5 หนังสือน่าอ่านจากดินแดนแห่งเบียร์
สวัสดีชาวไรเตอร์ทุกคนค่ะ มาพบกับพี่น้ำผึ้งอีกแล้วนะคะ ในวันนี้พี่ก็มาพร้อมกับหนังสือน่าอ่านประจำเดือนพฤษภาคมค่ะ เมื่อเดือนที่แล้วพี่น้ำผึ้งได้แนะนำหนังสือน่าอ่านแนวจิตวิทยา ในบทความเรื่อง ‘ไม่เข้าคือพลาด 5 เล่มนี้อ่านแล้วชีวิตดี๊ดีแน่นอน’ ไหนมีใครอ่านแล้วบ้างคะ? ขอมือหน่อย โอ้โหเพียบเลย สำรับเดือนนี้เราก็จะวกกลับมาที่นิยายเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือนิยายจากเยอรมนีค่ะ
The Neverending Story
เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นในดินแดนที่ชื่อว่า "แฟนตาสติกา" ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดินี ผู้ทรงมีลักษณะเหมือนเด็ก โลกแห่งนั้นกำลังถูกทำลายลงด้วย "ความว่างเปล่า" ตัวละครเอกคนหนึ่งเป็นนักรบหนุ่ม ซึ่งองค์จักรพรรดินีขอร้องให้เขาหาทางช่วยเหลือโลกนั้นไว้ ส่วนตัวละครเอกอีกคนหนึ่ง คือเด็กชายจากโลกอันแท้จริง ซึ่งเป็นผู้อ่านนวนิยายที่มีชื่อเรื่องเดียวกันกับชื่อหนังสือ และได้พบว่าสิ่งที่เขากำลังอ่านอยู่นั้นกลับกลายเป็นความจริงขึ้นเรื่อยๆ!
เรื่องย่อ
ทำไมถึงควรอ่าน?
จินตนาการไม่รู้จบตีพิมพ์ครั้งแรกในประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1979 ก่อนจะถูกนำมาตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1983 นอกจากนี้นะคะ ยังได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ด้วยแหละค่ะ
ในวรรณกรรมเรื่องนี้ เอ็นเด้ (ผู้เขียน) ได้กระตุ้นให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ในการอ่านหนังสือโดยการชี้ให้เห็นว่า การอ่านหนังสือก็เปรียบเสมือนกับการเปิดไปสู่โลกใหม่ที่ทั้งแปลกและแตกต่าง เขาได้ชี้ให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างโลกแห่งความจริงกับโลกแห่งจินตนาการนั้นบางมากจนบางครั้งก็สามารถข้ามไปถึงกันได้ ถ้าอยากรู้ว่าสองโลกนี้นั้นเชื่อมต่อกันยังไง ต้องลองอ่านค่ะ
ที่สำคัญหนังสือเล่มนี้ยังเป็น 1 ใน วรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต สนับสนุนโดยสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมและประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พี่น้ำผึ้งไม่แปลกใจเลยนะคะว่าทำไม นั่นเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้สอดแทรกแง่คิด ปรัชญาเอาไว้ตลอดทั้งเรื่องค่ะ ไม่ว่าผู้อ่านจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ พี่น้ำผึ้งเชื่อว่าจะต้องได้อะไรกลับไปจากการอ่านหนังสือเล่มนี้แน่นอน เช่น ความตายของสิงโตโกรกราแมนที่ทำให้เกิดเพอริลินในป่าแห่งราตรีกาล นั้นทำให้เราตระหนักได้ว่า “ความตายก่อให้เกิดชีวิตและชีวิตก็ก่อให้เกิดความตาย” เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชน แต่แท้จริงแล้วหนังสือเล่มนี้เหมาพกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัยเลยค่ะ
