สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ใครติดตามบทความโรงเรียนน่าอยู่เป็นประจำ ต้องคุ้นๆ กับ “โรงเรียนดรุณสิกขาลัย (โครงการ วมว.)” แน่นอน ซึ่งครั้งนั้นน้องๆ ให้ความสนใจกันเยอะเลย เพราะเป็นโรงเรียนที่แตกต่างจากโรงเรียนสามัญอื่นๆ และเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่คัดหัวกะทิเข้าไปเรียน ผ่านการสอบที่รับปีละ 60 คนเท่านั้น
ซึ่งวันที่ 21 พ.ย.58 นี้ก็จะเป็นวันสอบคัดเลือกแล้วด้วย พี่มิ้นท์ก็เลยขออาสาพารุ่นพี่จากดรุณสิกขาลัย (วมว.) มานั่งคุย สอบถามเรื่องข้อสอบและการเตรียมตัวซักหน่อย จะได้สตรอง! ไปด้วยกันค่ะ
ซึ่งวันที่ 21 พ.ย.58 นี้ก็จะเป็นวันสอบคัดเลือกแล้วด้วย พี่มิ้นท์ก็เลยขออาสาพารุ่นพี่จากดรุณสิกขาลัย (วมว.) มานั่งคุย สอบถามเรื่องข้อสอบและการเตรียมตัวซักหน่อย จะได้สตรอง! ไปด้วยกันค่ะ
พี่มิ้นท์ : แนะนำตัวให้น้องๆ ชาว Dek-D รู้จักหน่อยจ้า
พี่ส้ม : สวัสดีน้องๆ ทุกคนค่ะ พี่ชื่อศุภากร ศุภผลถาวร หรือส้มค่ะ ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สายวิทย์-คณิต (โรงเรียนมีสายเดียวห้องเดียว) โรงเรียนดรุณสิกขาลัย (โครงการ วมว.) ค่ะ
พี่มิ้นท์ : ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่า ทำไมถึงเลือกสอบโรงเรียนนี้ ทั้งๆ ที่เพิ่งเปิดไม่นาน
พี่ส้ม : ตอนประถมพี่เคยเรียน DSIL ที่เป็นดรุณสิกขาลัยอีกที่ที่ไม่ใช่ วมว. ค่ะ แล้วเห็นรุ่นพี่รุ่น 1, 2 ตอนเย็นๆ เดินขึ้นรถกลับหอ คุณแม่ก็เคยเข้าไปคุยกับรุ่นพี่อยู่บ้างเรื่องโรงเรียน ประกอบกับอยากเรียนสายวิทย์ แต่กลัวสอบไม่ติดมหิดลวิทยานุสรณ์ แถมเตรียมอุดมศึกษาก็อยู่ในเมือง (พี่ไม่ชอบเข้าเมืองตอนเช้ากับตอนเย็นมากๆ) คุณแม่ก็แนะนำที่นี่ ทางบ้านพี่ก็ชอบแนวคิดของโรงเรียน พี่เองก็อยากอยู่โรงเรียนประจำมากๆ (อย่าบอกคุณแม่พี่นะ อิอิ) พี่ก็เลยมาสอบดูค่ะ โรงเรียนนี้ก็ค่อนข้างอิสระ ได้ทำอะไรแบบที่อยากทำ อีกอย่างคือเราจะเปรียบเสมือนได้ก้าวเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยก่อนคนอื่นด้วย
พี่มิ้นท์ : คิดว่า ดรุณฯ แตกต่างจากโรงเรียนสายสามัญโรงเรียนอื่นๆ ยังไงบ้างคะ
พี่ส้ม : โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนประจำแห่งเดียวในกรุงเทพที่เรียนฟรี ความแตกต่างจากโรงเรียนทั่วๆ ไปก็มีเยอะเลยค่ะ อย่างแรกคือ กฎระเบียบ นักเรียนทำสีผมได้ (ช่วง รด. ไม่มีเรียนนี่ผู้ชาย 1 คน 1 สีเลย พี่รุ่น 2 ย้อมสีรุ้งก็มี) และชุดนักเรียนก็แปลก รองเท้าถุงเท้าก็สีอะไรก็ได้แต่ต้องใส่รองเท้าผ้าใบ ผู้ชายก็เข็มขัดสีอะไรก็ได้ ทุกคนต้องอยู่หอ แต่ศุกร์-อาทิตย์กลับบ้านได้ กฎการอยู่หอมีไม่มาก น้องจะนอนกี่โมงก็นอนไปแต่ต้องตื่นมากินข้าว 7.00-8.00 น. และไปเรียนให้ทันค่ะ อย่างอื่นก็เป็นกฎอยู่หอธรรมดาทั่วไป
