม่รู้ตัวเอง อ่านหนังสือเหนื่อยแน่นอนค่ะ เพราะแต่ละคณะจะมีวิชาสอบแตกต่างกัน เช่น วิศวะฯ ต้องใช้ PAT3 ครุศาสตร์ต้องใช้ PAT 5 เป็นต้น
เมื่อได้คณะในใจแล้ว ก็ต้องรู้ว่าคณะที่เราจะเข้าใช้คะแนนอะไรบ้าง เช็คจากบทความนี้
มีสรุปมาให้ทั้งแอดมิชชั่นและรับตรงเลยค่ะ ทีนี้ก็เริ่มสเต็ปต่อไปได้ค่ะSTEP 2 ตามตารางสอบ และบุ๊คมาร์คลงวัน
สเต็ปนี้ ให้น้องๆ หาปฏิทินตั้งโต๊ะมาใช้ หากหาไม่ได้จริงๆ ใช้เป็นสมุดแพลนเนอร์หรือปริ้นเอาเองจากคอมก็ได้ ตอนนี้กำหนดการสอบ GAT PAT และ 9 วิชาสามัญประกาศแล้ว ให้ลงวันที่สอบไว้ในตารางเลยค่ะ อยากทุ่มเทให้กับสนามไหนมากที่สุดก็จดไว้ตัวใหญ่ๆ จะได้มีแรงกระตุ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว GAT PAT , 9 วิชาสามัญ และสอบวิชาเฉพาะแพทย์ จะเป็นสนามสอบที่น้องๆ จริงจังมากที่สุด
อย่างที่พี่มิ้นท์บอกไปว่า รับตรงมาเรื่อยๆ ดังนั้น เราเองก็ต้องขยันตามข่าวด้วย เมื่อเจอข่าวรับตรงที่ถูกใจและสมัครไปแล้ว ก็ต้องมาอัพเดทในปฏิทินของตัวเอง ว่ามีสอบเพิ่มเติมอะไรวันไหนมั้ย จะได้ไม่ตกหล่น และจัดเวลาอ่านหนังสือเพิ่มเติมได้
STEP 3 วางแผนอ่านหนังสือ
เอาล่ะ เมื่อลงตารางวันสอบทั้งหมดแล้ว น้องๆ จะเห็นวิกฤติ เอ้ย! เห็นว่าวันสอบอยู่ติดๆ กันเกือบหมด และเมื่อดูเวลาที่เหลือก็เหลือไม่ค่อยเยอะแล้วด้วย เราต้องแบ่งเวลาอ่านหนังสือให้ดีและคุ้มค่ากับเวลามากที่สุดค่ะ เขียนลงในตารางไปเลยค่ะ ว่าเราจะอ่านอะไรวันไหน วันละกี่ชั่วโมง และอย่าลืมเช็คด้วยว่าเราทำตามตารางได้มั้ย การจัดตารางอ่านหนังสือมีหลายวิธี ลองดูตัวเลือกแล้วเลือกไปใช้กันนะ
3.1 อ่านเรียงวิชายากง่าย เริ่มอ่านเก็บวิชาที่ง่ายก่อน เพราะอะไรที่อ่านแล้วเข้าใจ จะทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น อ่านให้จบทีละวิชา ค่อยๆ ยากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญการอ่านวิชาที่ไม่ถนัดใกล้ๆ วันสอบ ป้องกันการลืมก่อนสอบด้วย
3.2 อ่านตามวันเรียน เทคนิคนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนมากค่ะ วันนี้เรียนอะไรบ้าง กลับบ้านมาก็อ่านทวนเนื้อหาของ ม.4-5 ในวิชานั้นๆ เพื่อเอามาเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียน ม.6 การอ่านหลายๆ วิชาสลับกัน เหมาะสำหรับคนสมาธิสั้น และขี้เบื่อค่ะ