Momo
ชื่อภาษาเยอรมัน Momo
ชื่อภาษาไทย โมโม่ โดยสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน
คำโปรยหลังปก
มนุษย์เราอาจมีเวลาในชีวิตไม่เท่ากัน บางคนสั้น บางคนยาว แต่ไม่ว่าจะยาวหรือสั้นแค่ไหน เราทุกคนต่างก็มีเวลาจำกัดเท่ากับชีวิตของเรา และนั่นย่อมหมายความว่า ไม่ว่าเราจะประหยัดเวลาสักแค่ไหน ไม่ว่าจะเร่งรีบทำการงานสักเพียงใด เวลาของเราก็ยังมีจำกัดเท่ากับชีวิตของเราอยู่ดี มนุษย์จึงต้องตัดสินใจเอาเองว่าจะทำอย่างไรกับเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้น เพราะเวลาคือชีวิต และชีวิตสถิตอยู่ในหัวใจ
"โมโม่" เป็นเด็กหญิงเร่ร่อนคนหนึ่งที่ไม่มีครอบครัว ไม่มีญาติ บ้านของเขาคือโรงละครร้างๆ ในเมืองเล็กๆ ทุกคนในเมืองนั้นชอบมาหาโม่โม่ ผู้ใหญ่ชอบมาเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้ฟัง เด็กๆ ชอบมาจับกลุ่มเล่นกับโม่โม่ แต่เมื่อผู้ชายสีเทาเข้ามาในเมือง ทุกคนรอบข้างโมโม่ก็เปลี่ยนไป ผู้ชายสีเทาเข้ามายุยงให้ผู้คนพักผ่อนน้อยๆ ทำงานหนักๆ เลิกเสียเวลาติดต่อพูดคุยกับคนอื่น โมโม่ก็เลยโดดเดี่ยวขึ้นเรื่อยๆ เขารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงว่ายิ่งมนุษย์พยายามจะประหยัดเวลามากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีเวลาน้อยลงเท่านั้น เขาเลยพยายามช่วยเหลือให้สภาพสังคมแบบเดิมกลับมา ก่อนที่โลกนี้จะไม่เหลือเวลาให้คนได้พูดคุยกันอีกเลย
เรื่องย่อ
“โมโม่” เด็กหญิงเร่ร่อนที่มีความสามารถพิเศษอันโดดเด่น ยากที่จะพบเจอได้จากคนทั่วไปซึ่งก็คือ “การฟังเป็น” เธอจะนั่งฟังคนที่มาพูดคุยกับเธออย่างตั้งใจเลยทำให้เธอสามารถชี้แนะคำตอบสำหรับปัญหาได้อย่างถูกต้อง
แต่แล้ววันหนึ่ง “ชายสีเทา” ได้มาเผยแพร่แนวคิดของ การประหยัดเวลา โดยมองว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง ใครปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์นั้นจะหาความสุขไม่ได้ เพราะฉะนั้นจงหาเงินให้มากขึ้นเพื่อหาซื้อความสุข หลังจากชายสีเทาก็ได้จากไป
แนวคิดนี้ได้มีอิทธิพลจนส่งผลกระทบต่อคนทั้งเมือง ผู้คนเริ่มแล้งน้ำใจเพราะเห็นว่าเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ กิจกรรมทางสังคม นันทนาการ การพักผ่อนหายไป แต่ดูเหมือนว่ายิ่งประหยัดเวลาไปเท่าไรพวกเขาจะยิ่งสูญเสียเวลาเหล่านั้นไป ซึ่งเวลาที่สูญเสียนั้นได้กลายมาเป็นซิการ์เพื่อหล่อเลี้ยงชายสีเทา
แต่โมโม่ไม่ได้ตกอยู่ในอิทธิพลของชายสีเทาเลยแม้แต่น้อบ เธอได้ไปหาศาสตราจารย์ “เซ็คคุนดุส มินูทุส โฮร่า” ซึ่งเป็นตัวแทนของเวลา และได้รับรู้ถึงวิกฤตการที่โลกทั้งหมดจะหยุดนิ่งหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป เขาจึงได้มอบพลังในการมองเห็นอนาคตล่วงหน้า 30 นาทีให้แก่เธอ เพื่อให้เธอได้ปลดปล่อยเวลาออกมาจากเซฟอยู่ในที่หลบซ่อนชายสีเทา
ทำไมถึงควรอ่าน?
