ชอบเฮลิคอปเตอร์ไหมคะ เคยอยู่ใกล้ๆ เฮลิคอปเตอร์กำลังจะขึ้นบินไหมคะ หรือรู้สึกอย่างไรเวลาเฮลิคอปเตอร์บินผ่านศีรษะเราใกล้ๆ เรารู้สึกถึงเสียงดัง และทั้งกำลังลมที่ตีแรงขึ้นมากใช่ไหมคะ เราอาจจะรู้สึกรำคาญแวบนึง อาจจะรู้สึกแรงลมกดตัวเรา ฯลฯ แล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าทั้งเสียงและแรงลมแบบนั้นมันมาดังอยู่ใกล้ตัวเราตลอดเวลา... ความรู้สึกแบบนั้น ถูกนำมาเปรียบเทียบกับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ของผู้ปกครองที่เรียกว่า Helicopter Parenting ค่ะ


Helicopter Parenting
ลักษณะของพ่อแม่แนวเฮลิคอปเตอร์นี้ หมายถึงพ่อแม่ที่ยังคอยทำหรือคอยกำกับดูแลทุกอย่างราวกับลูกยังเป็นเด็กเล็ก โดยสิ่งที่ทำให้นั้นมันคือสิ่งที่เด็กทำได้เองแล้ว เป็นไปได้ทั้งในลักษณะออกคำสั่งให้ทำตามทุกสิ่งอย่าง หรือลงมือทำให้ทุกอย่างจนเกินพอดี ซึ่งพ่อแม่ลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นได้กับลูกหลานทุกวัย มีความแตกต่างกันไปในแต่ละวัย เช่น อย่างเด็กประถมก็เป็นแม่ที่ไปกำกับลูกตอนแข่งกีฬาท่านั้นท่านี้ตลอดเวลา เด็กโตก็พ่อแม่ที่ยังคอยจัดแจงตารางเรียนให้ทุกวัน ฯลฯ แต่มีความสัมพันธ์กับวัยรุ่นมากๆ เพราะเป็นวัยที่เด็กพอมีวุฒิภาวะในการทำสิ่งต่างๆ ตัดสินใจเรื่องราวในชีวิตด้วยตนเองได้หลายๆ อย่างแล้วจริงๆ แต่พ่อแม่ยังคอยกำกับดูแลใกล้ชิดมากเกินไปจนทำให้เด็กเกิดความกดดันที่พ่อแม่ไม่ได้ปล่อยให้ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตนเองค่ะ
เดิมคำนี้มีที่มาตั้งแต่ช่วงต้นปี 1969 ในหนังสือขายดีเรื่อง Between Parent & Teenager by Dr. Haim Ginott ที่ในเล่มนั้นมีตัวอย่างวัยรุ่นอธิบาย(บ่น)ถึงแม่ตัวเองว่า "แม่บินโฉบวนเหนือหัวฉันยังกับเฮลิคอปเตอร์" หลังจากนั้นก็เริ่มมีการนำคำว่า helicopter parent มาใช้อธิบายลักษณะการเลี้ยงดูของพ่อแม่จนปัจจุบัน

พ่อแม่แบบเฮลิคอปเตอร์มีลักษณะใกล้เคียงกับพ่อแม่แบบ Authoritarian type พ่อแม่แบบเผด็จการ และ/หรือ Permissive type พ่อแม่แบบช่างเอาใจ ตามลักษณะภาพด้านบน โดยอาจเป็นแบบใดแบบหนึ่งหรือผสมกันจนกลายเป็นความกดดัน
พ่อแม่สไตล์เฮลิคอปเตอร์ก็เช่นเดียวกัน มักคอยบิน เอ้ย คอยอยู่ใกล้ชิดกับลูกๆ เพื่อตรวจตราความเรียบร้อยของลูก เวลาลูกจะทำอะไรก็จะคอยแนะนำ หรือบังคับอยู่ใกล้ๆ หรือเมื่อลูกเจอปัญหาก็จะคอยบินลงมาช่วยเหลือทันที ไม่เคยปล่อยให้ลูกได้แก้ไขปัญหาด้วยตนเองก่อน
ตอนเด็กๆ พ่อแม่สไตล์นี้จะช่วยเหลือทันทีไม่บ่นไม่ว่า แต่ถ้าพอลูกโตขึ้น "โตแล้วทำไมไม่รู้จักทำเองหรือทำให้เรียบร้อยบ้าง" พ่อแม่ก็มักจะช่วยไปบ่นไป (จริงๆ คือ เพราะพ่อแม่ไม่ปล่อยให้ทำหรือทำแทนทุกครั้งจนเคยชินเองทั้งสองฝ่ายต่างหาก)
ลูกหลานที่มีพ่อแม่สไตล์นี้มักมีความเครียดสูง ไม่ค่อยพอใจในชีวิตตนเอง ยิ่งถ้าเป็นวัยรุ่นก็จะยิ่งรู้สึกว่าขาดอิสระ จริงๆ วัยรุ่นบางคนอาจคุ้นชินที่มีพ่อแม่สไตล์นี้คอยดูแลตลอดเวลา และอาจพึงพอใจอยู่แล้ว แต่ลึกๆ กลับพบว่าตัวเองกลับไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย แอบเกลียดตัวเองอยู่ภายในว่าไม่เคยกล้าทำอะไรด้วยตัวเองซะทีอีกด้วย กลายเป็นตำหนิตัวเองไปเสียทุกเรื่องโดยไม่จำเป็น ซึ่งปัญหาฝังใจเหล่านี้ อาจนำพาไปสู่โรคซึมเศร้าในอนาคตได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีพ่อแม่สไตล์นี้ จะต้องมีปัญหาทุกคนนะคะ มันก็ขึ้นอยู่กับความตึงหย่อนและพยายามปรับเปลี่ยนของพ่อแม่ รวมถึงความพอใจและความเข้าใจของตัววัยรุ่นเองด้วยค่ะ อย่างน้อยที่สุดวัยรุ่นพึงเข้าใจว่าการที่พ่อแม่ดูแลใกล้คือความรักและความห่วงใยค่ะ

