สวัสดีค่ะ ในทุกๆ สนามสอบก่อนเข้ามหาวิทยาลัย หลายคนต่างมีความพยายามและความมุ่งมั่นในการสอบเข้ากันแน่นอน แต่หลังจากสอบเข้าไปแล้ว หลายคนอาจจะท้อจนหมดแรงในการสอบมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังมีอีกหลายคนค่ะที่ไม่เคยทิ้งความพยายามไปเลย
พี่อีฟเชื่อว่าเดือนที่ผ่านมา น้องๆ หลายคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวของพี่นิสิตหญิง มศว คนหนึ่ง ที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย แต่ความบกพร่องนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในด้านการเรียน การมองโลกในแง่ดี และจิตใจที่เข้มแข็งเลยค่ะ เพราะพี่คนนี้เพิ่งได้รับรางวัลเกรดเฉลี่ยสูงสุดของชั้นปี ใช่แล้วค่ะ พี่อีฟกำลังจะพาน้องๆ ไปรู้จักกับ พี่แนน ทิพภาวรรณ พลล่องช้าง ไปพูดคุยกับพี่แนนกันเลยค่ะ
แนะนำตัวกับน้องๆ หน่อยค่ะ
สวัสดีค่ะ ชื่อแนน ทิพภาวรรณ พลล่องช้าง เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม เอกการจัดการธุรกิจไซเบอร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนนวมินทราชูทิศมัชฌิม จ.นครสวรรค์ค่ะ
ความฝันไม่เคยง่าย กับความท้อและเสียงคัดค้านด้านการเรียน
แน่นอนว่าเรื่องท้อนี่มีกันทุกคนค่ะ ตอนแรกที่บ้านคัดค้านที่จะให้เราเรียนต่างจังหวัดไกลๆ หรือเข้ากรุงเทพ อยากให้เรียนใกล้ๆ ก็พอ เรารู้ว่าพวกท่านหวังดีและเป็นห่วงเรา แต่สำหรับเรามันไม่ใช่ ด้วยข้อจำกัดทางร่างกายเราแล้ว เราอยากที่จะเพิ่มโอกาสให้ตัวเองในการสร้างอนาคต อย่างที่รู้ๆ กันว่า โอกาสของผู้พิการในต่างจังหวัดนั้นน้อยกว่าในกรุงเทพอยู่แล้ว ยิ่งทำให้เราอยากเข้ากรุงเทพมากกว่าที่จะเลือกเรียนที่ใกล้บ้านค่ะ แต่ทางครอบครัวก็เป็นห่วงหลายเรื่อง ว่าเราจะดูแลตัวเองได้ไหม จะทำอะไรได้ไหม แต่ก็พอมีคนสนับสนุนอยู่นะคะ อย่างคุณลุงที่เคยอยู่กรุงเทพฯ มาก่อน ท่านก็เห็นด้วยกับเรา ว่าโอกาสมันมีมากกว่าอยู่ที่นี่
ส่วนในใจเราเองก็คิดอยู่แล้ว ว่าต้องได้สิ ยังไงก็ต้องได้ ถ้าดูแลตัวเองไม่ได้จะทำอะไรได้ เราคงหวังที่จะให้คนมาดูแลตลอดคงไม่ได้ และด้วยความคิดนี้ ก็เลยยื่นข้อเสนอกับที่บ้านว่า ถ้าหากเราสอบติด ก็ต้องให้เรามาเรียนนะ ก็มีท้อบ้างเพราะข้อสอบมันยาก และเราก็ไม่ได้เก่งแบบที่มั่นใจว่าต้องติดแน่ เลยเผลอกดกันตัวเองไปเยอะเหมือนกันค่ะ แต่ผลออกมาก็ได้เรียนในกรุงเทพฯ ตามที่คิดไว้ค่ะ เป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของทั้งเราและครอบครัวค่ะ