อีกหนึ่งวรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต ซึ่งพี่น้ำผึ้งเห็นด้วยมากๆ เลยนะคะ และแม้หนังสือเล่มนี้จะถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1973 แต่ประเด็นที่นำเสนอนั้นกลับสะท้อนสภาพสังคมในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ซึ่งก็คือเรื่องเวลานั่นเอง คนส่วนใหญ่ชอบบอกว่าตัวเองไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่เราทุกคนต่างก็มีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน บ่อยครั้งท่ามกลางชั่วโมงเร่งด่วนที่เราจะเห็นผู้คนหน้าตาเคร่งเครียดเดินชนกัน แต่กลับไม่มีคำขอโทษ นั่นเป็นเพราะชายสีเทาที่ซ่อนอยู่ภายใต้จิตใจของเรากำลังเปลี่ยนเราอยู่ค่ะ
พี่น้ำผึ้งคิดว่าชายสีเทาในเรื่องเป็นตัวแทนของผู้ที่หิวกระหายเวลาอย่างไม่รู้จักพอ เปรียบเหมือนอำนาจหรือความอ่อนแอในตัวมนุษย์ ที่สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราได้ ขณะที่โมโม่เป็นตัวแทนของคนที่มีอิสระและมีเวลามากมาย
แน่นอนว่านิยายเรื่องนี้มีข้อคิด เพราะทำให้เราได้รู้ว่าเวลานั้นเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องรู้จักใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ทุกกิจกรรมในชีวิตของเราเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักแบ่งเวลาให้ดีเพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดค่ะ
The Thief Lord
ชื่อภาษาเยอรมัน Herr der Diebe
ชื่อภาษาไทย นายขโมย โดยสำนักพิมพ์นานมีบุคส์
คำโปรยหลังปก
นายขโมย หรือ Herr der Diebe เป็นวรรณกรรมเยาชนเรื่องหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แม้ว่าผู้เขียนจะเป็นชาวเยอรมัน และเขียนต้นฉบับนี้ด้วยภาษาเยอรมัน แต่กลับกำหนดให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ด้วยลีลาการบรรยาย ทำให้เรามองเห็นภาพบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยคลองน้อยใหญ่ของเวนิสได้ชัดเจน เห็นภาพเรือกอนโดล่าที่ขึ้นชื่อ ภาพคืนวันพระจันทร์เต็มดวงส่องแวงสะท้อนผืนน้ำ จนอดไม่ได้ที่จะเรียกเมืองแสนสวยนี้ว่า จันทราบุรี และที่เด่นชัดคือสภาพความเป็นอยู่ที่แตกต่างของคนหลายระดับ ทั้งเศรษฐี มหาเศรษฐี พ่อค้าผู้เอาเปรียบ เด็กเร่ร่อน และคนทำมาหากิน
นายขโมย คือตัวเองของเรื่อง เขาเป็นเด็กชายวัย 13 ปีที่มีความฝันยิ่งใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นจากความกดดันภายในบ้าน เขาอาจจะตัดสินใจทำบางอย่างผิดพลาดเกิดวัย แต่ทุกสิ่งที่เขาทำนั้น ก็เพื่อบอกถึงความปรารถนาล้ำลึก แม้พ่อแม่ของเขาไม่เข้าใจ แต่ก็ยังน่าดีใจที่มีผู้ใหญ่บางคน…เข้าใจเขา

หนังสือเรื่องนายขโมย ฉบับภาษาไทย
เรื่องย่อ
หลังจากที่แม่ตาย สองพี่น้องวัย 13 ขวบและ 5 ขวบได้หนีออกจากบ้านมายังเมืองเวนิส เพราะป้าของพวกเขานั้นต้องการรับคนน้องเป็นลูกบุญธรรม แต่ไม่ต้องการคนพี่ ป้าจึงมาตามหาที่เวนิสและจ้างนักสืบที่ชื่อวิคเตอร์ให้ออกตามหาสองพี่น้องค่ะ หลังจากนั้นพวกเขาก็ตั้งตัวเองเป็นหัวขโมย
ทำไมถึงควรอ่าน?
