เวลาเราอยู่ในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ลูก พี่หรือน้อง หรืออาจเป็นครอบครัวใหญ่ มีปู่ ยา ตา ยาย อีก ย่อมต้องมีการสื่อสารกันระหว่างบุคคล และแม้ในความจริงคนเราจะมีนิสัยและบุคลิกแต่ละคนต่างกัน แต่บุคลิกหรือลักษณะบางอย่างที่ไม่ว่าจะอยู่กับใคร ก็ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันได้่และนี่คือ 8 นิสัยการสื่อสารที่ทำให้การคุยกันไม่รอด จบเรื่องที่ทะเลาะกันทุกที!
1. ฟังไม่จบ
ไม่รู้ว่าสุดจะอดทน รำคาญ หรือคิดว่าอีกฝ่ายพูดไม่รู้เรื่อง ต้องมีการตัดบทให้เลิกพูด หรือพูดขัดขึ้นมากับทุกประเด็น (อาจจะแก้ตัว แก้ความเข้าใจผิด) โดยที่อีกฝ่ายก็ยังพูดไม่จบกระบวนความ จริงๆ การอดทนฟังให้จบเป็นพื้นฐานของการสื่อสารที่เหมาะสม ในฐานะเป็นผู้รับฟังที่ดี บางคนยังแทบไม่ฟังให้จบ แต่สรุปใจความแล้ว โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ชอบตัดบทว่า โอ้ย เรื่องเล็กนิดเดียวเอง หรือแม้แต่ตัดจบพร้อมสรุปผลในทีเดียวโดยไม่ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายค่ะ
2. ฟังจบ แต่ก็ยังไม่พยายามจะเข้าใจ
คืออดทนฟังอีกฝ่ายพูดให้จบๆ ไปเท่านั้น หรือทำเป็นฟัง แต่หูทวนลม และไม่สนใจประเด็นของอีกฝ่าย คิดแต่จะสรุปความเข้าตัว ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้ว่า คู่สนทนาของตัวเอง แค่ต้องการฟังให้เรื่อง มันจบๆ ไปเท่านั้น แต่ไม่เคยคิดเข้าใจ หรือชวนแก้ไขปัญหาอะไรได้ จริงๆ มีผู้อยากเล่าหลายคน แค่ต้องการระบายให้จบๆ ไป ไม่ได้ต้องการความเห็นอีกฝ่ายนะคะ แต่ในกรณีของเด็กและวัยรุ่นนี่แตกต่างกันไปเลยค่ะ ทุกเรื่องเล่าของลูกหลาน มักมีประเด็นที่ต้องการให้ผู้ใหญ่สนใจไม่มากก็น้อย อยากได้รับคำชม อยากได้รับคำแนะนำ หรือบางคนก็พูดอ้อมวนโลกทั้งแปด เพียงเพราะมีปัญหาจะปรึกษาและไม่กล้าพูดตรงๆ ถ้าพ่อแม่แค่ทำเป็นสนใจ ก็จะไม่ได้รับทราบนัยที่ลูกหลานต้องการจะสื่อเลยค่ะ สุดท้ายก็เบื่อกันไปข้างนึง พูดอะไรไปพ่อแม่ก็ไม่สนใจ ครั้งต่อไปลูกก็อาจไม่อยากฟังพ่อแม่พูดเหมือนกัน