เคล็ดลับการอ่านหนังสือฉบับแนน
ส่วนตัวแล้ว แนนจะทุ่มเทให้ทางตะลุยโจทย์มากกว่า เพราะเราได้จำ และได้ลองใช้จริงด้วยค่ะ อ่านหนังสือจะเป็นช่วงที่เรายังไม่ง่วงเท่าไหร่ ก็จะหยิบมาอ่านบ้าง ถ้ารู้สึกเริ่มง่วงขึ้นมานิดนึง ก็จะอยู่กับข้อสอบมากกว่าค่ะ จะมีความเพลินมากกว่า ข้อนี้ทำไม่ได้ก็เปลี่ยนข้อแล้วค่อยย้อนมาทำใหม่ทีหลังได้ แบบนี้เราจะอยู่กับมันได้นานกว่าตัวหนังสือเพียวๆ ค่ะ ถ้าอ่านอย่างเดียวจะตาลาย
สนามสอบ GAT PAT เป็นยังไงบ้าง
ตอนนั้นแนนสอบวิชา GAT PAT 1 แล้วก็ PAT 2 ค่ะ เท่าที่จำได้ เราเตรียมตัวอยู่หลายเดือนเลยค่ะ เพราะปีนั้นเป็นปีที่น้ำท่วมค่ะ การสอบ GAT PAT ก็เลื่อน การสอบของหลายๆ มหาวิทยาลัยก็เลื่อน อะไรก็รวนไปหมด ก่อนหน้าที่จะเลื่อนเพิ่งจะเตรียมตัวไปได้แค่ สองสามเดือนเองค่ะ สารภาพเลยว่าตอนนั้นเราก็แอบดีใจที่เลื่อนอยู่เหมือนกัน เพราะเราก็ยังไม่พร้อมเท่าที่ควร (น้องๆ ไม่ควรทำตามเลยนะคะ T^T) หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำข้อสอบเก่าอย่างจริงจัง (เพราะอ่านไม่ทันแล้ว) วิธีที่ใช้มาตลอดก็คือจำมาจากข้อสอบเลยค่ะ เทคนิคที่ใช้คือดูเฉลยแล้วจำเฉลยค่ะ เพราะถ้าอ่านตัวเลือกหมด คือ หนึ่งเสียเวลา สอง จำผิดพลาด เลยเลือกที่จะดูเฉลยเอา ว่าถ้าโจทย์แนวนี้ทำยังไง จำคีย์เวิร์ดสำคัญๆ ไว้ ก็ช่วยได้เยอะค่ะ
สนามสอบ O-NET ที่ทุกคนต้องเจอ
O-NET วิชาที่ง่ายที่สุด คงจะเป็นวิชาพื้นฐานอย่าง ภาษาไทย สัมคม และสุขศึกษาฯ ค่ะ เพราะมันเป็นพื้นฐานที่รู้กันอยู่แล้วและไม่ต้องมีเทคนิคอะไรมาก คำตอบตายตัวเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ส่วนที่ยากคงเป็น คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ส่วนตัวคิดว่า วิทยาศาสตร์ยากสุด เพราะรวมหลายวิชา หยิบตรงนั้นของชีววิทยามาใส่ ใช้ตรงนี้ของฟิสิกส์ มีดาราศาสตร์โผล่มาอีก เคมีก็มีให้เห็น ซึ่งมันไม่ได้เชิงลึกเท่าไหร่ แต่ค่อนข้างหลากหลายเลยคิดว่ายากสุดค่ะ
มองว่าความบกพร่องด้านร่างกายทำให้เราต้องเตรียมตัวในการสอบมากกว่าเพื่อนคนอื่นไหมคะ
ส่วนตัวคิดว่าไม่มากไปกว่าคนอื่นค่ะ เพราะเราเห็นเสมอ ว่ามีคนที่พยายามมากกว่าเรา ถึงเราจะมีความบกพร่อง แต่เราก็ไม่ได้เอาส่วนนี้มาท้อแท้อะไรค่ะ เราคิดแค่ว่าเราทำเท่าที่ทำได้ก็พอ ชีวิตเราไม่ได้จบแค่สอบไม่ได้ อย่าหวังมาก เพราะถ้าผิดหวังมันจะเจ็บมาก สิ่งหนึ่งที่พึงบอกตัวเองคือ " อย่ากดดันตัวเอง " เพราะเวลาเราทำอะไร ท่ามกลางความกดดัน ผลมันจะออกมาไม่ดีค่ะ