หลักสูตรเราจะเรียนแบบ Story-based learning คือเรียงตาม timeline การเกิดสิ่งต่างๆ โดยใช้ประเด็นทางประวัติศาสตร์ในการเรียงเรื่องราวแล้วใส่เนื้อหาวิทย์-คณิตที่เกี่ยวข้องลงไป เช่น ม.4 เทอม 1 จะเริ่มตั้งแต่กำเนิดจักรวาลหรือบิกแบง กำเนิดโลก-สิ่งมีชีวิต-มนุษย์ จนถึงยุคหิน เรื่อยมาจนถึงอารยธรรมอียิปต์, ม.4 เทอม 2 ก็เป็นเรื่องอินเดีย สุโขทัย จีน, ม.5 เทอม 1 เกี่ยวกับยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ ชื่อวิชาของโรงเรียนเราก็ประหลาดมากๆ เราเรียนแบบบูรณาการ คือ 1 วิชามีเนื้อหาหลายวิชาประกอบกัน เช่นวิชา Phuwiangosaurus sirindhornae มีวิชาชีววิทยา (อนุกรมวิธาน) กับวิชาสุขศึกษา (ความปลอดภัยในการเดินทาง), Renaissance มีวิชาสังคมศึกษา (ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ) วิชาสุขศึกษา (โรคไม่ติดต่อที่สำคัญ การสาธารณสุข) วิชาคณิตศาสตร์ (เรขาคณิตวิเคราะห์) ประมาณนี้ค่ะ
โรงเรียนนี้ไม่มีสอบมิดเทอมนะ มีแต่ไฟนอล บางครั้งก็มีควิซแล้วแต่วิชา ส่วนตารางเรียนจะไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละวันและเปลี่ยนไปทุกอาทิตย์ (ยกเว้นพลศึกษาเป็นคาบเดิมทั้งเทอม) เราจะเรียนเช้า 1 วิชา บ่าย 1 วิชา คือปกติเรียน 8.30 หรือ 9.00-12.00 น. พักกินข้าว แล้วขึ้นมาเรียนต่อ 13.00-16.00 น. (บางวันอาจารย์อาจปล่อยช้าเป็นชั่วโมงเลย ><) บางวันก็นัดเรียน 19.00-21.00 น. ที่เรียนหนักเพราะเนื้อหาอัดแน่นสุดๆ เช่น ม.5 เทอม 2 เนื้อหาชีววิทยาเท่ากับคอร์สหมอพิชญ์ 2 คอร์ส (สะพรึงหนักมาก) และบางวิชาก็เรียนเกินไปปี 1 ปี 2 ก็มี เช่นแคลคูลัส เราเรียนถึงเทคนิคการอินทิเกรตหลายๆ แบบที่โรงเรียนปกติไม่ได้เรียนกัน
นักเรียนทุกคนต้องเขียนบันทึกรายวันและบันทึกสมุดกิจกรรม เช่น การไปเข้าค่าย, ฟังบรรยาย, อ่านหนังสือนอกเวลา (ที่นี่เทอมละ 4 เล่มเอง), บำเพ็ญประโยชน์, ออกกำลังกาย ฯลฯ ให้ครบตามที่กำหนด ส่วนการไปเรียน เราเรียนกันสองที่ คือที่ตึก Learning Institute (ตึกนวัตกรรมการเรียนรู้) มจธ. และตึกสำนักงานโรงงานต้นแบบ (เราเรียกกันว่าตึก สรบ.) ที่บางขุนเทียน วันจันทร์กับศุกร์จะเรียนบางมด ส่วนวันที่เหลือเรียนที่บางขุนเทียน โดยเวลาไปบางมดจะมีรถของมหาวิทยาลัยรับ-ส่งระหว่างวิทยาเขตอยู่แล้ว นักศึกษาขึ้นฟรีค่ะ