อีกกรณีบางครั้งก็เกิดจากพ่อแม่ผู้ใหญ่ทำงานเหนื่อย หรือคิดเรื่องอื่นๆ อยู่ ไม่ได้ตั้งใจจะไม่สนใจฟังลูก เมื่อเข้ากรณีบ่อยครั้งเจ้าเช่นนี้ ลูกก็จะเกรงใจพ่อแม่ค่ะ กรณีหลังนี้ ถ้าพ่อแม่เหนื่อยจริงๆ ให้บอกลูกตรงๆ และขอผัดผ่อนไปก่อนได้หรือไม่ แต่ก็อย่าผลักไสเสียทีเดียว เพราะบางกรณีอาจเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ได้ค่ะ
"ตอนนี้แม่เหนื่อยมากเลย ขอน้ำเย็นๆ และให้แม่พักก่อนสัก 10 นาทีได้ไหม แต่ถ้าเรื่องด่วนจริงๆ บอกแม่ได้เลยนะ" "พ่อมีงานเร่ง พรุ่งนี้เช้าทันไหม เดี๋ยวพ่อขึ้นไปคุยกับลูกตอนเช้าเอง แต่ถ้าสำคัญเล่ามาคร่าวๆ ได้เลยครับ"
แน่นอนว่า ถ้าพูดขอไปแล้ว ต้องอย่าลืมทำตามที่พูดด้วย เรื่องขอผัดผ่อนการพูดคุยนี้ ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ทำกับเด็กได้ฝ่ายเดียวนะคะ จริงๆ เด็กก็ขอพ่อแม่ได้ เช่น การบ้านเร่ง อารมณ์เสียทะเลาะกับเพื่อนมา แต่เวลาพูดต้องมีเหตุผล พร้อมระยะเวลาว่าจะทำตามเมื่อไหร่ด้วยค่ะ เมื่อขอผัดแล้วก็ต้องรักษาสัญญาค่ะ มันก็คือการเตรียมอารมณ์ให้ดีก่อนจะสื่อสารกับใครค่ะ ไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายอยากฟังแต่ไม่ใส่ใจไปหมดค่ะ
มักเกิดจากช่องว่างของความคิดแลพฤติกรรมที่แตกต่างกัน คือเด็กรู้สึกว่าอธิบายแล้วพผู้ใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจ เช่น การเล่นอินเทอร์เน็ต เล่นเกม หรือไปคอนเสิร์ตศิลปิน แต่งคอส ฯลฯ หรือผลพ่วงจากลักษณะของการสื่อสารที่ไม่เหมาะสมในสองข้อแรกข้างต้น จากที่พูดอะไรก็โดนขัด พูดอะไรก็ดูไม่มีเหตุผลในสายตาผู้ใหญ่ พูดอะไรไปก็ไม่เคยตั้งใจฟัง สุดท้ายต่างฝ่ายก็เกิดรำคาญ กลัว เกร็งไม่ค่อยพูดกันไปโดยปริยาย ฝ่ายวัยรุ่นชอบรำคาญที่พ่อแม่ไม่เข้าใจ ส่วนฝ่ายพ่อแม่ก็เห็นว่าลูกรำคาญ พูดทีไรก็หน้าหมุ่ยใส่ ไปๆ มาๆ เลยไม่พูดดีกว่า
4. พูดกันคนละภาษา
ไม่ได้หมายถึง พ่อพูดภาษาไทย ลูกตอบเป็นภาษาอังกฤษ แม่ว่าภาษาญี่ปุ่นอะไรแบบนั้นนะคะ (ถ้าแบบนั้นจริงๆ คงเป็นวัฒนธรรมของแต่ละบ้านค่ะ) แต่คนละภาษาในที่นี้คือ ผู้ใหญ่อาจจะพูดภาษาอุปมาอุปไมย ยกตัวอย่างนิทานกาพย์กลอน วลีคำคม หรืออื่นๆ ในขณะที่ลูกพูดภาษาวัยรุ่น ศัพท์เฉพาะวัย พูดกันไปมาก็ไม่รู้ว่าจะเข้าใจตรงกันได้ไหม พูดเรื่องเดียวกันอยู่หรือเปล่า แต่ต้องมีรำคาญกันแน่ๆ ให้ปรับมาใช้ภาษากลางๆ ของกันแหละกันดีกว่าค่ะ
