สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com มาวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะพูดถึงการสอบ GAT PAT 9 วิชาสามัญและ O-NET การสอบ 3 อย่างที่เด็ก ม.6 มากกว่า 90% ต้องสอบ
ถ้านับจากวันนี้ เด็ก 59 ผ่านมาแค่การสอบ GAT PAT ยังเหลืออีก 2 สนามที่จะต้องไฝว้กันต่อไปนั่นก็คือ 9 วิชาสามัญ และ O-NET ที่จะเกิดขึ้นในปลายเดือนธันวาคมและกุมภาพันธ์ตามลำดับ การสอบทั้ง 3 สนามนี้ มี สทศ. เป็นผู้ดูแลทั้งหมดเลยค่ะ ไปดูความแตกต่างที่สรุปมาให้ดู ตามนี้เลยค่ะ
ถ้านับจากวันนี้ เด็ก 59 ผ่านมาแค่การสอบ GAT PAT ยังเหลืออีก 2 สนามที่จะต้องไฝว้กันต่อไปนั่นก็คือ 9 วิชาสามัญ และ O-NET ที่จะเกิดขึ้นในปลายเดือนธันวาคมและกุมภาพันธ์ตามลำดับ การสอบทั้ง 3 สนามนี้ มี สทศ. เป็นผู้ดูแลทั้งหมดเลยค่ะ ไปดูความแตกต่างที่สรุปมาให้ดู ตามนี้เลยค่ะ
ลักษณะข้อสอบ
GAT PAT : น้องๆ ที่ได้สอบรอบแรกไปก็ได้ผ่านประสบการณ์ของการสอบ GAT PAT เป็นที่เรียบร้อย กลุ่มนี้ถือว่ายากที่สุดเมื่อเทียบกับ 3 กลุ่มข้อสอบ เพราะเน้นความเป็นวิชาชีพสมชื่อ "การทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ" โดยแบ่งเป็น 8 วิชาคือ ความถนัดทั่วไป (GAT), ความถนัดทางคณิตศาสตร์ (PAT1), ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ (PAT2), ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ (PAT3), ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ (PAT4), ความถนัดทางวิชาชีพครู (PAT5), ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์ (PAT6) และความถนัดทางภาษาต่างประเทศ (PAT7) โดยแบ่งย่อยออกเป็น 6 วิชาย่อย
ที่บอกว่าวิชานี้ยาก เพราะแนวการออกข้อสอบจะล้ำลึกกว่าค่ะ คือ ต้องวิเคราะห์กันมากกว่า 1 ขั้น ประเภทที่ว่าอ่านจบปุ๊บตอบได้เลยมีน้อยมาก เน้นให้เราคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ บ้างก็เป็นความรู้ที่เกินหลักสูตร คือ เกิดมาเพื่อคัดเด็กเข้ามหาวิทยาลัยจริงๆ โหดแท้
9 วิชาสามัญ : แต่เดิมเรียกว่า 7 วิชาสามัญเพราะมี 7 วิชาคือ ภาษาไทย, สังคมศึกษา, ภาษาอังกฤษ, คณิตศาสตร์, ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา แต่รุ่นปี 2559 เพิ่มมาอีก 2 วิชา คือ คณิตทั่วไป และ วิทยาศาสตร์ทั่วไป หรือจะเรียกว่า วิทย์ยาก วิทย์ง่าย คณิตยาก คณิตง่าย หรือ วิทย์ 1 วิทย์ 2 , คณิต 1 คณิต 2 ก็ได้ค่ะ วิชาที่เพิ่มขึ้นมาก็เพื่อให้เด็กสายศิลป์มีโอกาสสอบมากขึ้น และเพื่อให้บางคณะที่ไม่ได้ใช้วิชาคณิตยากหรือวิทย์ยาก ได้เลือกใช้เพื่อเปิดโอกาสให้น้องๆ สอบเข้าได้ด้วย ซึ่งตรงนี้้น้องๆ จะใช้วิชาไหนก็ต้องเช็คจากระเบียบการโครงการที่จะสมัครนะ ว่าต้องใช้วิชาไหนบ้าง