นอกจากนี้นักเรียนทุกคนจะมีเสื้อช็อปและเสื้อกาวน์อย่างละ 1 ตัว เสื้อช็อปเราเหมือนเสื้อช็อปมหาวิทยาลัยเป๊ะเลย เพราะโรงเรียนจะใช้การเรียนการสอนแบบ Project-based คือได้ทำการทดลองจริง ทำวิจัยจริงๆ กับอ.มหาวิทยาลัย ได้ฝึกทำวิชาสัมมนาและทักษะการนำเสนองาน แต่เดี๋ยวก่อน! ใครคิดว่ามาเรียนที่นี่จะต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร พี่ขอบอกเลยว่าน้องคิดผิด ถึงแม้ว่าจุดประสงค์ของโครงการ วมว.ต้องการให้น้องเป็นนักวิจัยมาพัฒนาประเทศ แต่พี่รู้สึกได้ว่าโรงเรียนนี้เน้นให้ค้นหาตัวเองเจอมากกว่า รุ่นพี่หลายคนสอบติดหมอ ติดวิศวะ ติดวิทยาศาสตร์ แต่หลายคนก็ไปต่อในคณะสายศิลป์ ระบบการเรียนที่นี่และการได้ลองทำวิจัยก็ทำให้รุ่นพี่หลายคนได้เรียนในสิ่งที่ชอบจริงๆ
สำหรับปีต่อๆ ไป โรงเรียนจะเพิ่มห้องเรียนและเพิ่มหลักสูตรให้หลากหลายขึ้น เพราะโรงเรียนชอบบุกเบิกแนวทางการศึกษาแนวใหม่ๆ ให้เหมาะกับผู้เรียนในแบบต่างๆ กัน ต่อไปอาจจะมีรูปแบบที่เหมาะกับคนชอบลงมือปฏิบัติ คือเอาให้บู๊ขึ้นเพื่อความมันส์ (ล้อเล่นนะ) หรือถ้าคนที่ชอบแนวทฤษฎีจ๋า ก็อาจจะจัดให้อีกแบบ หรือถ้าใครชอบออกแบบแนวดีไซน์ก็จะจัดให้ด้วย น้องๆ คงต้องรอลุ้นกันค่ะ ว่าอนาคตโรงเรียนจะมีการเรียนการสอนใหม่ๆ มานำเสนอแบบไหนอีกบ้าง
พี่ขออธิบายเรื่องโปรเจคเพิ่มนิดนึงนะ นอกจากการเรียนในห้องเรียนและการไปทัศนศึกษาแล้ว นักเรียนทุกคนก็ต้องทำโปรเจค ทำตอน ม.5 เทอม 1, ม.5 เทอม 2 และ ม.6 เทอม 1 การทำโปรเจคเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ น้องจะได้ไปทำวิจัยกับอาจารย์ของมหาวิทยาลัย แถมยังได้ฝึกทักษะในการนำเสนองาน และทักษะในการเขียนรายงานโปรเจคส่ง แล้วโปรเจคที่ทำจะเอาไปแข่งตอน วมว. Forum ซึ่งจะรวมโปรเจคจากนักเรียนทุกโรงเรียนในโครงการ วมว. ถ้าเกิดชนะการประกวดก็จะได้เงินรางวัลด้วยนะ
ส่วนการตัดเกรด ที่นี่ไม่ตัดแบบ 80+ ได้ 4 แต่ตัดเกรดแบบ T-Score ถ้าวิชาไหนเราคะแนนอนาถในขณะที่เพื่อนคะแนนดี เกรดเราก็จะร่วงแบบน่าเกลียดสุดๆ แล้วเกรดที่ออกมาจะตัดเป็น A B+ B C+ C เหมือนมหาวิทยาลัย เวลาประกาศผลสอบจะประกาศทางเว็บมหาวิทยาลัย นั่งลุ้นเกรดทีแทบไม่ได้หลับได้นอน รีเฟรชเว็บกันรัวๆ
สุดท้ายคือ กิจกรรม กิจกรรมก็ยาวเป็นหางว่าว กรรมการนักเรียนแทบหมุนตัวไม่ทัน (พี่เป็นรอง ปธ.นักเรียนยังงานยุ่งมากเลย ปธ.ต้องยุ่งมากแน่ๆ) มีทั้งกีฬาสี, กีฬาประเพณีสองดรุณ, งานปีใหม่, All go night, สานสัมพันธ์ฉันท์ วมว., วมว. Forum, รับน้องแบบยาวๆ ทั้งเดือน, ค่ายวิชาการ, ค่ายอาสา, ค่ายนายาว และอื่นๆ มากมาย
พี่มิ้นท์ : มาถึงเรื่องการสอบเข้าบ้าง แนวข้อสอบเป็นแบบไหน พอจะจำได้มั้ยคะ
