วัสดีค่ะ #dek59 ทุกคน ระหว่างรอแอดมิชชั่นอีกเดือนกว่าๆ หลายคนคงกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการมองหาคณะที่จะแอดมิชชั่น และก็คงมีคณะในใจกันบ้างแล้ว แต่ทางเดินไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบค่ะ นอกจากจะต้องสู้กับคนอื่นด้วยคะแนนแล้ว หลายบ้านยังต้องสู้กับคนในครอบครัวที่ไม่ค่อยจะ "เข้าใจ" ในทางเดินของเราเท่าไหร่
ส่วนใหญ่แล้วปัญหาก็คือ เราอยากเรียนคณะนี้ แต่คุณพ่อคุณแม่อยากให้เรียนอีกคณะนึง ด้วยเหตุผลว่า มีอนาคตกว่า ทำงานได้หลากหลายกว่า และปิดท้ายว่าอาบน้ำร้อนมาก่อนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แม้ในใจเราอยากจะเถียงเต็มที แต่พี่มิ้นท์อยากให้น้องๆ ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ คุยกันด้วยเหตุผล โน้มน้าวใจให้ท่านเข้าใจเราดีกว่าค่ะ วันนี้ก็เลยขนคำแนะนำมาฝากให้ลองนำไปใช้กันดูจ้า
1. ชัวร์แน่นะ? ว่าอยากเรียนคณะนี้จริงๆ
ก่อนที่จะไปตอบคำถามคุณพ่อคุณแม่ ตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราอยากเรียนคณะนั้นจริงหรือเปล่า หรืออยากเรียนเพราะตามกระแส ตามเพื่อน ข้อนี้สำคัญมากค่ะ ไม่งั้นผลกระทบจะเด้งเป็นโดมิโนเลย ถ้าเกิดเราดันไปเรียนคณะที่คิดว่า "ลองไปเรียนดูก่อน" เพราะทุกคณะมีสไตล์การเรียนที่แตกต่างกัน การเรียนด้วยความชอบและอยากรู้ ไปได้ไกลแน่นอน ตรงกันข้ามถ้าตามเพื่อนมาเรียน เพื่อนเรียนรอด เราเรียนร่วงก็ไม่มีใครช่วยเราแน่ๆ
ดังนั้น ถามใจตัวเองว่าคณะที่เล็งๆ อยู่ อยากเรียนจริงๆ ใช่มั้ย? ถ้าคำตอบ คือ ใช่ พี่มิ้นท์สนับสนุนให้เดินหน้าต่อ แม้จะไม่ตรงใจผู้ปกครองสักเท่าไหร่
2. ฟังเหตุผลของพ่อแม่ให้ครบทุกข้อ และอย่าเพิ่งเถียง
เรามีเหตุผลของเรา พ่อแม่ก็มีเหตุผลของเขา ในเรื่องนี้พี่มิ้นท์แนะนำว่าใจเขาใจเราค่ะ เวลาเราอยากพูดก็ต้องการผู้ฟังเหมือนกัน ถ้าพูดๆ ไปโดยไม่มีคนฟังก็คงอารมณ์เสียไม่น้อย ดังนั้นลองเปิดใจฟังเหตุผลของพ่อแม่ให้ครบทุกข้อ อย่าเพิ่งเถียง อย่าเพิ่งอคติ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีอะไรดีขึ้นค่ะ
เมื่อฟังจนจบ น้องๆ ลองทบทวนดูว่าสิ่งที่พ่อแม่พูดมีอะไรที่เราเห็นด้วย และเรื่องไหนที่เราไม่เห็นด้วย ลองให้น้ำหนักทั้งสองส่วนแล้วทบทวนคณะที่เรากำลังสนใจว่าเป็นจริงกับที่ผู้ปกครองพูดหรือเปล่า แล้วเราแคร์มั้ย ถ้ายังยืนยันความคิดตนเองเหมือนเดิมก็เข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
3. เตรียมคำตอบให้ครบทุกประเด็น
การคุยกันที่มีแนวโน้มประสบความสำเร็จ คือ การคุยกันด้วยเหตุผลค่ะ แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เข้าใจเราทุกเรื่องหรอก บางเรื่องท่านอาจจะยังตามสมัยไม่ทัน ยังคิดว่าทุกอย่างเป็นเหมือนรุ่นของท่าน เราก็มีหน้าที่คลายข้อสงสัยด้วยคำตอบที่แน่นปึ้ก จะได้ไร้ข้อกังขา แล้วคำตอบพวกนั้น เอามาจากไหนกันล่ะ? ก็เป็นหน้าที่ของน้องๆ อีกเหมือนกันที่จะต้องหาคำตอบเตรียมไว้
คำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักจะถามกลับมาเป็นชุดๆ ก็คงหนีไม่พ้น เรียนจบไปแล้วทำงานอะไร อนาคตเป็นยังไง แล้วเงินเดือนล่ะสู้อาชีพนี้ได้มั้ย แล้วเรียนในคณะยากหรือเปล่า ต้องไปเรียนที่ไหน จะตกงานมั้ย คณะนี้ดีจริงๆ หรอ และอีกสารพัดคำถามที่ถามวนเกี่ยวกับการเรียนในคณะ อาชีพหลังเรียนจบ ฯลฯ ซึ่งทางออกที่น้องๆ ควรทำมากที่สุด คือ การหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะสอบถามรุ่นพี่โดยตรง ดูวิชาเรียนในคณะ ยิ่งทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตเข้าถึงง่ายมากๆ เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ค่ะ พี่มิ้นท์รับรองว่าถ้าน้องๆ หาข้อมูลอะไรสักเรื่องด้วยความตั้งใจ ข้อมูลจะอยู่ในหัวเราจนตอบได้อย่างอัตโนมัติเลย ซึ่งถ้าทุกอย่างลื่นไหลไปได้สวย พ่อแม่ก็มีโอกาสคล้อยตามได้ง่ายค่ะ
4. รู้จังหวะในการคุย อย่าชวนคุยในช่วงที่พ่อแม่อารมณ์ไม่ดี
โบราณจะออกรบยังต้องดูฤกษ์ยาม การเจรจาก็เช่นเดียวกัน ยิ่งเป็นเรื่องที่ดูน่าจะได้เถียงกันแน่ๆ ยิ่งต้องดูเวลาที่เหมาะสมค่ะ ข้อห้ามเด็ดขาดเลย คือ ห้ามไปคุยช่วงที่พ่อแม่อารมณ์ไม่ดี ไปโกรธใครมาไม่รู้แหละ แต่อย่าไปเติมไฟให้ท่าน ไม่งั้นจะฉุนเฉียวกว่าปกติ พาลจะเป็นเรื่องโมโหที่เก็บไว้ในใจตลอด แนะนำว่าเป็นเวลากินข้าว ดูละคร ท่านจะไม่ค่อยมีอะไรติดค้างในใจค่ะ
อีกเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญคือ คำพูดเปิดบทสนทนาค่ะ ควรมีการเกริ่นให้ท่านตั้งหลักนิดนึง ประเภทที่ว่ามาถึงใส่เลย ทำไมพ่อแม่ไม่ให้เรียนคณะนี้/หนูจะเรียนคณะนี้ให้ได้ ฯลฯ แบบนี้เหมือนมาชวนทะเลาะมากกว่า น้องๆ อาจเริ่มต้นด้วยว่า ขอปรึกษาอะไรพ่อกับแม่หน่อยค่ะ หรือ พ่อคะ แม่คะหนูว่าคณะนี้น่าสนใจนะ เป็นต้น
5. อย่าประชด อย่าเปรียบเทียบท่านให้ดูไม่ดี
คำพูดเสียดสีประชดประชัน เช่น ทีพ่อแม่เพื่อนยังไม่เห็นห้ามเลย / เพื่อนโชคดีมาก ที่พ่อแม่ให้เรียนอะไรก็ได้ / ถ้าอยากได้ลูกเรียนคณะนี้ ก็ไปหาคนอื่นมาเป็นลูกแทนสิ และอีกสารพัดคำพูดเสียดแทงจิตใจพ่อแม่ ที่ออกมาโดยอารมณ์ชั่ววูบ ขอให้เก็บเอาไว้ในใจเลยค่ะ ลองคิดดูว่าคำพูดพวกนี้จะทำให้พ่อแม่เราเสียใจแค่ไหน คนเป็นพ่อแม่ก็หวังว่าจะมีคุณค่าพอที่จะให้คำแนะนำลูกได้ แต่คำพูดประชดกรีดหัวใจแบบนั้น ก็เหมือนกับการบอกว่าท่านไม่สำคัญสำหรับชีวิตเรานั่นแหละค่ะ ดังนั้น ถ้าสถานการณ์เริ่มเคร่งเครียด ดูไม่น่าจบลงด้วยดี พี่มิ้นท์ว่าน้องต้องเย็นเข้าไว้ อย่าเติมเชื้อให้รุนแรงขึ้น ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็บอกว่าไปตรงๆ ว่า "เดี๋ยวไว้ใจเย็นๆ แล้วมาคุยกันใหม่"
6.ทำให้ท่านเห็นความมุ่งมั่นของเรา
ความตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นใจ(ในพ่อแม่) ยิ่งถ้าท่านเห็นเราจริงจังมากเท่าไหร่ ก็ใจอ่อนได้ง่ายขึ้น ก็เหมือนความรักนั่นแหละค่ะ ที่เรามักจะใจอ่อนกับความพยายามของอีกฝ่าย ดังนั้นช่วงปิดเทอมแบบนี้ อย่ามัวแต่เปิดทีวีดูการ์ตูน ให้น้องๆ ลองแบ่งเวลาสักวันละ 2-3 ชั่วโมงหาข้อมูลเกี่ยวกับคณะที่เราสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ เว็บไซต์ หรือคลิปวิดีโอแนะนำคณะต่างๆ ทำให้อยู่ในสายตาของท่านยิ่งดีค่ะ ที่สำคัญ เมื่อได้ข้อมูลอะไรใหม่ๆ ก็ลองไปคุยกับท่านเรื่อยๆ เชื่อว่าท่านก็คงสัมผัสได้ว่าเราอยากเรียนจริงๆ อาจจะไม่อยากขัดใจแล้วก็ได้นะ