ส่วนความยากของ 9 วิชาสามัญ พูดได้เต็มปากเลยว่าง่ายกว่า PAT ค่ะ แต่ก็ไม่ได้ง่ายจนฝันหวานว่าได้เต็ม เพราะยังคงคอนเซปท์ใช้เป็นข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยและใช้เพื่อการสอบตรง ก็ต้องไว้ลายความยากไว้หน่อย แต่ก็สบายใจได้ว่า เนื้อหาที่ออกสอบเราเรียนมาหมดแล้วทั้งนั้น ทบทวนได้จากตำราเรียนของเราเลย แต่ต้องเน้นทำโจทย์เยอะๆ เพื่อให้รู้แนวการออกข้อสอบมากขึ้น
O-NET : ถึงจะสอบหลังสุด แต่ง่ายที่สุด ถ้าไปดูค่าเฉลี่ยจะเห็นว่าวิชานี้ Mean ของประเทศจะสูงกว่าการสอบอย่างอื่นค่ะ O-NET เราต้องสอบทุกคน เพราะเป็นการทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการบังคับสอบอยู่แล้ว ฉะนั้นข้อสอบของ O-NET ก็จะไม่ยาก เพราะต้องเอาสิ่งที่เป็นความรู้พื้นฐานที่เรียนมามาวัดผลนักเรียนทั้งประเทศ และสำหรับ O-NET ปีนี้ก็เป็นปีแรกที่เปลี่ยนจำนวนวิชาสอบค่ะ จากเดิม 8 วิชาคือ ภาษาไทย, สังคมศึกษา, ภาษาอังกฤษ, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, สุขศึกษา, พลศึกษา, ศิลปะ, การงานอาชีพและเทคโนโลยี แต่ในปีนี้ สทศ. จัดสอบเหลือเพียง 5 วิชาหลัก คือ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
การสมัคร - การสอบ
GAT PAT : ต้องสมัครเองที่เว็บ www.niets.or.th เข้าระบบสมัครสอบ GAT PAT สมัครได้ปีละ 2 รอบ รอบแรกสมัคร กันยายน, รอบสองสมัครมกราคม วิชาละ 140 บาท เลือกวิชาสอบและจ่ายตามจำนวนวิชาสอบค่ะ จัดสอบเดือนตุลาคมและมีนาคม
9 วิชาสามัญ : ต้องสมัครเองที่เว็บ www.niets.or.th เข้าระบบสมัครสอบ 9 วิชาสามัญ สมัครได้ปีละครั้ง ในเดือนตุลาคม วิชาละ 100 บาท เลือกวิชาสอบและจ่ายตามจำนวนวิชาสอบเช่นกัน จัดสอบเดือนธันวาคม
O-NET : ต้องสอบครบทุกวิชาเลือกสอบไม่ได้ น้องๆ สายสามัญ โรงเรียนจะสมัครสอบให้ทุกคนค่ะ แต่น้องๆ สายอาชีพหรือเทียบเท่าหลักสูตรอื่นๆ ต้องสมัครด้วยตนเอง ประมาณ 1-15 พฤศจิกายนของทุกปีที่เว็บไซต์ www.niets.or.th จัดสอบเดือนกุมภาพันธ์
เอาคะแนนไปทำอะไรได้บ้าง
GAT PAT : ถ้าเทียบการสอบทั้ง 3 ประเภท GAT PAT ถือว่าเป็นการสอบที่เอาคะแนนไปใช้ได้เยอะที่สุด เพราะใช้ทั้งในรับตรงและแอดมิชชั่น โดยรับตรงจะใช้สัดส่วนตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด บางที่ก็ใช้ GAT PAT 100% ส่วนแอดมิชชั่น GAT PAT มีน้ำหนักรวมกัน 50% ค่ะ
9 วิชาสามัญ : 9 วิชาสามัญใช้สำหรับรับตรงในสถาบันที่เข้าร่วมระบบเคลียริ่งเฮาส์ค่ะ ซึ่งรับตรงที่นี้รวมถึงการสอบ กสพท.ด้วยนะคะ ส่วนแอดมิชชั่นไม่ใช้เลย