นายขโมยเป็นหนังสือที่ติดชาร์ตอันดับสองของ New York Times Bestseller แถมยังได้รับรางวัลมากมายเช่น Swiss Youth Literature Award, Zurich Children’s Book Award, Book Award from the Venice House of Literature รวมถึงรางวัล Mildred L. Batchelder Award สำหรับหนังสือแปลจากต่างประเทศที่ดีที่สุดในรอบปี
ถามว่าทำไมถึงควรอ่านละ? แค่รางวัลมากมายรวมถึงได้แปลถึง 35 ภาษาทั่วโลกก็การันตีได้แล้วนะคะ แต่แค่นั้นยังไม่พอค่ะเพราะนิยายเรื่องนี้นั้นยังสอดแทรกแง่คิดอีกต่างหาก เพราะตัวเอกของเรื่องอย่าง “สคิปิโอ มัสซิโม” เด็กชายวัยสิบสามปีที่ถูกพ่อกดดันให้มีชีวิตที่อยู่แต่ในกฎเกณฑ์ เขาไม่มีโอกาสได้คิดอะไรเองเลยด้วยเหตุผลเดียวทีว่า “เขายังโตไม่พอ” ดังนั้นตัวเองจึงตั้งตัวเป็นนายขโมยค่ะ อยากรู้ว่าสอดแทรกแง่คิดยังไง ลองไปหาอ่านดูนะคะ
Krabat
ชื่อภาษาเยอรมัน Krabat
ชื่อภาษาไทย คราบัตกับโรงสีปีศาจ โดยสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน
คำโปรยหลังปก
เรื่องราวของโรงสีปิศาจของ นายใหญ่ ซึ่งครอบงำเหล่าคนงานในโรงสี 12 คนด้วยการแลกกับการสอนวิชาเวทมนตร์ คราบัตเป็นเด็กหนุ่มพเนจรที่เดินทางมาถึงโรงสีแห่งนี้ และด้วยความเย้ายวนของการสามารถถอดจิต แปลงกาย ร่ายคาถาต่างๆ เขาจึงเลือกที่จะเป็นหนึ่งในคนงานของโรงสีมนตร์ดำแห่งนี้ แต่ละเดือนผ่านไป คราบัตและพวกคนงานต้องทำงานหนัก พร้อมๆ กับได้ฝึกฝนวิชาเวทมนตร์จากนายใหญ่ พ่อมดจอมขมังเวทย์ จนกระทั่งถึงคืนสิ้นปีแรก เพื่อนรักของคราบัตหายไปโดยไม่มีใครเอ่ยถึงเขาอีกเลย คราบัตเริ่มสงสัยในตัวนายใหญ่ว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ เขาเริ่มสืบหาความจริงของเรื่องนี้และได้รู้ว่า ทุกๆคืนสิ้นปี จะต้องมีพวกเขาคนหนึ่งสังเวยชีวิตให้นายใหญ่แห่งโรงสีโดยไม่มีใครขัดขืนได้ ทั้งหมดจึงต้องอยู่ด้วยความหวังว่าตนจะเป็นหนึ่งใน 11 คนที่ได้อยู่ผ่านคืนสิ้นปีสู่ปีใหม่ ในขณะที่คราบัตกำลังคิดหาวิธีที่จะล้มล้างอำนาจของนายใหญ่ นายใหญ่ก็วางตัวให้คราบัตเป็นทายาทรับสืบทอดอำนาจของเขาต่อเช่นกัน

หนังสือเรื่องคราบัต ฉบับภาษาไทย
เรื่องย่อ
เรื่องราวของเด็กขอทานจรจัดอย่าง “คราบัต” ที่มาทำงานในโรงสีข้าวกลางทุ่ง นอกจากจะใช้งานหนักแล้ว คราบัตยังพบว่าโรงสีนี้ก็มีอะไรแปลกๆ จนกระทั่งเขาพยายามหนี แต่กลับต้องหนีไม่ได้ โดยเจ้าของโรงสีนั้นทำงานรับใช้ซาตานและครอบงำคนงานด้วยการแลกกันการสอนวิชามนตร์ดำ
หลายเดือนผ่านไป เพื่อนรักของคราบัตหายไปเลยทำให้เขาเริ่มสงสัยในตัวเจ้าของโรงสีว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ เขาเริ่มสืบหาความจริงของเรื่องนี้และพบว่า ทุกๆ คืนของวันสิ้นปีจะมีคนที่ต้องสังเวยชีวิตให้ซาตานเพื่อแลกกับอำนาจมนตร์ดำ
คนงานโรงสีอีก 11 คนที่เหลือต้องอยู่ด้วยความหวังว่าตัวเองจะรอดชีวิต ขณะที่คราบัตคิดหาวิธีที่ล้มล้างอำนาเจ้าของโรงสี
ทำไมถึงควรอ่าน?