5. กลัวไปก่อน มโนไปเอง เกรงใจ
เด็กวัยรุ่นโดยปกติจะกลัวการคาดหวังจากผู้ใหญ่ค่ะ ดังนั้นก็มักจะกลัวไปก่อนหลายๆ อย่าง จนบางครั้งกลัวจัด ไม่ยอมบอก แต่ก็กล้ามาก เลยแอบทำไม่ให้ผู้ใหญ่รู้ซะงั้น บางทีไม่ได้แอบไป แต่บอกเรื่องไม่จริง คิดว่าโกหกไปเพื่อความสบายใจของพ่อแม่ เช่น จะไปคอนเสิร์ต ก็บอกไปทำรายงานกับเพื่อน ถ้าลูกกลับบ้านมาตามปกติคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าหากเจออุบัติเหตุ หรือหายไป พ่อแม่ก็จะไม่รู้ว่าไปไหน หรือไปกับใคร จะตามหาก็ตามไม่ถูก ทีสำคัญเจ้าตัวที่โกหกก็พะวักพะวน เกิดพ่อแม่ไปเจอกลางทาง กลับไปไม่ทันเวลาล่ะ ฯลฯ
บางเรื่องที่แปลกใหม่ ผู้ใหญ่มักจะซักถามไล่เลียงเป็นปกติ แค่วัยรุ่นใจเย็นๆ และตั้งใจอธิบาย หรือพบกันครึ่งทาง เช่นให้ไปรับไปส่ง (แม้จะอยากไปเองกับเพื่อนมากกว่า) ฟังเหตุผลของทั้งสองฝ่าย ตั้งใจหมั่นขอและยืนยันตามกำลังค่ะ เชื่อว่าถ้าผู้ใหญ่ตั้งใจฟังมากพอ และวัยรุ่นให้เหตุผลและพอข้อมูลมากพอ ผลเจรจาร้องขอก็จะออกมาอย่างน่าพอใจค่ะ อย่าคิดเองว่า "ทีลูกคนอื่น ทีพ่อแม่เพื่อนยังปล่อยเลย ทำไมพ่อแม่ไม่ปล่อยตัวเองบ้าง" เพราะว่าคนเราแต่ละคนมีครอบครัวที่แตกต่างกัน พ่อแม่ก็ต่างกัน บางเรื่องพ่อแม่เพื่อนอาจจะปล่อยมากกว่าบ้านเรา แต่ก็มีบางเรื่องที่พ่อแม่เราปล่อยมากกว่าบ้านเพื่อนแน่นอนค่ะ ตัวเราเองก็ยังต่างจากเพื่อนเลย ดังนั้นจะให้ทุกอย่างเหมือนเพื่อนก็คงเป็นไปไม่ได้ค่ะ
เวลาพูดจากัน เราชอบยกตัวอย่างค่ะ ยกนู้นบกนี่มาอ้างเพื่อความน่าเชื่อถือ เพื่อความเป็นต่อในการสนทนา แต่ที่ตลกคือ มักจะยกแต่ด้านลบของคู่สนทนามากดดันอีกฝ่ายมากๆ ขึ้นไป เอาเรื่องเก่าที่ผิดพลาดในอดีตมายกเป็นประเด็นอ้าง สุดท้ายเรื่องก็ไม่ไปไหน แถมอีกฝ่ายมักจะเสียใจที่ไม่เคยมีความน่าเชื่อถือในใจของคูสนทนาด้วยเลยค่ะ พ่อแม่ที่ชอบเผลอพูดเรื่องล้มเหลวของลูกก็เช่นกัน แม้ว่าโดยเจตนาจะดี แต่ในความคิดของลูกวัยรุ่น ก็คือผู้ใหญ่ใกล้ชิดไม่เคยเชื่อถือในตัวเขา และคิดว่าเขาไม่เคยจะพัฒนาได้เลยต่างหากค่ะ ถ้าอยากให้การคุยกับใครก็ตามไปรอด อย่ายกเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เรื่องที่ล้มเหลวมาพูดกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแย่ของตนเองหรือคนอื่นก็ตาม