พี่ส้ม : รอบแรกรับสมัครกับมหิดลวิทยานุสรณ์ค่ะ ใช้ข้อสอบเดียวกันเลย เลือกได้ว่ามหิดลวิทย์อันดับ 1 แล้วโรงเรียน วมว. อื่นๆ อันดับสอง หรือเลือก วมว. อย่างเดียว ถ้าคะแนนถึงเกณฑ์ก็มีสิทธิสอบรอบ 2 ที่ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รอบแรกสอบวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ ส่วนความยากของข้อสอบ..... ไม่ต้องพูดถึงค่ะ ข้อสอบมหิดลวิทย์โหดอยู่แล้ว เนื้อหาของ ม.ต้น ทั้งหมดเลย แล้วก็เน้นประยุกต์เยอะมาก ถ้าตีโจทย์แตกแล้วรู้วิธีก็น่าจะทำได้
วิทย์บางเรื่องรู้สึกจะออกเกิน ม.ต้น มานิดนึง ถ้าไม่เรียนพิเศษก็น่าจะไม่รู้ เพราะพี่เองเรียนไม่เยอะ ตอนสอบเข้ามาเจอบางเรื่องเพิ่งเรียนตอน ม.4 พวกธรณีวิทยากับดาราศาสตร์ต้องอ่านเกินๆ นิดนึง ปีที่แล้วได้ข่าวว่าคณิตออกอัตนัยด้วย (ปีที่พี่สอบไม่มีอัตนัยแต่มี Multiple choices/multiple answers แทน ผิดแล้วผิดเลย ตอบไม่ครบก็ผิด) ปีนี้ไม่รู้ว่าจะออกอัตนัยอีกมั้ย ฝึกทำโจทย์เผื่อๆ ไว้ก็ดีนะน้องๆ
ส่วนรอบ 2 มาสอบข้อสอบของโรงเรียนเรา มีสอบวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ความถนัดทางวิศวกรรม+ความรู้ทั่วไป ภาษาอังกฤษ แล้วก็สอบปฏิบัติ วันแรกสอบสองวิชา วันที่สองสอบสามวิชา รู้สึกตารางสอบปีนี้จะเปลี่ยน ลองเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์มหิดลวิทยานุสรณ์ แล้วกดเข้า วมว. เข้าไปที่ดรุณสิกขาลัยแล้วก็หาตารางสอบนะ ข้อสอบทั้งหมดเป็นอัตนัย เน้นการวิเคราะห์และการใช้เหตุผล บางข้อเราจะเห็นว่ามันไม่ make sense เอาซะเลยแต่มันจะเป็นข้อสอบที่วัดวิธีคิดของน้องๆ ได้ดีเลยทีเดียว เช่น ข้อสอบของพี่รุ่น 6 เจอข้อสอบถามว่า “ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน” ส่วนภาษาอังกฤษพี่ให้แนวไม่ถูกเลย เปลี่ยนทุกปีเพราะมีนิดเดียว แต่มีเขียน Essay ทุกปีนะ สำหรับข้อสอบปฏิบัติก็จะใช้กระดาษ พี่ใบ้ให้เท่านี้แล้วกันไม่งั้นเดี๋ยวข้อสอบจะไม่ตื่นเต้น :P แต่ปีต่อไปจะใช้รูปแบบเดิมรึเปล่า ต้องรอดูค่ะ
พี่มิ้นท์ : ข้อสอบวิชาไหนยากสุด และถ้าน้องๆ มาสอบ อยากให้ระวังเรื่องอะไรที่สุด
พี่ส้ม : ยากทุกวิชาเลยทั้งรอบแรกรอบสอง แต่สำหรับพี่ พี่ว่าอังกฤษง่ายสุดนะคะ สิ่งที่ควรระวังก็คือการอ่านโจทย์ไม่ละเอียดรอบคอบตอนสอบ บางครั้งคิดเสร็จแล้วแต่ไม่มีในคำตอบ เราต้องย้อนไปดูใหม่อีกว่าผิดตรงไหน ทำให้เสียเวลาไปเยอะเหมือนกัน แถมบางข้อก็หลอกว่าจะง่าย ทำจริงติดยาวเป็นแผงเลย (เอ๊ะหรือพี่ทำไม่ได้เองหว่า) ส่วนรอบสองพี่อยากให้ระวังเรื่องการเขียน ใช้เหตุใช้ผลให้ดี ลายมือเขียนให้อ่านง่าย ถ้าเขียนวกไปวนมาหรือว่าขีดฆ่าเละๆ มีโอกาสโดนหักคะแนนสูงมาก แล้วก็ต้องอ่านโจทย์ให้ดีเพราะปีพี่ฟิสิกส์มีตอบผิดติดลบด้วย (โหดมั้ยล่ะ)