O-NET : ใช้ในแอดมิชชั่นกลาง สัดส่วน 30% รวมถึงใช้เป็นเกณฑ์พิจารณา กสพท. ขั้นสุดท้าย ทีกำหนด O-NET > 60% ในส่วนของรับตรงนั้นใช้น้อยมากค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่เปิดรับสมัครหลังแอดมิชชั่นผ่านไปแล้ว
GAT PAT : ถ้าเทียบการสอบทั้ง 3 ประเภท GAT PAT ถือว่าเป็นการสอบที่เอาคะแนนไปใช้ได้เยอะที่สุด เพราะใช้ทั้งในรับตรงและแอดมิชชั่น โดยรับตรงจะใช้สัดส่วนตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด บางที่ก็ใช้ GAT PAT 100% ส่วนแอดมิชชั่น GAT PAT มีน้ำหนักรวมกัน 50% ค่ะ
9 วิชาสามัญ : 9 วิชาสามัญใช้สำหรับรับตรงในสถาบันที่เข้าร่วมระบบเคลียริ่งเฮาส์ค่ะ ซึ่งรับตรงที่นี้รวมถึงการสอบ กสพท.ด้วยนะคะ ส่วนแอดมิชชั่นไม่ใช้เลย
O-NET : ใช้ในแอดมิชชั่นกลาง สัดส่วน 30% รวมถึงใช้เป็นเกณฑ์พิจารณา กสพท. ขั้นสุดท้าย ทีกำหนด O-NET > 60% ในส่วนของรับตรงนั้นใช้น้อยมากค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่เปิดรับสมัครหลังแอดมิชชั่นผ่านไปแล้ว
รูปแบบข้อสอบและช่วงเวลาสอบ
GAT PAT : เป็นรูปแบบ 5 ตัวเลือก 1 คำตอบเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้น GAT ภาษาไทยที่เป็นรูปแบบการฝนคำตอบเชื่อมโยง ส่วน PAT คณิตศาสตร์และ PAT วิทยาศาสตร์ จะมีรูปแบบการฝนอัตนัยด้วย จำนวนข้อแต่ละวิชาไม่เท่ากัน เริ่มตั้งแต่ 20-100 ข้อ ทุกวิชาจะมีเวลาในการทำวิชาละ 3 ชั่วโมงค่ะ คะแนนเต็มวิชาละ 300 คะแนน
9 วิชาสามัญ : เป็นรูปแบบ 5 ตัวเลือก 1 คำตอบเหมือนกันค่ะ มีเวลาทำวิชาละ 90 นาที จำนวนข้อเริ่มตั้งแต่ 25-100 ข้อแล้วแต่วิชาค่ะ คะแนนเต็มวิชาละ 100 คะแนน
O-NET : เป็นรูปแบบ 5 ตัวเลือก 1 คำตอบเป็นส่วนใหญ่ แต่เกือบทุกวิชาจะมีพาร์ทอื่นๆ ผสม เช่น สังคม จะมีพาร์ท 5 ตัวเลือก 2 คำตอบ, คณิตศาสตร์ มีพาร์ทฝนอัตนัย เป็นต้น มีเวลาทำวิชาละ 2 ชั่วโมง จำนวนข้อเริ่มต้น 40-90 ข้อ แล้วแต่วิชาค่ะ คะแนนเต็มวิชาละ 100 คะแนน
น้องๆ จะเห็นว่า 3 วิชานี้ให้เวลาสอบไม่เท่ากันเลย ฝึกทำข้อสอบ อย่าลืมฝึกจับเวลากันด้วยนะ
GAT PAT : เป็นรูปแบบ 5 ตัวเลือก 1 คำตอบเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้น GAT ภาษาไทยที่เป็นรูปแบบการฝนคำตอบเชื่อมโยง ส่วน PAT คณิตศาสตร์และ PAT วิทยาศาสตร์ จะมีรูปแบบการฝนอัตนัยด้วย จำนวนข้อแต่ละวิชาไม่เท่ากัน เริ่มตั้งแต่ 20-100 ข้อ ทุกวิชาจะมีเวลาในการทำวิชาละ 3 ชั่วโมงค่ะ คะแนนเต็มวิชาละ 300 คะแนน