ถ้าจำเป็นจะต้องยกตัวอย่างที่ไม่ดีจริงๆ ให้ยกตัวอย่างของคนที่ไกลตัว หรือละครไปเลยดีกว่าค่ะ แม้ว่าจะขาดน้ำหนักไปบ้าง แต่ถ้าต้องเอาเรื่องแย่ของลูกหลานมาพูดซ้ำอีกครั้ง รังแต่จะแย่ซ้ำกำลังสองเลยค่ะ ยิ่งยกเรื่องแย่ๆ มากเท่าไหร่ การสนทนาก็ไม่มีทางที่จะจบด้วยเรื่องที่ดีๆ ได้เช่นกันค่ะ
เมื่อผู้ใหญ่ใส่ใจฟัง แต่กลับมองว่าเรื่องของวัยรุ่นเป็นเรื่องเล็กน้อย คอยเบรกเรื่องที่วัยรุ่นดราม่าให้กลายเป็นเรื่องตลกๆ หรือพูดแค่ว่า "เอาน่า เรื่องนิดเดียวเอง" ผู้ใหญ่อาจจะหวังให้ลูกผ่อนคลาย เลยทำให้เป็นเรื่องตลกหรือเรื่องเล็กน้อยธรรมดาไป หลายเรื่องอาจจะธรรมดาสำหรับผู้ใหญ่ แต่วัยรุ่นอาจจะไม่เคยเจอมาก่อนค่ะ การเปลี่ยนบรรยากาศการสนทนาทำให้ลูกวัยรุ่นรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เห็นความสำคัญของเรื่องสำคัญสุดๆ ในชีวิตของเขาเลย แม้พ่อแม่จะรู้สึกว่าเรื่องมันเล็กน้อยๆ จริงๆ ก็ตาม แต่การรับฟังให้ข้อแนะนำบ้าง หรือแม้อาจจะไม่ได้แก้ไขอะไรเลยก็ตาม การได้รับฟังคือการอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจให้ลูก แล้ววัยรุ่นจะค่อยๆ เข้าใจ และรับรู้เรื่องเล็กใหญ่ และเรียนรู้การปล่อยวางด้วยตัวเองค่ะ
จริงๆ การสื่อสารด้วยข้อความ เป็นช่องทางที่ชัดเจนดีนะคะ แต่ก็เป็นการแจ้งให้ทราบเท่านั้น เมื่อต้องการรับรู้ถึงเจตนาในใจจริงๆ อย่างการปรับความเข้าใจ การให้กำลังใจอย่างแท้จริง รวมถึงความรวดเร็ว(ของการเข้าใจทันที) ก็ยังต้องการการพูดจริงๆ อยู่ค่ะ ยุคนี้สมัยนี้อาจจะเคยชินกับข้อความสั้นๆ หรือการใช้อิโมติคอนแสดงอารมณ์ แต่จริงๆ ไม่สามารถรับรู้ได้เท่ากับน้ำเสียงและสีหน้าจริงๆ นะคะ อย่างไรเพื่อความเข้าใจอย่างชัดเจนกับบางเรื่องราว ก็ยังต้อง"พูดคุยกันต่อหน้า" และต้องพูดให้เป็นค่ะ (อย่างน้อยโตขึ้นไป ก็ต้องใช้ในการสัมภาษณ์เรียนต่อและสัมภาษณ์งานนะคะ) ก็อย่าลืมการพูดคุยจริงๆ การคุยเป็น สื่อสารได้ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง เพียงแค่การอ่านเป็น เขียนได้ พิมพ์คล่อง ยังต้องเกิดจากการได้คุยกันจริงๆ ด้วย ถึงจะห่างไกลกันจริงๆ แต่หาเวลาไปพบปะกันบ้าง ให้ได้พูดกัน สัมผัสกัน ยังคงเป็นการสื่อสารทางใจที่ดีค่ะ
