มารู้จัก Collegiate School โรงเรียนชายล้วนเก่าแก่แห่งนิวยอร์ก

    สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D.com วันนี้ พี่วุฒิ มีโรงเรียนมัธยมชายล้วนจากประเทศสหรัฐอเมริกามาแนะนำให้น้องๆ ได้รู้จักกัน โรงเรียนนี้จะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง เรามาทำความรู้จักกันเลยครับ

 


 
    Collegiate School เป็นโรงเรียนมัธยมชายล้วนในสังกัดเอกชน ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก ทางตะวันตกของเขตแมนแฮตตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา นับว่าเป็นหนึ่งโรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกาเลยทีเดียว อีกทั้งเป็นสมาชิกของ New York Inter School ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลและจัดการเกี่ยวกับการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนในเขตแมนแฮตตัน (Independent School) และเป็นหนึ่งในสมาชิก Ivy Preparatory School League หรือสมาคมกีฬาของกลุ่มโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยในนิวยอร์กครับ
 
    แรกเริ่มเลยโรงเรียนนี้ก่อตั้งเมื่อปี 1628 ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยกลุ่มคนชาวดัตช์ เดิมทีแล้วมีการเปิดรับนักเรียนทั้งชายและหญิงเข้าเรียน แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงระบบเป็นโรงเรียนชายล้วน รวมไปถึงการย้ายสถานที่ตั้งของโรงเรียนมากกว่า 16 ครั้ง ภายในช่วง 4 ศตวรรษ และในที่สุดก็ได้มาตั้งที่เขตแมนแฮตตัน ซึ่งเป็นสถานที่ปัจจุบัน เมื่อปี 1892 ถือได้ว่ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมากเลยทีเดียวครับ      
 

 
    นาย Lee M. Levison ผู้อำนวยการโรงเรียนคนปัจจุบันได้กล่าวไว้ว่า ในทุกๆ ชั้นเรียน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงเกรด 12 เขาต้องการที่จะจุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจและความกระตือรือร้นในตัวนักเรียนทุกคน อีกทั้งความรับผิดชอบต่อเรื่องวิชาการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ไม่ให้เครียดหรือเป็นการบังคับจนเกินไป และจุดมุ่งหมายหลักของโรงเรียนอีกอย่างก็คือ การที่นักเรียนได้ทั้งความรู้และรู้ว่าตัวเองชอบหรือเชี่ยวชาญ มีความสามารถในเรื่องใด นี่คือจุดสำคัญที่ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการศึกษา ภายใต้ปรัชญาหลักของโรงเรียน “มุ่งเน้นสร้างปัญญา มีจริยธรรม และการพัฒนาทางกายและใจ”  เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ
 

 
    ระบบการเรียนการสอนของที่นี่จะเป็นระบบ K-12 หรือที่รู้จักกันก็คือ ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงเกรด 12 นั่นเองครับ อีกทั้งยังมี AP (Advanced  Placement) หรือโครงการเรียนล่วงหน้าวิชาพื้นฐานในมหาวิทยาลัยช่วงปี 1 – 2 ที่นำมาเปิดสอนในระดับมัธยมปลาย เพื่อเป็นการสอบเก็บไว้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยได้ โดยไม่ต้องเรียนซ้ำอีกครั้งนั่นเองครับ โดยแต่ละช่วงชั้นจะมีการเรียนการสอน ดังต่อไปนี้
 

 
- Lower School (5 - 9 หรือ 10 ปี)
 
    ในชั้นนี้ จะมีครูที่คอยดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด มีการเรียนการสอนแบบขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นการเตรียมตัวไปเรียนในระดับชั้นถัดไป ได้แก่ วิชาภาษา ศิลปะ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดนตรี และรวมไปถึงวิชาส่งเสริมเรื่องมารยาทและการมีความรับผิดชอบ อีกทั้งยังใกล้ชิดและมีการปรึกษากับผู้ปกครองอยู่เป็นระยะ
 
- Middle School (10 – 13 หรือ 14 ปี)
 
