|
ในยุคปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการแข่งขันด้านต่างๆ มีสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หรืออื่นๆ สำหรับเด็กนักเรียนชั้น ม.6 อย่างผู้เขียนนั้น การสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยเป็นการแข่งขันที่น่ากลัวและวุ่นวายมากทีเดียว เพราะทุกคนที่เข้าสนามสอบพยายามเข้าคณะที่ตนต้องการให้ได้ แม้ว่าจำต้องผ่านขั้นตอนมากมายกว่าจะทำได้สำเร็จ
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องง่าย และกลายเป็นเรื่องยากก็คือ การที่กระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนระบบเอ็นทรานซ์บ่อยครั้งแทบจะทุกปี นักเรียนอย่างผู้เขียนจึงยากต่อการตามให้ทันและศึกษาให้เข้าใจระบบเอ็นทรานซ์ใหม่จากระบบเก่าได้จึงคิดว่า หากกระทรวงศึกษาธิการจัดวางระบบและกำหนดขั้นตอนการสอบเอ็นทรานซ์แบบตายตัว นักเรียนย่อมสามารถหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวสอบได้ง่ายขึ้น
สำหรับการเก็บคะแนน GPA นั้นมองว่า เป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับนักเรียนอย่างผู้เขียนเพราะคะแนนเกรดเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี และค่าเฉลี่ย GPA ในระบบเอ็นทรานซ์ปี 2551 มีถึง 30% ดังนั้น หากนักเรียนสามารถทำคะแนนในโรงเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี คงมีส่วนอย่างมากต่อผลคะแนนเอ็นทรานซ์
อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกแง่มุม อาจจะเห็นความไม่เป็นธรรม เพราะมาตรฐานการศึกษาทั้งด้านการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียนไม่เท่าเทียมกัน แม้ว่าจะมีหลักสูตรการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการเป็นตัวกำหนดกรอบก็ตาม ถ้าโรงเรียนหนึ่งออกข้อสอบยาก นักเรียนอาจทำคะแนนได้น้อย ในขณะที่อีกโรงเรียนออกข้อสอบง่าย นักเรียนสามารถทำคะแนนได้มาก ทำให้นักเรียนในโรงเรียนที่ออกข้อสอบง่ายมีเกรดเฉลี่ยค่อนข้างดี ซึ่งจะมีผลอย่างมากต่อคะแนน GPA เชื่อว่าทุกโรงเรียนอยากเห็นนักเรียนของตนผ่านการสอบเอ็นทรานซ์ ติดคณะที่เด็กต้องการในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ดังนั้น โรงเรียนบางแห่งจึงปล่อยคะแนนเกรดเฉลี่ยมากเพื่อช่วยคะแนน GPA ให้สูงขึ้น
ส่วนการสอบ O-Net นั้น คิดว่าเป็นเครื่องมือใช้วัดความรู้และความสามารถดีที่สุด เพราะเป็นการสอบวัดมาตรฐานของนักเรียนชั้น ม.6 ซึ่งหากนักเรียนคนใดเตรียมตัวสอบมาเป็นอย่างดี คาดหวังได้เลยว่าการสอบคงไม่เป็นปัญหา อีกอย่างที่แปลกใจก็คือ การสอบ A-Net บางวิชา เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสังคม ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องมีการสอบ A-Net ของ 3 วิชาดังกล่าว เหตุที่ต้องตั้งคำถามก็เพราะ O-Net จัดให้มีการสอบ 3 วิชานี้ไปก่อนแล้ว