9 วิชาสามัญ : เป็นรูปแบบ 5 ตัวเลือก 1 คำตอบเหมือนกันค่ะ มีเวลาทำวิชาละ 90 นาที จำนวนข้อเริ่มตั้งแต่ 25-100 ข้อแล้วแต่วิชาค่ะ คะแนนเต็มวิชาละ 100 คะแนน
O-NET : เป็นรูปแบบ 5 ตัวเลือก 1 คำตอบเป็นส่วนใหญ่ แต่เกือบทุกวิชาจะมีพาร์ทอื่นๆ ผสม เช่น สังคม จะมีพาร์ท 5 ตัวเลือก 2 คำตอบ, คณิตศาสตร์ มีพาร์ทฝนอัตนัย เป็นต้น มีเวลาทำวิชาละ 2 ชั่วโมง จำนวนข้อเริ่มต้น 40-90 ข้อ แล้วแต่วิชาค่ะ คะแนนเต็มวิชาละ 100 คะแนน
น้องๆ จะเห็นว่า 3 วิชานี้ให้เวลาสอบไม่เท่ากันเลย ฝึกทำข้อสอบ อย่าลืมฝึกจับเวลากันด้วยนะ
ค่าใช้จ่ายในการสอบ
GAT PAT : วิชาละ 140 บาท จ่ายเท่าจำนวนวิชาที่สอบ + ค่าธรรมเนียมธนาคาร (10-15 บาท)
9 วิชาสามัญ : วิชาละ 100 บาท จ่ายเท่าจำนวนวิชาที่สอบ + ค่าธรรมเนียมธนาคาร (10-15 บาท)
O-NET : ฟรีจ้า ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายสักบาท
จำเป็นต้องสอบมั้ย
GAT PAT : ถ้าคิดจะรับตรงและแอดมิชชั่น จำเป็นมาก
9 วิชาสามัญ : ถ้าสอบรับตรงก็จำเป็น หลายโครงการต้องใช้คะแนนส่วนนี้ ยกเว้นว่าจะเลือกรับตรงที่สอบข้อเขียนของมหาวิทยาลัยเท่านั้น 9 วิชาสามัญก็ไม่จำเป็น ส่วนคนที่คิดจะแอดมิชชั่นอย่างเดียว ไม่ต้องใช้ 9 วิชาสามัญค่ะ
O-NET : จำเป็น และโรงเรียนบังคับสอบค่ะ
GAT PAT : ถ้าคิดจะรับตรงและแอดมิชชั่น จำเป็นมาก
9 วิชาสามัญ : ถ้าสอบรับตรงก็จำเป็น หลายโครงการต้องใช้คะแนนส่วนนี้ ยกเว้นว่าจะเลือกรับตรงที่สอบข้อเขียนของมหาวิทยาลัยเท่านั้น 9 วิชาสามัญก็ไม่จำเป็น ส่วนคนที่คิดจะแอดมิชชั่นอย่างเดียว ไม่ต้องใช้ 9 วิชาสามัญค่ะ
O-NET : จำเป็น และโรงเรียนบังคับสอบค่ะ
อายุการใช้งานของคะแนนสอบ
GAT PAT : เก็บได้ 2 ปี หมายความว่าใช้ได้ในปีที่สอบและปีถัดไปในกรณีที่ต้องการซิ่ว ส่วนรับตรงต้องเช็กจากระเบียบการว่าระบุปีที่สอบไว้มั้ย ถ้าไม่ระบุก็สามารถใช้คะแนนที่มีอยู่ภายในระยะเวลา 2 ปีได้ค่ะ
9 วิชาสามัญ : เก็บได้ 1 ปี หมายความว่าใช้ได้ปีต่อปี ถ้าปีหน้าต้องการใช้คะแนนอีกก็ต้องสมัครสอบใหม่อย่างเดียว
O-NET : สอบได้ครั้งเดียว คะแนนอยู่กับเราตลอดขีวิต ไม่มีโอกาสแก้ตัวแล้วจ้า
ค่าสถิติแต่ละวิชาเป็นยังไง (สถิติรอบล่าสุดของแต่ละวิชา)
GAT PAT :
GAT PAT :
9 วิชาสามัญ
O-NET
ถึงจะดูเยอะวุ่นวายไปหน่อย แต่ก็ต้องยอมและสู้ไปกับทุกสนามสอบนะคะ เพราะทุกฉบับสำคัญไม่แพ้กัน ถ้าคิดจะรับตรง GAT PAT + วิชาสามัญ สำคัญมาก! แต่ถ้าอยากแอดมิชชั่นก็ต้องใช้ GAT PAT + O-NET เต็มๆ เลยค่ะ ฉะนั้นยังเหลือการสอบครบทั้ง 3 อย่าง ก็สู้ให้เต็มที่ จะได้ไม่เสียใจภายหลังนะ หากน้องๆ มีคำถามเพิ่มเติม สอบถามได้ที่คอมเม้นท์ด้านล่างเลยค่ะ





3 ความคิดเห็น