3.3 อ่านเน้นวิชาที่ใช้สอบเยอะ รุ่นพี่หลายคนใช้วิธีค่ะ เพราะเหมาะกับคนที่อ่านหนังสือไม่ทันสอบ ก็จะเลือกวิชาสอบสำคัญๆ เช่น สอบเภสัช ใช้ PAT2 เยอะสุด ส่วนรับตรงก็ใช้วิชาวิทยาศาสตร์มากที่สุด รองลงมาเป็นวิชาพื้นฐานทั่วๆ ไป ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิต ดังนั้น ก็จะแบ่งเวลาอ่านวิชาวิทยาศาสตร์มากกว่าเพื่อน ส่วนวิชาอื่นๆ อ่านเมื่อมีเวลาว่างหรือช่วงก่อนสอบก็ได้
3.4 จับคู่วิชายากง่าย บางคนทนอ่านวิชาเดียวนานๆ ไม่ได้ เพราะเบื่อและเครียด ก็ลองจับคู่วิชาที่ยากง่ายและอ่านวันเดียวกัน เช่น จับคู่ภาษาไทย-คณิต, ฟิสิกส์-สังคม เป็นต้น
3.5 อ่านแบบนับบท เทคนิคนี้เหมาะสำหรับคนที่มีวินัยค่อนข้างสูงค่ะ เพราะกำหนดละเอียดไปเลยว่า จะต้องอ่านได้กี่บทภายในวันไหน ทำได้โดยการหยิบหนังสือเรียนมาทั้งหมดแล้วดูว่าแต่ละวิชามีกี่บท นำมาจัดตารางดูว่าเวลาที่เหลือสามารถอ่านได้วันละกี่บท วิธีนี้เลือกได้ตามใจว่าจะอ่านวิชาไหน ขอแค่ได้บทครบตามที่วางแผนไว้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
STEP 4 ทำลองทำข้อสอบจับเวลา
เรียนหนังสือยังมีการบ้าน อ่านหนังสือก็ต้องทบทวนด้วยเหมือนกัน แต่จะมาทบทวนในรูปแบบของข้อสอบเก่าย้อนหลังค่ะ หาซื้อได้ตามร้านหนังสือหรือโหลดจากอินเทอร์เน็ตก็ได้ เพื่อดูว่าไอที่อ่านๆ ไปเนี่ย เข้าหัวบ้างมั้ย แล้วช่วงเวลา 1 เดือนสุดท้ายก่อนสอบวิชานั้นๆ ให้พยายามเน้นทำโจทย์เยอะๆ เลยค่ะ ตอบผิดจะได้มีเวลามานั่งดูว่าส่วนที่เราผิด ผิดตรงไหน และทบทวนใหม่อีกรอบค่ะ อ้อ เวลาน้องๆ ทำข้อสอบ อย่าลืมจับเวลาให้เสมือนจริงด้วยนะ เพื่อคุมเวลาตัวเองค่ะ
เสริมทริคเล็กๆ... เวลาพี่มิ้นท์ทำข้อสอบย้อนหลัง จะใช้วิธีปริ้นกระดาษคำตอบจาก สทศ. หรือทำขึ้นเองก็ได้ ถ่ายเอกสารเก็บไว้เยอะๆ เลย ซ้อมฝนข้อสอบไปในตัว และไม่ทำให้หนังสือของเราเต็มไปด้วยรอยปากกา
แค่ 4 Step สำหรับการเตรียมตัวสอบแอดมิชชั่นของน้องๆ ปี 59 ฟังดูอาจจะไม่ยาก แต่ทำตารางจริงๆ มันยากพอสมควรเลย อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่ามันมีปัญหาเรื่องกิจกรรมและการสอบที่โรงเรียนเข้ามาเกี่ยวข้อง เปอร์เซ็นที่เราจะทำได้ตามตารางจริงๆ ก็ลดน้อยลงไปอีก ยังไงก็ตามปริมาณไม่ได้สำคัญเท่าคุณภาพนะ อ่าน 2 ชั่วโมงแต่เข้าหัวทุกประโยคดีกว่าทนอ่าน 5 ชั่วโมง แต่อ่านไปเซลฟี่ไป ดังนั้นก่อนอ่านก็ต้องมีสติและสมาธิด้วย ชีวิตจะได้ดี๊ดี สู้ๆ จ้าเด็กแอดฯ 59




6 ความคิดเห็น
เราคงจะขาด STEP 0 หาแรงบันดาลใจ/ความขยัน
ถึงยังเริ่มข้อต่อไปไม่ได้สักที
จิมิยอมให้ใครมาแย่งเก้าอี้ของช้านเป็นอันขาดดด!!