วรรณกรรมคลาสสิคที่ได้รับหลายรางวัล เอาจริงๆ แม้ว่าตัวเอกของเรื่องจะเป็นเด็กที่มีความร่าเริง แต่พี่ว่ามันเป็นวรรณกรรมเด็กที่หลอนและสั่นประสาทมากเลยนะคะ ที่สำคัญพี่ว่ามันแอบสะท้อนสังคมด้วยแหละ โดยเวทมนตร์ดำเปรียบเสมือนอำนาจมืด ขณะที่โรงงานสีข้าวเปรียบเสมือนกลไกการทำงานของอำนาจ
สิ่งที่ทำให้นิยายเรื่องนี้มีเสน่ห์ก็คือการสะท้อนเรื่องของอำนาจนี่แหละค่ะ อำนาจเมื่อได้มาแล้วนั้นทั้งเย้ายวนและหอมหวาน ไม่ปฏิเสธเลยว่าใครๆ ก็ต้องการอำนาจ และอำนาจก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ หากแต่ “กลไกของอำนาจ” ต่างหากละที่น่ารังเกียจ ซึ่งโรงงานปีศาจนั้นลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนงาน ทำให้พวกเขาไม่สามารถหนีออกจากมันได้ ร้ายแรงที่สุดก็คือการที่ทำให้เขาต้องสูญชีวิตไปเพราะมัน ซึ่งวรรณกรรมเด็กเรื่องนี้สอนให้เรารู้ถึงความน่ากลัวของมันค่ะ
Kassandra
ชื่อภาษาเยอรมัน Kassandra
ชื่อภาษาไทย คัสซันดรา โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล
คำโปรยหลังปก
บทประพันธ์เรื่อง คัสซันดรา แปลโดย มธุรส ศรีนวรัตน์ จากต้นภาษาเยอรมัน Kassandra ของ คริสตา โวล์ฟ คัสซันดรา เล่าเรื่องสงครามของกรุงทรอย ต้นเหตุของสงคราม เหยื่อของสงคราม การกดขี่ทางเพศ การแก้แค้น การหลอกลวงประชาชน ฆาตกรรม และความตาย โดยเล่าจากมุมมองของคัสซันดรา ซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งกรุงทรอย ธิดาคนหนึ่งของราชาเพรียมกับราชินีเฮคาบี ผู้ประพันธ์ต้องการชี้ให้เห็นว่า อารยธรรมที่มีการปกครองโดยผู้ชายเป็นใหญ่ นำผู้คนไม่ว่าจะชายหรือหญิงไปสู่ความหายนะได้อย่างไร ขณะเดียวกันบทประพันธ์เรื่องนี้ก็ให้ความหวังแก่ผู้อ่าน เพราะเรื่องเล่าต่างๆ ซึ่งเป็นเสมือนพยานหลักฐานแห่งอดีตย่อมอยู่ในความทรงจำของชนรุ่นหลังแม้ผู้เล่าได้จากไปแล้ว
ในภาคผนวกท้ายเล่ม ผู้แปลได้ให้ข้อมูลโดยย่อเกี่ยวกับเทพปกรณัมกรีก และคำอธิบายโดยสังเขปเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับอรรถรสและซาบซึ้งกับวรรณศิลป์ของ คริสตา โวล์ฟ ยิ่งขึ้น
เรื่องย่อ