แม้จะเป็นที่ยอมรับกันว่า ข้อสอบ A-Net เป็นข้อสอบที่ยากกว่าข้อสอบ O-Net และเนื้อหาที่สอบค่อนข้างเจาะลึกกว่า แต่ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมากกับการจัดให้มีการสอบ A-Net วิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสังคม เพราะ 3 วิชานี้ทางคณะที่นักเรียนสอบเข้าสามารถดูผลคะแนนจากการสอบ O-Net ของนักเรียนได้อยู่แล้ว กรณีการสอบ A-Net ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกสอบตามวิชาที่ตนใช้ในการยื่นคะแนนโดยไม่ได้บังคับว่า ทุกคนต้องสอบเหมือนการสอบ O-Net นั้น เห็นด้วยอย่างยิ่ง
การสอบ O-Net ในปีที่ผู้เขียนสอบนั้นมีทั้งหมด 8 รายวิชา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ งานบ้าน ศิลปะ และพลศึกษาแต่ 3 วิชาหลัง คือ งานบ้าน ศิลปะ และพลศึกษานั้น เป็นวิชาที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งคิดว่าไม่ควรจัดให้มีการสอบ เนื่องจากส่วนใหญ่ของสาระที่เรียนมักเป็นภาคปฏิบัติมากกว่าภาคทฤษฎี จึงเชื่อว่าจะต้องมีนักเรียนจำนวนหนึ่งซึ่งไม่น้อยทีเดียวผู้ที่จะเข้าสนามสอบเอ็นทรานซ์ไม่รู้ว่าจะหาแนวข้อสอบหรือเนื้อหามาศึกษาและพิเคราะห์ประกอบการเตรียมตัวสอบได้จากที่ใดเพราะไม่เคยมีการสอบมาก่อน ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความพร้อมของนักเรียนผู้สอบเอ็นทรานซ์
อย่างไรก็ดี สำหรับผู้เขียนการสอบ 3 วิชาดังกล่าวนั้น คณะที่อยากจะเข้าศึกษา ส่วนมากไม่ได้ดูคะแนนจากการสอบ O-Net เลย จึงนับว่าโชคดีมากเรื่องสุดท้ายที่คิดว่า สำคัญที่สุด เพราะไม่อาจมองข้ามได้หากนักเรียนอยากเห็นตัวเองประสบความสำเร็จสมความปรารถนา คือ การเลือกคณะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยที่นักเรียนแต่ละคนต้องการ
กรณีที่นักเรียนทราบผลคะแนนการสอบ O-Net และ A-Net แล้วนำไปเลือกคณะต่างๆ นั้น เป็นระบบที่ดี เพราะเราสามารถยื่นคะแนนสอบกับคณะที่ตั้งคะแนนระดับใกล้เคียงกับคะแนนของเราได้ ช่วยให้โอกาสที่จะได้เข้าเรียนในคณะของมหาวิทยาลัยที่ตนเลือกมีมากขึ้น หรือมีความเป็นไปได้สูงขึ้นมาก เนื่องจากในอดีตจะต้องเลือกคณะ 4 อันดับก่อน จึงไปสอบ ซึ่งอาจจะทำให้คนที่เลือกคณะที่คะแนนสูง แต่ผลการสอบไม่ดี อาจเอ็นทรานซ์ไม่ติดได้โปรดเข้าใจด้วยว่า มุมมองของผู้เขียนข้างต้นนั้นเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของนักเรียนคนหนึ่งต่อระบบเอ็นทรานซ์ของไทยแต่ไม่ว่าระบบจะเป็นอย่างไร หรือมีการเปลี่ยนแปลงระบบมากน้อยเพียงไร การที่นักเรียนคนหนึ่งสามารถสอบเอ็นทรานซ์เข้าคณะและมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญยิ่งนั่นก็คือ ความขยันหมั่นเพียรและมุ่งมั่นตั้งแต่เรียนระดับมัธยมศึกษามาอย่างต่อเนื่อง สะสมเพิ่มพูนความรู้ในวิชาที่เรียน นี่เป็นปัจจัยหลักของการเตรียมความพร้อมแต่เนิ่นๆ เพื่อพร้อมที่จะสอบเอ็นทรานซ์เมื่อเวลามาถึง
ระบบเอ็นทรานซ์เป็นเพียงวิธีการและขั้นตอนที่ใช้วัดความรู้ความสามารถของนักเรียนว่า มีวุฒิตามเกณฑ์และเพียงพอที่จะให้ผ่านเข้าไปใช้ชีวิตนิสิตนักศึกษาแต่ละคณะในสถาบันอุดมศึกษาหรือไม่
พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มติชน
|
1 ความคิดเห็น
เราว่าข้อสอบไม่เหมาะสม เพราะผู้สอบควรจะได้คะแนนกันส่วนใหญ่ประมาน50คะแนน ไม่ใช่สามสิบสี่สิบ
แล้วบางคนก็คิดว่าบางวิชาสำคัญมาก บางวิชาไม่สำคัญเลยแม้แต่นิด ..ไม่ควรคิดแบบนั้น