    การเรียนการสอนของช่วงนี้จะมีทั้งเรียนทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อส่งเสริมทั้งเรื่องวิชาการและความชอบส่วนตัวของเด็ก และทางโรงเรียนยังมีการกระตุ้นให้เด็กได้ทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย เช่น การจัดตั้งสภานักเรียน, การเรียนรู้ระบบโครงสร้างองค์การสหประชาชาติ, วิทยาศาสตร์โอลิมปิก และนิตยสารออนไลน์ชื่อดังอย่าง Jabberwock  โดยวิชาที่ทำการเรียนการสอน จะมีวิชาภาษาอังกฤษ, ภาษาต่างประเทศ (จีน, สเปน, ละติน, ฝรั่งเศส), ประวัติศาสตร์, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, พละศึกษา, ศาสนา, เทคโนโลยี, ห้องสมุด, ดนตรี, การละคร และทัศนศิลป์ (ถือว่าได้เรียนครบทุกศาสตร์ทุกแขนงเลยล่ะครับ)
 
- Upper School (13 – 16 หรือ 18 ปี)
 
    หลักสูตรของช่วงชั้นนี้ ทางโรงเรียนจะมีวิชาบังคับที่นักเรียนต้องเรียนกันทุกคน ซึ่งจะเป็นในช่วงเกรด 9 และ 10 และหลังจากนั้น นักเรียนอยากเรียนวิชาอะไรก็ตาม ก็สามารถเรียนได้ โดยวิชาที่มีการจัดการเรียนการสอนจะเหมือนระดับ Middle School แต่เพิ่มความเข้มข้นของเนื้อหาการเรียนมากขึ้น โดยครูที่ปรึกษาจะให้ความสำคัญกับนักเรียนมากขึ้นไปอีก มีการพูดคุยและวางแผนการเรียนกับนักเรียนอยู่เป็นประจำ เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ออกมาดีและตรงกับความต้องการของนักเรียน
 

 
    โรงเรียน Collegiate School จะมีนักเรียนอยู่เพียงแค่ 650 คน โดยแยกเป็นชั้นปี ปีละ 50 คนเท่านั้นครับ จึงทำให้การเรียนการสอนที่นี่ ครูและนักเรียนมีความใกล้ชิดและเข้าถึงดูแลกันได้ง่ายมาก โดยแต่ละปี นักเรียนที่จบการศึกษาไปสามารถสอบติดเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังกันทั้งนั้น และในทุกๆ ปี จะได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับต้นๆ ของนักเรียนอเมริกาที่สามารถสอบเข้าสถาบันที่มีชื่อเสียงได้เป็นจำนวนมาก อาทิเช่น Harvard University, Yale University, University of Pennsylvania, Dartmouth University, Brown University, Columbia University, Princeton University, University of Oxford  และอื่นๆ อีกมากมาย การันตีเลยครับว่า ใครจบจากที่นี่มีคุณภาพกันทั้งนั้น
 

 
ชมรมของโรงเรียน
 
    นอกเหนือจากความเป็นเลิศทางด้านวิชาการที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ทางโรงเรียนก็มีการส่งเสริมในเรื่องของกิจกรรมแก่นักเรียนอีกด้วย โดยมีชมรมมากมายให้นักเรียนเข้ามาเป็นส่วนร่วม ตัวอย่างของชมรมมีดังต่อไปนี้
 
- Amnesty International หรือ องค์การนิรโทษกรรมสากล มีจุดประสงค์ในการค้นคว้าและดำเนินการป้องกันและยุติการทำร้ายสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงปกป้องความยุติธรรมให้กับมนุษย์
- Asian Cultural Society เป็นชมรมที่รวมคนเอเชียของโรงเรียน
- CENIC เป็นชมรมเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- ชมรมหมากรุก
- ชมรมโต้วาที
- Gay-Straight Alliance หรือชมรมช่วยเหลือนักเรียนที่เปิดตัวว่าเป็นเกย์
- Jamma เป็นกลุ่มช่วยเหลือนักเรียนที่เป็นผิวสีและส่งเสริมเรื่องความหลากหลายทางเชื้อชาติ
- Model U.N. หรือกลุ่มสมาคมที่เรียนรู้เกี่ยวกับระบบขององค์การสหประชาชาติ
- ชมรมวิทยาศาสตร์โอลิมปิก
- สภานักเรียน
- T.R.A.C.K.S.หรือชมรมนักวิ่งของนักเรียนชาวเคนย่า
 
    และนอกเหนือจากกิจกรรมชมรมแล้ว ทางโรงเรียนยังมีการจัดกิจกรรมพิเศษขึ้นเป็นประจำอยู่ทุกปี โดยเฉพาะงานที่โดนใจหนุ่มๆ โรงเรียนชายล้วนเป็นพิเศษ อย่างเช่น Exchange Day และ Upper School Community Service Day ที่จะเป็นการจัดกิจกรรมรวมกับนักเรียนหญิงจากโรงเรียนอื่นนั่นเองครับ
 