พี่มิ้นท์ : ในฐานะที่ผ่านจุดนั้นมาแล้ว ให้คำแนะนำเรื่องการเตรียมตัวสอบหน่อยค่ะ
พี่ส้ม : ให้น้องอ่านหนังสือเยอะๆ เลยค่ะ สำหรับคนที่ยังไม่สอบปีนี้ อยากให้อ่านไว้ก่อนสอบ 2-3 เดือน ทำสรุปไว้ด้วยนะ ไว้อ่านช่วงใกล้ๆ สอบ ส่วน 1 เดือนสุดท้ายก่อนสอบก็ตะลุยโจทย์ จับเวลาเหมือนทำข้อสอบจริง
พอสอบรอบแรกเสร็จน้องอ่านรอบสองไว้กันเหนียวเลยค่ะ หรือถ้าไม่อยากอ่านทวนเยอะก็อ่านสรุปอีกรอบแล้วลองทำคณิตแบบใช้วิธีทำที่ไม่ลัด แล้วลองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ พี่แนะนำว่าอ่านข่าวดูข่าวไว้เยอะๆ ก็ดี ข้อสอบความรู้รอบตัวชอบออกพวกชื่อจังหวัดหรือชื่อย่อในข่าว อันนี้สำหรับคนไม่ค่อยมีเวลานะ แต่ถ้าน้องมีเวลาก็อ่านเก็บยาวได้เลยจ้า
พี่มิ้นท์ : หลังจากสอบเสร็จแล้ว มีด่านสัมภาษณ์มั้ยคะ แล้วโหดหรือเปล่า
พี่ส้ม : โรงเรียนนี้ไม่มีสอบสัมภาษณ์ค่ะ พอประกาศผลรอบสอง จะมีพี่เจ้าหน้าที่จากโรงเรียนโทรไปคอนเฟิร์ม ต้องมามอบตัวที่โรงเรียน คนที่ได้สำรองก็จะถูกเรียกตัวขึ้นมาในกรณีที่ตัวจริงสละสิทธิ์ วันที่มามอบตัวผู้อำนวยการโรงเรียนก็จะมาพูดเรื่องการเรียนและชีวิตในหอ น้องกับผู้ปกครองจะต้องเซ็นสัญญารับทุน ฯลฯ ตอนบ่ายก็จะไปดูหอพักและกินข้าวเที่ยงที่โรงเรียนจัดไว้ให้ (อร่อยมากบอกเลย) และนี่จะเป็นโอกาสเดียวของผู้ชายที่จะได้ขึ้นหอหญิง
แต่มีอยู่เรื่องนึงที่พี่อยากจะขอน้องไว้ตรงนี้เลยนะคะ คือ อยากให้น้องที่มามอบตัวเป็นน้องที่อยากเรียนจริงๆ เพราะที่ผ่านมามีคนมอบตัวแล้วสละสิทธิ์ไปเรียนโรงเรียนอื่น พี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็ต้องมานั่งทำข้อมูลใหม่ เลขนักศึกษารุ่นน้องก็จะแหว่งๆ เช่น 5x010002 ข้ามไปเป็น 5x010005 (x คือปีที่เข้า) คือไม่ใช่แค่พี่ที่ทำเอกสารหรอก บางทีรุ่นพี่ก็ใจหายแปลกๆ เวลาน้องมามอบตัวแล้วแต่ตอนปฐมนิเทศกลับไม่เจอกัน
ถัดจากมอบตัวน้องก็นอนชิลๆ ที่บ้าน จัดของรอวันเข้าหอ น้องที่เข้าใหม่จะต้องเข้าค่ายปฐมนิเทศประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งวันเข้าหออาจารย์จะจัดห้องนอนให้เลย ซึ่งจะต้องนอนตลอด 3 ปีที่อยู่ที่โรงเรียนนี้ ชุดนักเรียนก็จะวัดตัวตัดกันวันเข้าหอนี่แหละ ดังนั้นน้องห้ามพลาดค่ายปฐมนิเทศเด็ดขาด (แอบสปอยล์ว่ามีสันทนาการสนุกๆ จากรุ่นพี่รออยู่เพียบเลยด้วย)
พี่มิ้นท์ : วันนี้ได้อะไรเยอะแยะเลย สุดท้ายแล้วฝากให้กำลังใจถึงน้องๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบปีนี้ หรือ สนใจอยากมาสอบปีต่อๆ ไปค่ะ