7. ทำให้ท่านหมดห่วง
เหตุผลนึงที่พ่อแม่คิดเห็นไม่ตรงกับเราเรื่องมหาวิทยาลัยก็คือ อยู่ไกล ไม่อยากให้อยู่หอ ถ้าน้องๆ รู้ตัวว่าสามารถไปอยู่หอได้ หรือ เดินทางไปมาเองได้จริงๆ พี่มิ้นท์แนะนำให้พาคุณพ่อคุณแม่ไปดูสถานที่จริงพร้อมกันเลย พ่อแม่เห็นสถานที่เรียนและหอพักก็ไว้ใจและอนุญาตให้เรียนที่นี่ได้ค่ะ วิธีนี้พี่มิ้นท์เคยใช้ได้ผลมาแล้ว คือ พาพ่อแม่ไปถึงมหาวิทยาลัยเลย ดูทั้งหอพัก สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย รวมถึงวิธีเดินทางไปกลับ สุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง พ่อแม่สบายใจ คนเรียนก็สุขใจค่ะ ซึ่งเทคนิคในข้อนี้คือ การซื้อความไว้ใจ ทำให้ท่านหมดห่วงนั่นเอง
นอกจากเรื่องสถานที่ในการเรียนและการใช้ชีวิตแล้ว อยากให้น้องๆ แสดงความมั่นใจอีกว่าเราสามารถดูแลตัวเองได้ (ซึ่งความจริงอายุ 18 ก็ถือว่าเป็นวัยรุ่นที่จะเป็นวัยผู้ใหญ่แล้วเนอะ) ไม่ว่าจะเป็น การกิน การนอน การดูแลไม่ให้เจ็บป่วย รวมถึงจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่โดนใครหลอกง่ายๆ เพราะนี่อาจจะเป็นก้าวแรกที่น้องๆ หลายคนจะต้องห่างจากครอบครัว พ่อแม่ก็ย่อมเป็นห่วงเป็นธรรมดาค่ะ แต่ถ้าเราแข็งแกร่งดูแลตัวเองได้ พ่อแม่ก็สบายใจ
8. ให้ท่านเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จ
ความภาคภูมิใจของลูกก็เป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ค่ะ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดคณะที่เราอยากเรียนจะไม่ใช่คณะที่พ่อแม่อยากได้ แต่ระหว่างทางถ้าเราให้ข้อมูลท่านไปเรื่อยๆ คอยปรึกษาทุกๆ วัน พ่อแม่จะรู้สึกว่า เขามีส่วนช่วยสนับสนุน เป็นที่ปรึกษาให้เราได้ ดังนั้นให้ท่านได้เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของเรา จนถึงวันที่เราสอบติดจริงๆ คนที่ดีใจไม่แพ้เราก็คือพ่อแม่นั่นเอง
ครอบครัวไหนที่เข้าใจเราถือว่าโชคดีเป็นที่สุด จะเรียนอะไรก็เรียนเถอะ เรียนให้จบก็พอ ฮ่าๆๆ แต่ถ้าบ้านไหนที่ไม่เข้าใจเรา ก็อย่าเพิ่งน้อยใจหาว่าพ่อแม่กีดกันเลยนะคะ ท่านก็คงหวังดีตามความคิดของผู้ใหญ่ แต่ถ้าเรามั่นใจในสิ่งที่เรากำลังทำ ก็ยืนยันด้วยความมั่นใจไปเลยว่านี่แหละ! ทางเดินที่เราตั้งใจทำ ที่เหลือเราก็พิสูจน์ให้ท่านเห็นไปเลย ว่าความคิดเรานั้นถูกต้อง และมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จได้จริงๆ
สุดท้าย น้องๆ ที่ยังงอนหรือทะเลาะกับพ่อแม่อยู่ ลองนำบทความนี้ให้ท่านอ่านดูนะคะ :D


5 ความคิดเห็น
อย่าคิดนะคะว่าถ้าได้เรียนคณะที่เราชอบแล้วเรื่องจะจบสวยเสมอไป
มากกว่าครึ่งละค่ะที่พอจบมาแล้ว "ทำงานไม่ตรงสายที่เรียนมา" วันนึงที่น้องตกงานและต้องไปทำงานอื่นที่เราไม่เคยเรียน วันนั้นน้องจะรู้ว่าการทะเลาะกับพ่อแม่ในวันนี้เป็นอะไรที่ไร้สาระที่สุด
.