 
    ในส่วนของเรื่องกีฬา ขึ้นชื่อว่าโรงเรียนชายล้วนแล้ว ก็ต้องไม่เป็นสองรองใคร เพราะว่าโรงเรียนให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องนี้ โรงเรียนนี้จะมีทั้งทีมฟุตบอล บาสเกตบอล นักกีฬามวยปล้ำ เบสบอล กอล์ฟและนักเทนนิสที่เก่งกาจและขึ้นชื่อเป็นอย่างมาก
 
ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง
 

 
    ศิษย์เก่าของโรงเรียนนั้นมีมากมายเลยครับ แต่ละคนก็เป็นคนมีชื่อเสียงในหลายแวดวง เช่น
- เดวิด ดูคอฟนี (นักแสดงนำชายรางวัลลูกโลกทองคำ)
- เอ็ดเวิร์ด เกลเซอร์ (นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง)
- บิล คีแนน (นักกีฬาไอซ์ฮอกกี้)
- แอนดรูว์ รอสซี่ (นักผลิตข่าวและสารคดีชื่อดัง เจ้าของรางวัลเอมมี่)
- วอลเตอร์ เมอร์ช (นักตัดต่อมือฉมังเจ้าของรางวัลออสการ์)
- อเล็กซ์ ยอร์ก (ผู้เป็นทั้งนักร้องและนักแต่งเพลงที่สามารถร้องได้ทั้งเพลงสากลและเพลงญี่ปุ่น)
- ซัม ซิฟตัน (นักสื่อสารมวลชนจาก New York Time)
- จอห์น เอฟ เคนเนดี้ จูเนียร์ (ลูกชายผู้เป็นหัวแก้วหัวแหวนของจอห์น เอฟ เคเนดี้ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา)
    และยังมีอีกหลายคนเลยครับที่พี่ไม่ได้กล่าวถึง แต่ละคนที่จบจากโรงเรียนนี้ทั้งเก่ง และได้ดิบได้ดีกันทั้งนั้นเลย
 

 
ค่าเล่าเรียน
 
    ในส่วนของค่าเล่าเรียน จะจ่ายเป็นรายปี สามารถแบ่งจ่ายได้ 3 รอบ โดยรอบแรกจะจ่าย 15% ในช่วงสมัครเรียน อีก 60% จะจ่ายภายใน 31 กรกฎาคม และ 25% ที่เหลือจะจ่ายภายใน 31 ธันวาคมครับ โดยค่าเรียนคิดเป็นราคาเดียวตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงเกรด 12 ปีละ 47,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,680,000 บาท (ในราคานี้จะรวมไปถึงค่าหนังสือ ค่าเรียนเกินเวลา ค่าอาหารกลางวัน ค่าเช่าเครื่องดนตรี ค่าประกันอุบัติเหตุต่างๆ แต่จะไม่รวมค่าใช้จ่ายในการสอบ AP และค่าชุดกีฬาครับ)
 

 
รูปนี้เป็นรูปของตึกที่โรงเรียนกำลังสร้างครับ คาดว่าจะเปิดใช้ในเร็วๆ นี้ครับ

 
    น้องๆ ผู้หญิงหลายคนพอได้อ่านแล้วหลายคนก็คงอยากมาเรียนที่โรงเรียน Collegiate School  บ้าง แต่ก็น่าเสียดายที่เปิดรับแค่ผู้ชายเท่านั้น แต่ไม่ต้องเสียใจไปครับ เพราะยังมีโรงเรียนน่าเรียนอีกมากมายในอเมริกาที่พี่มีคุณภาพไม่แพ้กัน แล้วพี่จะนำมาแนะนำให้รู้จักอีกแน่นอนครับ
    ส่วนน้องๆ ผู้ชายที่สนใจอยากเรียนต่อที่นี่ก็สามารถมาศึกษารายละเอียดต่อได้ที่เว็บไซต์ของโรงเรียน http://www.collegiateschool.org/page  ได้เลยนะครับ ส่วนตัวพี่ อยากเรียนมากเลยล่ะ แต่เลยวัยมาหลายปีแล้ว ฮ่าๆ >< แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ



 
อ้างอิง
รูปภาพประกอบและข้อมูล http://www.collegiateschool.org/page
https://en.wikipedia.org/wiki/Collegiate_School_(New_York_City)
พี่วุฒิ
พี่วุฒิ - Columnist มนุษย์ 4 มิติผู้หลงใหลในเพลงเกาหลี ชาเนสที และหมูกระทะ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น