พี่ส้ม : พี่ก็ขอให้น้องๆ ทุกคนตั้งใจอ่านหนังสือ ตั้งใจทำโจทย์ ยังไม่ต้องไปกังวลหรอกนะว่าข้อสอบจะยากขนาดไหน จะทำไหวรึเปล่า พี่คิดว่าน้องแค่อ่านหนึงสือให้เต็มที่ แล้ววันสอบตั้งใจทำข้อสอบให้สุดความสามารถ พี่เชื่อว่าน้องทำได้ วันไหนที่น้องท้ออยากให้น้องคิดถึงตัวเองในอนาคตว่าจะได้มาอยู่โรงเรียนดีๆ แบบนี้ ได้มีรุ่นพี่ดีๆ ได้มีประสบการณ์หลายอย่างที่นักเรียนโรงเรียนสามัญทั่วไปไม่เคยมี ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนนี้ไปด้วยกัน พี่ไม่อยากให้น้องเครียดนะ ถ้าหนักเกินไปก็พักบ้าง ขอให้น้องทุกคนพยายามให้เต็มที่ แล้วพี่เชื่อว่าในวันประกาศผลน้องจะได้เห็นชื่อตัวเองในใบประกาศรายชื่อนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกแน่นอน
สำหรับน้องๆ ที่อยากมาสอบในปีต่อๆ ไป โรงเรียนจะเปิดรับสมัครช่วงเดือนกันยายนของทุกปี สอบรอบแรกประมาณเดือนพฤศจิกายน รอบสองเดือนมกราคม และประกาศผลช่วงกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมค่ะ ตอนนี้ปิดรับสมัครรุ่น 9 ไปแล้ว ตั้งแต่รุ่น 10 เป็นต้นไปจะรับนักเรียนเพิ่มเป็น 90 คน (ปีก่อนๆ รับ 30 และ 60 คน) พี่หวังว่าในอนาคตน้องๆ จะได้มาเจอพี่ๆ ในรั้วโรงเรียนดรุณสิกขาลัยแห่งนี้นะคะ ^___^
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์โรงเรียน : www.kmutt.ac.th/GiftEd/
เว็บไซต์ของโครงการ วมว. : www.scius.most.go.th
Facebook Page ของโรงเรียน : www.facebook.com/DSS.KMUTT
Facebook Page ของคณะกรรมการนักเรียน : www.facebook.com/ESCKMUTTStudentcommitee
Wikipedia ของโรงเรียน : www.th.wikipedia.org/wiki/โรงเรียนดรุณสิกขาลัย
เว็บไซต์โรงเรียน : www.kmutt.ac.th/GiftEd/
เว็บไซต์ของโครงการ วมว. : www.scius.most.go.th
Facebook Page ของโรงเรียน : www.facebook.com/DSS.KMUTT
Facebook Page ของคณะกรรมการนักเรียน : www.facebook.com/ESCKMUTTStudentcommitee
Wikipedia ของโรงเรียน : www.th.wikipedia.org/wiki/โรงเรียนดรุณสิกขาลัย
โอ้วว! พี่ส้มแห่งดรุณสิกขาลัยจัดเต็มตั้งแต่บรรทัดแรกยันบรรทัดสุดท้ายเพื่อน้องๆ ที่เตรียมตัวสอบโดยเฉพาะเลย นับจากวันนี้ถึงวันสอบ มีเวลาอีกประมาณครึ่งเดือน ขอให้ทุกคนทำเต็มที่นะคะ พี่มิ้นท์เชื่อว่าผลของความตั้งใจทำให้สอบได้แน่นอนค่า สู้ๆ







11 ความคิดเห็น
อยากเข้ามากค่ะแต่เกรดจะถึงไหมเนี่ยฮือๆ หนูสอบปีหน้าค่ะปีนี้ม.2 เกรดจะถึงไหมต้องลุ้นม.1ดันขี้เกียจเองเหอะๆ


อยากเข้ามากๆเลยค่ะ แต่หลังจะสอบไปแล้ว แบบหมดหวังมากค่ะ ดดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบแนวนี้ทำหุ่นยนต์อีกด้วย ชอบวิศวะมากค่ะ แต่คงได้แต่ทำใจล่วงหน้าแล้ว รู้ตัวเองดีเลยค่ะ

กลัวไม่ติดอะครับ555