นี่เป็นแค่ 8 ข้อ 8 นิสัยการสื่อสารที่ทำให้การพูดจาของเราล้มเหลวค่ะ ลองนำไปสังเกตตัวเอง และลองปรับเปลี่ยนกันนะคะ เพื่อการสื่อสารที่เราต้องการความเข้าใจค่ะ ผู้ใหญ่มักคุยกับวัยรุ่นไม่รู้เรื่อง หรือวัยรุ่นมักคิดว่าผู้ใหญ่พูดไม่รู้เรื่อง เลยพาลกันไปมา แต่จริงๆ ถ้าเราลอง "ฟัง" อย่างตั้งใจ ไม่ว่าเราจะคุยกับใคร จะพ่อแม่หรือเพื่อนหรือคนอื่นก็ตาม ก็จะราบรื่นมากขึ้นค่ะ อย่าลืมนะคะ อยากให้ใครฟังเรา ก็อย่าลืมฟังเขาด้วยนะคะ

นี่เป็นแค่ 8 ข้อ 8 นิสัยการสื่อสารที่ทำให้การพูดจาของเราล้มเหลวค่ะ ลองนำไปสังเกตตัวเอง และลองปรับเปลี่ยนกันนะคะ เพื่อการสื่อสารที่เราต้องการความเข้าใจค่ะ ผู้ใหญ่มักคุยกับวัยรุ่นไม่รู้เรื่อง หรือวัยรุ่นมักคิดว่าผู้ใหญ่พูดไม่รู้เรื่อง เลยพาลกันไปมา แต่จริงๆ ถ้าเราลอง "ฟัง" อย่างตั้งใจ ไม่ว่าเราจะคุยกับใคร จะพ่อแม่หรือเพื่อนหรือคนอื่นก็ตาม ก็จะราบรื่นมากขึ้นค่ะ อย่าลืมนะคะ อยากให้ใครฟังเรา ก็อย่าลืมฟังเขาด้วยนะคะ






#ขุ่นแม่

32 ความคิดเห็น
โอปป้านี่แมวป๊ะ
#ขุ่นแม่
ที่ทำไปก็เพราะรัก <3
ข้อ 2 อ่ะ แม่เรา T^T
บางครั้งก็เบื่อที่อธิบายให้คุณแม่ แต่ท่านไม่เข้าใจ หรือเคยเล่าไปแล้วแต่จำไม่ได้ เราต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆเก็บความโกรธและโมโหเอาไว้ข้างใน และอธิบายช้าๆ #และอีกอย่างนึงคือ อยากให้คุณแม่ปรับการพูดอ่ะครับ คือแค่ไม่ได้กวาดบ้าน แม่ถึงกับพูดอย่างดุๆว่า "ทำไมไม่กวาดบ้านอยู่ได้ไงเนื่ย แถวนี้ก็มีแต่แป้งหัดกวาดหัดถูบ้านบ้างสิ ไม่งั้นจะหักเงินครึ่งนึงนะ " แล้วก็บ่นไปเรื่อยๆ บางครั้งก็พูดว่า "บ้านโน้นเนื่ยคนนี้ ติดหมอเลย และอีก2คนก็ได้มหาลัยดีๆอยู่ " ผมเลยบอกแม่ว่า "สภาพแวดล้อม บ้านเราเหมือนบ้านเขารึป่าวล่ะครับ?" (สภาพแวดล้อมนี่รวมการใช้ชีวิตของคนในครอบครัวด้วยนะครับ) ##แต่อย่างน้อยเวลาผมทำงานบ้านตามที่บอกแม่เขาก็จะบอกว่า "ดีแล้วๆ" #คือบางครั้งเราก็ไม่อยากทำอ่ะ