สาขานี้ที่เลือก กับเอกการจัดการธุรกิจไซเบอร์
แนนเรียนเอกการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคมค่ะ เอกนี้จะเรียนเกี่ยวกับธุรกิจออนไลน์ พวกธุรกิจเชิง E-business ค่ะ ปัจจุบันไม่ว่า ธุรกิจไหน ก็จะมี E-business เข้ามาเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น ตามองค์กรต่างๆ ก็เริ่มมีแผนกออนไลน์ แยกส่วนออกมา เพราะอิทธิพลของสื่อออนไลน์นั่นเอง แต่ว่าที่นี่ก็จะสอนเกี่ยวกับพื้นฐานของธุรกิจออฟไลน์ด้วย ให้เราฝึกวิเคราะห์ตลาด ด้าน E-business อย่างแคมเปญที่เราเห็นตาม Facebook การเขียน content หรือแม้แต่การเสิร์จใน Google ก็ต้องผ่านการวิเคราะห์มาอย่างหนักหน่วงทั้งนั้น ได้ความหลากหลายไปเยอะค่ะ อาจารย์ก็สมัยใหม่ดีค่ะ เข้าถึงง่าย ติดต่อง่ายด้วย เพราะส่วนใหญ่เล่นโซเชียลกันหมด
ถ้าถามถึงวิชาที่แนนชอบ ก็ขอยกตัวอย่าง เช่น วิชา MEDIA STUDIES ค่ะ จะเป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับ media เยอะเลยค่ะ ว่าสื่อแต่ละอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันมันมีที่มาที่ไปยังไง และที่ชอบที่สุดคือ เทคนิคการทำสไลด์ค่ะ พอเรียนมหาวิทยาลัยก็จะต้องมีการนำเสนอบ่อยมาก และวิชานี้สอนทำสไลด์ให้ดูดีขึ้นเยอะเลยค่ะ สนุกดีค่ะ อาจารย์สอนสนุกมาก
อีกหนึ่งวิชาก็ขอเลือก TRENDS AND BUSINESS ค่ะ เรียนเรื่องเทรนตามชื่อวิชาเลยค่ะ ได้หัดวิเคราะห์ หัดดูหุ้น ส่วนตัวชอบอาจารย์ที่สอนมากกว่าค่ะ เพราะอาจารย์เป็นนักธุรกิจจริงๆ ที่นำประสบการณ์มาสอน ซึ่งวิชานี้เรียนปี 1 ค่ะ ถือว่าเปิดโลกให้เด็กที่ไม่เคยรู้อะไรมาก่อนแบบเราเลยค่ะ
ชีวิตมหาวิทยาลัยยากไหม
ชีวิตมหาวิทยาลัย แนนชอบนะคะ สนุกดีค่ะ เหมือนเป็นการเปลี่ยนโลกอีกใบหนึ่งของเราเลยค่ะ เพราะช่วงแรกๆ กิจกรรมเยอะมาก เราก็เข้าร่วมหมดเลย แล้วยิ่งมาอยู่มหาวิทยาลัย เราก็ได้อิสระมากขึ้นเยอะกว่าเมื่อก่อน แต่อิสระเหล่านี้ก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นค่ะ เพราะต้องดูแลตัวเองด้วย เรียนด้วย ทำงานด้วย (ทำ Part-Time ตั้งแต่ปี 1 ด้วยค่ะ) เพื่อนๆ ก็เฮฮาดีค่ะ ในเอกผู้ชายจะเยอะกว่าผู้หญิงด้วย ก็เลยจะมีความสนุกสนานแบบเด็กผู้ชายกันเยอะค่ะ 55555
เคล็ดลับการเรียนที่ทำให้เราได้เกรดเฉลี่ยสูงสุดในสาขา
ความจริงไม่อยากให้เรียกว่าเคล็ดลับเลยค่ะ เพราะมันธรรมดามากๆ น้องๆ อาจจะเคยทำตอนเรียนเป็นประจำอยู่แล้ว หรือเพื่อนๆ อาจจะทำเหมือนกันกับแนนตอนเรียนเลย เช่น