พี่เนี่ยค่ะเรียนนิเทศฯแล้วเป็นสาขาบรอดแคสติ้งที่มันเฉพาะทางมากๆด้วย ตอนนั้นดีใจมากที่ได้เลือกเรียนตามที่คิด สี่ปีแฮปปี้มาก เหมือนฝันเลย แต่พอจบเท่านั้นแหละ งานหายากมาก คนที่ทำงานด้านสื่อสาร ด้านบันเทิง ด้านโฆษณามันล้นตลาด คนที่ได้งานมาก่อนเราเขาก็จับงานไม่ยอมปล่อย ไม่มีที่สำหรับเราที่ไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน งานที่ว่างอยู่ก็ใช้แรงงาน ทนทำแล้วแต่มันไม่ไหว มันหนักมาก ออกกอง ขนของ ต้องไปค้างตจว.เวลาทีมถ่ายทำเขาไปทำงาน กลับบ้านดึกๆดื่น อันตรายสุดๆ พวกเพื่อนๆผู้ชายเขาไหว(พวกนั้นสายถึกและบึกบึน555) แต่เรานี่จะตาย
งานที่ถือว่าสบายคือตอนฟรีแลนซ์อยู่ JSL รับหน้าที่ดูแลนักแสดง ....ค่ะ.......อยู่กองตั้งแต่ตีห้ายันตีห้าของอีกวันถึงได้เสร็จงาน ...ได้มาพันห้า ถถถถถ ถุยชีวิตค่ะพูดเลย
.
อยากทำงานสบายในห้องส่ง คิดจะไปสอบเอาใบผู้ประกาศ...ขอโทษเถอะค่ะก็ไม่ใช่ง่ายๆอย่างที่คิด สอบผ่านก็ไม่มีตำแหน่งให้ หลายปีค่ะจนต้องยอมแพ้ จบนิเทศฯ เกรดอย่างสวย หางานไม่ได้ ต้องมาทำงานเซลล์...นี่ถ้าจบบริหารมาป่านนี้คงได้เลื่อนเป็นผู้จัดการไปแล้ว
กลายเป็นว่าพวกที่เรียนสายกลางๆอย่างบริหาร บัญชี กฎหมายก็โอเคนะ กลับหางานได้ง่ายกว่า หรือคนที่ไปด้านสายอาชีพโดยตรงไปเลยแบบนั้นมีงานรองรับทันที
ใครที่พ่อแม่สามารถการันตีตำแหน่งงานให้ในอนาคตได้เนี่ยถือว่าเกิดมาบนความสบายเลยนะคะ การที่เขาบังคับเรานี่ส่วนนึงเพราะไม่อยากเห็นเราต้องลำบาก ....แต่บางบ้านอาจจะบังคับให้ไปเรียนอะไรที่มันเกินความสามารถและเกินเกรดในความเป็นจริงของเรามากไปก็ต้องค่อยๆคุยกันค่ะ
.
พ่อแม่บางคนอาจจะเติมเต็มความฝันของตัวเองด้วยการมอบให้ลูกมาสานต่อจนกลายเป็นการบังคับ ตรงนั้นถือว่าน่าปวดใจ
แต่ส่วนใหญ่แล้วเขาแค่ไม่อยากให้เราต้องเจอความลำบากอย่างที่เขาเคยเจอเท่านั้นละค่ะ