คัสซันดราคือธิดาของกษัตริย์แห่งกรุงทรอย เป็นฝาแฝดกับเฮเลนัส ความงามของเธอนั้นทำให้อะพอลโลหลงรัก เขาจึงให้พรเธอด้วยการให้เธอมีความสามารถในการทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำโดยแลกกับการให้เธอรักเขาตอบ แต่คัสซันดรานั้นได้ปฏิเสธเทพอะพอลโล เขาเลยสาปให้ไม่มีใครเชื่อคำทำนายของนาง
เธอนี่แหละที่เป็นคนทำนายว่ากรุงทรอยจะแตก และเป็นคนคัดค้านการลากม้าไม้เข้าเมือง แต่ทุกคนไม่มีใครเชื่อนาง จนกระทั่งกรุงทรอยแตกในที่สุด
ทำไมถึงควรอ่าน?
หากน้องๆ เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบเรื่องราวของกรุงทรอยก็ไม่ควรที่จะพลาดเรื่องนี้เลยค่ะ โดยผู้เขียนอย่างวูลฟ์ได้เล่าเรื่องของกรุงทรอยในมุมมองของคัสซานดรา ก่อนที่นางจะถูกคลีเทมเนสตราสังหารในสปาร์ตา แถมยังแสดงแนวคิดของผู้หญิงที่มีต่อสงคราม โดยจะสื่อถึงความคิดของวูลฟ์ในฐานะนักเขียนอันเกิดจากการตีความของเธอเอง ก็นับว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ
เป็นอย่างไรบ้างคะกับวรรณกรรมที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากในวันนี้ จะเห็นได้ว่าแต่ละเรื่องนั้นล้วนแต่แฝงไปด้วยแง่คิดและปรัชญาทั้งนั้นเลยนะคะ พี่เชื่อว่าถ้าได้อ่านแล้วจะต้องได้ข้อคิดกลับไปแน่นอนเลยค่ะ ใครอ่านเรื่องไหนแล้วเป็นยังไงบ้างก็อย่าลืมมาเล่าให้ฟังนะคะ ส่วนสำหรับครั้งหน้าจะพาไปอ่านหนังสือเรื่องอะไรนั้น รอติดตามค่ะ ^___^
.jpg)





.jpg)




7 ความคิดเห็น
เรื่องข้างบนไม่เคยอ่านเลย แต่นิยายเยอรมัน ชอบเรื่อง 'Inkheart : หัวใจน้ำหมึก' มาก
อยากอ่านเรื่องนายขโมยมากค่ะ แต่หามาหลายปีแล้วยังไม่เจอร้านไหนขายเลย
เคยอ่านสามเรื่องแรกค่ะ แต่ไม่เคยอ่านสองเรื่องหลังสงสัยต้องไปหาอ่านบ้างแล้ว ไม่เคยรู้มาก่อนว่าทั้งสามเรื่องนี้แปลมาจากเยอรมันอีกที
เรื่องนายขโมยชอบตอนจบมากค่ะ เป็นตอนจบที่สมกับเรื่องดีมาก ส่วนโมโม่เป็นเรื่องที่อ่านได้เรื่อยๆ เลยค่ะ อ่านแล้วได้อะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
ไม่เคยอ่านสักเล่มเลย ต้องไปหามาอ่านบ้างแล้ว
ของเยอรมัน เคยอ่านแต่เอมิล ถถถถถถถถ
จะตามอ่านให้ครบเลยค่า