ทำไมจึงกลายเป็นผู้ใหญ่สไตล์นี้ และแค่ไหนที่จะไม่เป็นเฮลิคปอเตอร์
ผู้ใหญ่ๆ หลายๆ คนกลายเป็นคนที่ดูวุ่นวายจุ้นจ้าน และคอยกำกับดูแลกับลูกหลานตลอดเวลาเพราะความกลัว และความกังวลค่ะ กลัวว่าลูกหลานจะเสียใจกับเรื่องในชีวิต จึงอยากคอยเป็นเกราะป้องกันเขา เช่น ให้เรียนพิเศษเสริม เพื่อป้องกันเกรดตก เดี๋ยวลูกจะเสียใจและเรียนต่อไม่ได้ถ้าเกรดตก หรืออาจตัวผู้ใหญ่เองที่เคยประสบกับเหตุการถูกทิ้ง ถูกปละปละ ประสบความผิดหวังในความรัก จึงอยากเติมให้เต็มกับลูกหลานตัวเอง จนกลายเป็นมอบรักมากจนร้อน รวมถึงญาติๆ คนข้างบ้าน หรือพ่อแม่ของเด็กคนอื่น คอยกดดันหรือรู้สึกไปเองว่า "บ้านโน้นเลี้ยงลูกดี ลูกได้ดี บ้านนี้ลูกเก่ง เพราะเขาทำแบบนั้นแบบนี้" กลายเป็นการเอาวิธีการเลี้ยงดูของบ้านอื่นมาเปรียบเทียบกับบ้านตัวเอง ทั้งๆ ที่จริงแล้ว แต่ละบ้านล้วนมีวิธีรับมือลูกหลานของตัวเองแตกต่างกัน และมันไม่มีสูตรสำเร็จในการเลี้ยงลูกที่ดีที่สุดหรอกค่ะ
Image: pixabay.com
มี How to มากมายที่อธิบายให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจการเลี้ยงดูแบบพอดี ไม่บังคับจนตึง และไม่ปล่อยปละจนหย่อน ซึ่งจริงๆ แล้วผู้ใหญ่ทุกคนเข้าใจว่าควรจะทำอะไร เพียงแต่นึกถึงตัวเองเวลาที่เป็นวัยรุ่น ประกอบกับการสอบถามถึงหัวใจของลูกหลานวัยรุ่นของตัวเอง กล้าที่จะปล่อยวาง และเชื่อใจในลูกหลานตัวเองได้ว่าเขาจะทำได้ดี หรือเมื่อทำผิดพลาดก็ขอให้สอน/แนะนำสิ่งที่ถูกต้อง และมั่นใจว่า ความผิดพลาดนั้นๆ จะเป็นประสบการณ์ให้ลูกหลานเติบโตต่อไปค่ะ
คุณลูกคะ เข้าใจความห่วงใยของพ่อแม่นะคะ
คุณพ่อคุณแม่คะ หยุดบิน...ลงจอดกันเถอะค่ะ


2 ความคิดเห็น
พ่อไม่ปล่อยให้ผมเดินทางนั่งรถไปไหนคนเดียว ผมจะไปเข้าค่ายของมหาลัยที่ต่างจังหวัดก็จะต้องพาไปทุกครั้งเลย ละไม่ชอบเลยไปกับพ่อ ชอบบ่นอะไรไม่รู้ตลอดทาง เป็นการเดินทางที่ไม่สนุกเลย ทำไมครอบครัวอื่นเขาหัดให้ลูกนั่งรถไปไหนคนเดียวกันได้ ผมก็ ม.6 แล้วนะ บอกว่าจะให้ไปไหนคนเดียวตอนขึ้นมหาลัยเป็นต้นไป คือแบบว่ามันช้าไปไหมล่ะ ทำไมไม่ลองให้ทำตั้งแต่ ม.ปลาย แล้ว
คล้ายผู้ปกครองหนูเลย เมื่อก่อนเอาใจหนูทุกอย่าง แต่ทุกวันมันต่างออกไป พ่อหนูเปนพวกขี้เกียจดูแล ชอบปล่อยหนูอยู่กับเครื่องบรรณาการต่างๆ(อันนี้น้องก็โดนเหมือนกัน) แล้วก็ย้ายมาอยู่กับแม่ สังคมเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มโตขึ้น แม่จะใจดีหน่อย แต่พ่อชอบบอกหนูว่า"โตแล้ว...หัดทำอะไรที่มันมีประโยชน์หน่อย" หนูรู้ตัวทุกครั้งที่ทำให้แม่ผิดหวัง แต่มันก็เฉยๆ รู้ตัวอีกทีก็มานั่งร้องไห้คนเดียวแล้ว ก็งงตัวเองเหมือนกัน