บางครั้งก็เบื่อที่อธิบายให้คุณแม่ แต่ท่านไม่เข้าใจ หรือเคยเล่าไปแล้วแต่จำไม่ได้ เราต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆเก็บความโกรธและโมโหเอาไว้ข้างใน และอธิบายช้าๆ #และอีกอย่างนึงคือ อยากให้คุณแม่ปรับการพูดอ่ะครับ คือแค่ไม่ได้กวาดบ้าน แม่ถึงกับพูดอย่างดุๆว่า "ทำไมไม่กวาดบ้านอยู่ได้ไงเนื่ย แถวนี้ก็มีแต่แป้งหัดกวาดหัดถูบ้านบ้างสิ ไม่งั้นจะหักเงินครึ่งนึงนะ " แล้วก็บ่นไปเรื่อยๆ บางครั้งก็พูดว่า "บ้านโน้นเนื่ยคนนี้ ติดหมอเลย และอีก2คนก็ได้มหาลัยดีๆอยู่ " ผมเลยบอกแม่ว่า "สภาพแวดล้อม บ้านเราเหมือนบ้านเขารึป่าวล่ะครับ?" (สภาพแวดล้อมนี่รวมการใช้ชีวิตของคนในครอบครัวด้วยนะครับ) ##แต่อย่างน้อยเวลาผมทำงานบ้านตามที่บอกแม่เขาก็จะบอกว่า "ดีแล้วๆ" #คือบางครั้งเราก็ไม่อยากทำอ่ะ
บางครั้งก็เบื่อที่อธิบายให้คุณแม่ แต่ท่านไม่เข้าใจ หรือเคยเล่าไปแล้วแต่จำไม่ได้ เราต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆเก็บความโกรธและโมโหเอาไว้ข้างใน และอธิบายช้าๆ #และอีกอย่างนึงคือ อยากให้คุณแม่ปรับการพูดอ่ะครับ คือแค่ไม่ได้กวาดบ้าน แม่ถึงกับพูดอย่างดุๆว่า "ทำไมไม่กวาดบ้านอยู่ได้ไงเนื่ย แถวนี้ก็มีแต่แป้งหัดกวาดหัดถูบ้านบ้างสิ ไม่งั้นจะหักเงินครึ่งนึงนะ " แล้วก็บ่นไปเรื่อยๆ บางครั้งก็พูดว่า "บ้านโน้นเนื่ยคนนี้ ติดหมอเลย และอีก2คนก็ได้มหาลัยดีๆอยู่ " ผมเลยบอกแม่ว่า "สภาพแวดล้อม บ้านเราเหมือนบ้านเขารึป่าวล่ะครับ?" (สภาพแวดล้อมนี่รวมการใช้ชีวิตของคนในครอบครัวด้วยนะครับ) ##แต่อย่างน้อยเวลาผมทำงานบ้านตามที่บอกแม่เขาก็จะบอกว่า "ดีแล้วๆ" #คือบางครั้งเราก็ไม่อยากทำอ่ะ
คือเราตัดปัญหานั้นที่แม่ไม่ได้อะคะ เพราะถ้าเราบอกแม่ต้องตีแน่ๆ เราเล้ยลองทำแบบนี้ดูคะ เราจะตอบคำถามที่แม่ถามมา แบบใช่ ช่ายเล้ย ไรงี้อะคะ เพราะถ้าเราไปบอกว่า ไม่นะ หรือปติเสธ แม่จะโมโห ทันที ทางที่ดี ยอมรับไปคะ ถึงแม่ว่ามันจะไม่จริง ยอมรับไป แต่ถ้าเรื่องมันใหญ่มากแต่เราไม่ได้ทำ แนะนำให้แม่พูดให้จบก่อน แล้วเราค่อยแกตัวด้วยเสียงที่นิ่มๆคะ อีกอย่าวที่เราทพเลาะกะแม่บ่อยก็คือเรื่องงานบ้านคะ แนะนำให้เราทำหน้าที่เสร็จทุกอย่างคะ ล้างจาน เช็ดถู กวาด ทำให้เสร็จคะ พอแม่เห็นเราเล่นโทรศัพย์ท่านจะไม่มีอะไรมาว่าเราได้ คะ เราลองทำมา3เดือนแล้วคะ แมาเราเปลี่ยนไปคนละคน แต่ย้ำนะคะว่าต้องทำไปเรื่อยๆ ถ้าหยุด แม่ก็จะเปลี่ยนไปเป็นเหมือนเดิม Ps.อ่านคอมเม้นเราเถอะ