- เข้าเรียนทุกครั้ง และตั้งใจพร้อมๆ กับทำความเข้าใจระหว่างเรียนให้ดี
- ส่งงานให้ครบ ข้อนี้สำคัญมากเลยค่ะ เพราะส่วนมากคะแนนที่เราจะได้ ก็อยู่ในงานที่เราทำ
- งานที่ส่งต้องมีคุณภาพ นอกจากการส่งงานให้ครบแล้ว อีกเรื่องที่แนนค่อนข้างจะจริงจังเลยก็ คือ งานที่ทำส่งจะต้องมีคุณภาพ ตั้งใจทำให้เต็มที่ค่ะ จะไม่ทำแบบขอไปทีเด็ดขาด
- ทำงานด้วยตัวเอง เช่น ถ้าเป็นงานเดี่ยว ก็จะทำด้วยตัวเองค่ะ ยิ่งเราจริงจังกับงานมากแค่ไหน การตั้งใจทำงาน ก็อาจจะทำให้เราเข้าใจเพิ่มมากกว่าตอนเรียนอีกค่ะ เพราะการทำงานก็เหมือนเป็นการทบทวนสิ่งที่เราเรียนมาไปในตัวด้วย
- ทบทวนก่อนสอบ จริงๆ ถ้าเราตั้งใจเรียนในห้องเต็มที่แล้ว ช่วงใกล้สอบก็ไม่ต้องคอยกังวลมากค่ะว่าจะอ่านไม่ทัน แต่ก็อย่าลืมว่า ความรู้อาจจะคลาดเคลื่อนได้ ก็ต้องอย่าลืมทบทวนก่อนสอบด้วยค่ะ
สุดท้าย อยากบอกอะไร หรือฝากกำลังใจและการเตรียมตัวถึงน้องๆ ที่ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์เราหน่อยค่ะ
เป็นกำลังใจให้น้องๆทุกคนเลยนะคะ รู้ว่าเหนื่อยกันมาเยอะ แต่ถ้าจะมายอมแพ้กันตรงนี้ ก็คงเสียดายโอกาส ที่เราเป็นคนขว้างทิ้งไปเองกับมือค่ะ อยากจะบอกว่า ไม่ว่ากับเรื่องอะไร ไม่ใช่แค่เรื่องสอบนะ ก็อย่ากดดันตัวเองเยอะ อย่าตั้งความหวังไว้เยอะเกินไป ไม่ใช่ไม่หวังเลยนะ หวังได้ แต่ต้องหัดเผื่อใจ มีความยืนหยุ่นในตัวเองบ้าง อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดีค่ะ เพราะจริงๆ แล้ว สิ่งที่ทำร้ายตัวเราเองได้มากที่สุดก็คือ "ตัวเราเอง" ค่ะ สู้ๆ นะคะ ^^
เป็นยังไงบ้างคะกับเรื่องราวการต่อสู้ในด้านการเรียน และจิตใจที่เข้มแข็งของพี่แนน ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร หรือมีอุปสรรคใหญ่แค่ไหน ถ้าเราไม่มองมันเป็นปัญหาหรืออุปสรรค เราก็จะสามารถผ่านไปได้แน่นอนค่ะ เหมือนอย่างที่พี่แนนแสดงให้เราเห็นแล้ว ครั้งหน้าจะเป็นใคร อย่าลืมติดตามกันนะคะ สวัสดีค่ะ :)






4 ความคิดเห็น
ต้องแบบนี้สิที่เรียกว่า "ไอดอล" เป็นตัวอย่างที่ดีในความประพฤติและการเรียน
พวกที่ชอบเรียกร้องความสนใจ ชอบถ่ายรูปโชว์นม โชว์หน้าอกลงโซเซียลแล้วสถาปนา
ตัวเองเป็น "ไอดอล" ควรดูเอาไว้เป็นตัวอย่างนะคะว่า "ไอดอล" ที่แท้จริงเป็นยังไง
แพ้ตัวแพ้ใจไม่ได้แม้ร่างกายมาไม่เต็ม เเต่ก็น่ารักดี
หากชีวิตนั้นเลือกในที่เกิดทุกคนเกิดมาอยากพร้อมมีครบกายเเต่ในทางของคนตรงข้ามกัน
เเต่อย่าท้อ